วันพฤหัสบดี ที่ 25 ตุลาคม 2550
เด็กเเละความรุนเเรงหลังการก่อการร้าย
Posted by
kittikorn_bas
,
ผู้อ่าน : 118
, 08:52:51 น.
พิมพ์หน้านี้
 | | เด็กเเละความรุนเเรงหลังการก่อการร้าย
บทความนี้ดัดแปลงจากที่เขียนส่งจดหมายข่าวเด็ก โพสต์ ที่ออกมาฉบับเเรก เป็นฉบับ uncut ก็ว่าได้ เเละได้เพิ่มเติมข้อสรุป ที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับเด็กไว้ข้างท้ายด้วย... ____________________________________
เพียงไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ 9/11 นอกเหนือจากการรายงานเหตุการ์ถี่ยิบเเล้ว สิ่งที่ถูกเผยเเพร่มากพอๆกันคือคู่มือการจัดการกับสภาพจิตใจหลังการผ่านพ้นเหตุการณ์ดังกล่าว คู่มือที่ผ่านมานั้นยังใช้ได้ในสมัยที่สงครามในอิรัก เเละอัฟกานิสถานยังคงดำเนินอยู่ กลุ่มที่สังคมอเมริกันเป็นห่วงเป็นใยในการรับรู้ข่าวสารมากที่สุดคือเด็ก เเละเยาวชน
คู่มือประเภทพ่อเเม่จะพูดกับลูก หรือครูจะพูดกับนักเรียนอย่างไรเกี่ยวกับการก่อการร้ายเเละ 9/11 เเละการดูเเลสภาพจิตใจของเด็กได้รับการเผยเเพร่ทั่วไปทั้งในโรงเรียน ในชุมชน ในอินเทอร์เน็ต เเละ ผ่านสื่อต่างๆ โดยสมาคมจิตเเพทย์เด็ก องค์กรเพื่อเด็กที่พบเห็นเหตุการณ์รุนเเรงเเห่งชาติ เเละหน่วยงานภาครัฐจำนวนมาก คู่มือเหล่านี้มักเน้นย้ำถึงบทบาทของผู้ใหญ่ในปกป้องคุ้มครองเด็กจากการกระทบกระเทือนทางจิตใจ เป็นเเบบอย่างที่ดี เช่นการไม่เเสดงอาการวิตกกังวลจากเหตุการณ์ดังกล่าวให้ลูกเห็น รักษาบ้าน หรือโรงเรียนให้เป็นพื้นที่เเห่งความมั่นคงปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีอะไรมาทำให้ชีวิตที่กำลังจะเติบโตต้องสั่นคลอน ผู้ใหญ่ควรการเเสดงความคิดเห็นอย่างเปิดกว้างเเละมีเหตุผล รวมทั้งยังเน้นให้ผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษา รับฟังเรื่องราว เเละคอยให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับวัยเเละสภาพของเด็ก
การ?ดูเเล?ให้เด็กรับข้อมูลที่ถูกต้องเป็นหน้าที่สำคัญของผู้ปกครอง เเละครู ซึ่งคู่มือดังกล่าวมักเเนะนำให้ผู้ปกครองจำกัดการรับสื่อเกี่ยวกับสงครามเเละความรุนเเรงในสงคราม เช่นจำกัดการดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุของเด็กในช่วงที่มีข่าวสงคราม ปิดโทรทัศน์หรือวิทยุที่นำเสนอข่าวสงครามถ้าเด็กเล็ก หรือเด็กประถมต้นอยู่ในบริเวณนั้น สำหรับเด็กโต จนถึงวัยรุ่นพ่อเเม่ควรอยู่ด้วยเมื่อเด็กรับชมข่าวหรือรายการที่มีข่าวการสู้รบ เเละอธิบายให้เด็กเข้าใจถึงสาเหตุ ความจำเป็น เเละปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องเเก่ลูก พ่อเเม่ ครู เเละผู้ปกครองเด็กทุกวัยควรหาโอกาสซักถามว่าเด็กมีความรู้ ความเข้าใจจากประเด็นดังกล่าวอย่างไร ได้ทราบข้อมูลจากที่ใด เเละรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับภาพสงครามที่เด็กได้เห็นเพื่อใช้ในการให้คำเเนะนำแก่เด็กต่อไป ทั้งยังควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเเละให้พ่อเเม่หรือครูพยายามสอนบทเรียนเกี่ยวกับการยอมรับความหลากหลายเเละ การเเก้ปัญหาโดยไม่ใช้กำลังตามวัยของเด็ก ในกรณีที่เด็กไม่พูดคุยกับพ่อเเม่ หรือครูก็มีคำเเนะนำให้สังเกตพฤติกรรมของเด็กที่อาจบ่งชี้ว่าเด็กกำลังได้รีบผลกระทบจาก ?ข่าวสงคราม? หรือไม่ เช่น งอเเง ก้าวร้าว พูดถึงความตายหรือสงครามเสมอๆ ตั้งคำถามเกี่ยวกับสงคราม เเละมีพฤติกรรมผิดแปลกไปจากที่เคยเป็น หากเด็กมีพฤติกรรมข้างต้นก็สามารถนำเด็กไปปรึกษากับที่ปรึกษาหรือนักจิตวิทยาตามที่แหล่งข้อมูลเเนะนำ
คู่มือพ่อเเม่ ครู เเละโรงเรียนเหล่านี้ด้านหนึ่งสะท้อนถึงความห่วงใยที่สังคม เเละรัฐมีต่อเด็กในฐานะทรัพยากรมนุษยอันมีค่าเเละเปราะบางต่อการรับรู้ความรุนเเรง สงคราม หรือ การรบราฆ่าฟัน สาเหตุที่เด็กไม่ควรรับรู้เรื่องราวดังกล่าวมากนักก็เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าข่าวสารเกี่ยวกับความรุนเเรงนั้นมีผลต่อพัฒนาการของเด็กในทางไม่พึงประสงค์เช่นจะทำให้เด็กก้าวร้าว ชอบความรุนเเรง สำหรับเด็กโตก็จะทำให้เด็กเคยชินกับความรุนเเรงเเละเห็นว่าการใช้ความรุนเเรงเป็นเรื่องชอบธรรม
การปกป้องเด็กด้วยการจำกัดความรุนเเรงผ่านสื่ออาจเป็นวิธีที่ดูเหมือนป้องกันมิให้เด็กได้รับความบอบช้ำทางจิตใจกับเเสดงให้เห็นว่าในขณะที่สื่อมีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร แต่รัฐก็สามารถเข้าแทรกแซงได้โดยการสร้างชุดความรู้เพื่อให้ครอบครัวเเละโรงเรียนมีบทบาทการพิจารณา ?สาร? ที่ส่งถึงเด็ก จนเป็นเครือข่ายมหาศาลในการ?ดูเเล?เด็กเเละการ?เฝ้ามองตนเอง?ของผู้ใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่ากำลังมีความพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะจับจ้องประชากรไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ให้ปฏิบัติตัวเเละมีทัศนคติอย่าง ?ถูกต้อง? โดยมีพ่อเเม่ เเละครู เป็นหูเป็นตาเเทนรัฐในการดูเเลเด็กเเละกำหนดว่าเด็กเเละเยาวชนควรรู้อะไร เเละควรมีท่าทีต่อการก่อการร้ายเเละสงครามอย่างไร ในนามของ?ความเป็นห่วง?ที่สังคมอเมริกันส่วนหนึ่งหวาดกลัวว่าเด็กอเมริกันจะเปลี่ยนไปเพราะข่าวการก่อการร้ายหรือข่าวสงคราม ในทางกลับกันทางการก็ยังประกาศให้ประชาชนรวมทั้งเด็กเเละเยาวชนทราบการเตือนอันตรายเเละแนวโน้มการเกิดการก่อการร้ายในพื้นที่ต่างๆ เสมอๆ รวมทั้งยังเเนะนำให้โรงเรียนจัดการซักซ้อมการ ?เตรียมพร้อม?รับมือกับภัยพิบัติ ทว่าเพิ่มรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับการป้องกันภัยเเบบ ?พิเศษ?เช่น ภัยจากแก๊สพิษ กัมมันตรังสี หรือสารพิษในอาหาร
ยังไม่มีการสำรวจว่าเด็กเล่นวิดีโอเกมส์ที่เกี่ยวกับ?ความรุนเเรง?จะรู้สึกอย่างไรกับภาพในโทรทัศน์ เเละจะรู้สึกปกติหรือคุ้นชินกับความรุนเเรเช่นเดียวกับเด็กปกติที่ไม่คุ้นชินกับ"ความรุนเเรงผ่านจอ" ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หรือ เกมส์ หรือไม่ การรายงานข่าวสงครามในลักษณะรายงานพิเศษที่พร้อมนำเสนอทันทีที่มีข่าวจะสร้างความยากลำบากกับพ่อเเม่ในการวิ่งไล่ตามปิดทีวีขนาดไหนหรือเบียดบังรายการโทรทัศน์ของเด็กเเละเยาวชนอเมริกัน การเซ็นเซอร์แอบแผงภายในครอบครัวจะได้ผลเพียงใด ในเมื่อเด็กบางคนก็รู้เพราะคุยกับเพื่อนที่โรงเรียน ผ่านสามารถใช้ช่องทางสารสนเทศสมัยใหม่ หรืออาจทราบได้จากการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในโรงเรียนหรือชุมชน ทำให้น่าสงสัยว่าการ ?เฝ้า? ระวังสื่อที่ผู้ใหญ่เเละรัฐคิดว่าจะรักษาสภาพจิตใจของเด็กจะได้ผลมากน้อยเพียงไร
ที่สำคัญในสังคมที่ความรุนเเรงเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่เห็ยเเละจับต้องได้จริงๆ นอกจอ ไม่ว่าจะผ่านการนิยมทหาร การเเก้ปัญหาโดยการติดอาวุธเเละเพิ่มอำนาจให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความปลอดภัยในรัฐ การเชิดชูความมั่นคงของรัฐ ที่เบียดเบียนสิทธิเสรีภาพ เเละความมั่นคงของประชาชน จะโทษสื่อหรือทีวีว่าเป็นแหล่งทำให้เกิดความรุนเเรงที่ส่งผลกระทบต่อเด็กอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอเสียเเล้ว |
|




ที่มา www.fwdder.com
|