พิมพ์หน้านี้
|
ที่หยิบเรื่อง พี่วิมลมาคุย ในบทก่อน ก็เพราะว่า ผมคิดว่า....ผม(คิดเอาเอง)ว่า ผม เข้าใจความรู้สึกพี่วิมลดี เพราะ เคยช่วงเวลาหนึ่งในชีวิต.... เวลาที่มีสถานการณ์มากดดัน บีบคั้น ในชีวิตสูงมากๆ ไม่ว่าจะ มาจาก ภายนอกตัวเรา หรือจากสภาพความพิการของตัวเอง ผมเคยคิด..แม้กระทั่งว่า หมา แมว ตัวนึงมันยังมีค่ากว่าผมเลย.... อย่างน้อย....มันก็ให้ความสุข สบายใจ กับคนอื่นได้ แล้วยัง ไม่เป็นภาระกับใครมากนัก อีกต่างหาก เนื่องจาก...๕ ปีมานี้ ผมออกมา ทำงานที่เกี่ยวข้องกับคนพิการหลายด้าน จึงมีโอกาส พบเห็นชีวิตคนพิการมากมาย...หลายคน ในหลากหลายสถานภาพ ตั้งแต่โดนทอดทิ้ง ไม่มีใครรับผิดชอบ ต้องไปอยู่สถานสงเคราะห์ จนถึงคนพิการระดับผู้นำ หรือร่ำรวย(ทั้งครอบครัวมีฐานะอยู่เอง และสร้างฐานะด้วยตัวเอง) เพราะฉะนั้น...พี่วิมลไม่ใช่คนพิการคนแรกและคนเดียวที่ผมเจอ แล้วคิดแบบนั้น แน่นอนครับ ตอนนี้...มาดูวิธีแก้ไขเบื้องต้น ที่เคยลองกันมา แล้วได้ผลกัน ครับ พี่วิมล ควรได้รับบริการ การให้คำปรึกษาฉันเพื่อน (Peer Counseling) ถ้ามีองค์กรคนพิการท้องถิ่นที่เข้มแข็ง สามารถประสานขอการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เรื่องกายอุปกรณ์ (สามารถเบิกจากรพ.ประจำจังหวัดได้ฟรี)ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ค่าจ้างผู้ช่วยเหลือ ช่วยทำกิจวัตรประจำวัน วันละ 2-4 ชั่วโมง(ตรงนี้ ที่จริง อยากให้เป็น "รัฐสวัสดิการ " สำหรับคนพิการรุนแรง เลยครับ เพราะจำเป็นมากๆ)
เช่น"คนพิการ แขน ขา" ถ้าได้ แขน ขาเทียม ที่เหมาะสม..ก็จะสามารถใช้ชีวิต เฉกเช่น "คนไม่พิการ" ส่วน"คนพิการ ที่ต้องนั่งรถเข็น" ถ้าเขาสามารถไปไหนมาไหน โดยรถสาธารณะ เข้าออกอาคารสถานที่ ต่างๆ โดยมี ลิฟท์ ทางลาดให้เขา เขาก็สามารถไปเรียน หรือไปทำงานได้ เช่นคนไม่พิการ "คนหูหนวก และตาบอด"ก็เช่นกัน ถ้ามี"ล่ามภาษามือ" ให้คนหูหนวก หนังสืออักษรเบรล หนังสือเสียง หรือโปรแกรมช่วยคอมพิวเตอร์ สิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับ คนตาบอด และหูหนวก พวกเขาก็สามารถ สื่อสารกับคนอื่นๆ ไปเรียนหนังสือ ทำงานและรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆได้
ในอีกด้าน ผมเห็นคนพิการรุนแรงอีกหลายคน หลังจาก...ได้รับการฟื้นฟู มีกำลังใจขึ้นมาแล้ว จะพยายามช่วยเหลือตนเอง เท่าที่พอทำได้ เพื่อลดความเป็นภาระลงไป ลองฟังเรื่องราวของคนพิการ คนนึงนะครับ
วันแรกที่พบพี่สิงห์ เมื่อ ๖ เดือนก่อน ที่ช่องแสมสาร สัตหีบ พี่เป็นอัมพาตจากอาการป่วยที่ไขสันหลง ที่เขาต้องนอนมาเพราะ ใครๆ ก็บอกว่า... แกนั่งรถเข็นปกติไม่ได้ กินข้าวเองไม่ได้ ต้องนอนให้แม่อายุ เกือบ 80 ป้อนข้าว น้ำ เช็ดตัว จนขาเป็นคราบไคลหนา ข้อเท้าติด แข็ง ปลายเท้าจิกลง เพราะไม่ได้รับถ่ายทอด วิธีการดูแลตัวเอง อย่างถูกต้อง(เรื่องครอบครัวขอเว้นไว้ในฐานที่เข้าใจนะครับ แต่ บอกได้แค่ว่า...ไม่ได้เพียบพร้อม แต่อย่างใดเลยครับ) สภาพปัจจุบัน
ที่เล่ามานี้....เป็นแค่ส่วนเสี้ยวหนึ่ง ของปัญหาคนพิการในเมืองไทย(ที่จริง อยากเอามาลงหลายคน แต่ กลัวขออนุญาตเจ้าตัวลำบาก) ซึ่งตอนนี้...แก้ไขกันแบบตามมีตามเกิด โดยองค์กรคนพิการกันเองนี่ละครับ (Self Help Organisation) อันที่จริง...ถ้าจะแก้ไขอย่างจริงจัง ก็ควรต้องแก้ ให้เป็นระบบ อาจจะ เริ่มต้นจาก ใช้กระบวนการ สร้างพลัง ความเข้มแข็ง ความมั่นใจในตัวคนพิการขึ้นมาก่อน (Empowerment)
ในประเทศที่มีสวัสดิการสังคมดี เขาเก็บภาษีสูงมาก เพื่อไปใช้เป็น"รัฐสวัสดิการ"แต่ว่า.....ประเทศเรามีคนยากจนเยอะ ใช้ระบบเก็บภาษีต่ำ(พวกเราต้องหาเงิน เก็บเงิน เพื่อดูแลชีวิตตัวเอง) จึงทำให้สวัสดิการสังคมน้อยไปด้วย เห็นมาเยอะแล้ว ชีวิตคนเรา ไม่แน่ ไม่นอนครับ บางที ก็เลือกไม่ได้ว่าจะอยู่ จะตาย หรือจะพิการ อดีต ...ไม่มีวันหวนคืนมาเหมือนสายน้ำ ได้แต่คิดว่า.....ทำวันนี้ให้ดีที่สุดครับ ยิ่งเขียน ยิ่งฟุ้งซ่านไปกันใหญ่แล้ว...เรา เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ก็แอบหวังว่า อนาคตจะมีผู้บริหารประเทศมีญาติพี่น้องพิการซักคน (ไม่ได้แช่งใครนะครับ.... คนเรามันไม่แน่ จริงปะ) เขาคงจะเห็นความสำคัญของปัญหาคนพิการกันซะที ไม่ใช่ กวาดเอาไปเก็บไว้ใต้พรม เหมือนที่ผ่านมาครับ ไปละครับ พรุ่งนี้ต้องไปไหว้ วันตายอาม่า ครบรอบ ๑๙ ปี คิดถึงอาม่าที่สุดเลยยยยย เดี๋ยวโทรไปขออนุญาตพี่สิงห์ก่อนนะครับ |