
ชื่อ ด.ญ. นัฐกานต์ ไม่มีนามสกุล อายุ 14 ปี อยู่ชั้น ป.6 เลขที่ 1 โรงเรียนบ้านแม่สาบแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน บิดาของข้าพเจ้าชื่อ นายศรีนวล ไม่มีนามสกุล มีอาชีพรับจ้าง มารดาชื่อ นางแฮทู มีอาชีพรับจ้างเช่นกัน ข้าพเจ้ามีพี่น้องทั้งหมด 5 คน ข้าพเจ้าเป็นลูกคนที่ 2 ฐานะความเป็นอยู่พอมีพอกินในแต่ละวัน..การไม่มีสัญชาติทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกน้อยใจและเป็นทุกข์ใจมาก ทั้ง ๆ ที่เกิดในเมืองไทย ประเทศไทย ถิ่นไทย.. แต่กลับไม่มีสัญชาติไทย ทำไมคนอื่นถึงมีสัญชาติ..ทำไมข้าพเจ้ากลับไม่มี ข้าพเจ้าเองก็อยากมีสัญชาติไทยเหมือนกับคนอื่น ๆ เพราะข้าพเจ้าเกิดในผืนแผ่นดินไทยและเป็นคนประเทศไทย... ...ภาษาไทยก็อ่านออกเขียนได้แต่กลับไม่มีสัญชาติ.. ..ด้วยเหตุนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกน้อยใจ การไม่มีสัญชาติสร้างความวิตกกังวลแก่ข้าพเจ้าไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเข้าออกในเมืองการที่จะไปเรียนต่อการหางานทำเมื่อจบจากการศึกษา หลายสิ่งหลาย อย่างอีกมากมายที่ไม่สะดวกสบายและไม่เป็นอันประสงค์แก่ข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าต้องเป็นทุกข์ใจเพราะไม่มีสัญชาติไทย.. ความใฝ่ฝันในอนาคต อยากเป็นครูดอย เพราะข้าพเจ้าเองก็เป็นคนดอยอยู่แล้ว หากข้าพเจ้าได้เป็นครูจริง ๆ ข้าพเจ้าใฝ่ฝันอยากให้โรงเรียนดอยเจริญก้าวหน้ามานานแล้ว ข้าพเจ้าก็จะทำหน้าที่ครูให้สมกับมีชื่อว่าครู พัฒนาโรงเรียน ประเทศชาติต้องอาศัยคนในประเทศพัฒนาประเทศถึงจะเจริญ หมู่บ้านก็เช่นกันจะเจริญได้ก็ต้องอาศัยคนในหมู่บ้านพัฒนา เพราะไม่มีใครที่จะรักบ้านเกิด รักประเทศมากกว่าตัวเรา เพราะข้าพเจ้าเกิดในผืนแผ่นดินนี้และเป็นคนประเทศนี้และรักบ้านเกิดแห่งนี้ รักประเทศนี้..ของขวัญวันเด็กจากนายกในปีนี้ ข้าพเจ้าอยากได้สัญชาติไทย ข้าพเจ้าตั้งจิตปรารถนาว่าของขวัญวันเด็กในปีนี้ที่ข้าพเจ้าขอคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงท่าน สุดท้ายนี้ขอให้ท่านมีสุขภาพอนามัยที่แข็งแรง.. ขอแสดงความนับถืออย่างสูง เด็กหญิง นัฐกานต์
อย่างไม่ต้องสงสัย นี่เป็นหนึ่งในหลาย ๆ ความในใจของเด็กน้อยไร้สัญชาติโรงเรียนบ้านแม่สามแลบ อย่างการันตีกันได้ว่า ไม่ได้ล้อเล่น ..เธอเขียนทุกอักษรออกมาจากหัวใจก้อนใหญ่เท่ากำปั้นของเธอเองทั้งหมด.. 
บ้านแม่สามแลบ อ.สบเมย หมู่บ้านชายแดนแม่ฮ่องสอน พื้นที่กันชนระหว่างรัฐบาลทหารพม่าและรัฐไทยขวางกั้นด้วยแม่สาละวินที่เล่ากันว่า..เป็นสายน้ำมีชีวิต ..และชีวิตคนไม่มีสัญชาติ ..ซึ่งเข้ามาอาศัยในพื้นที่ประเทศไทยอีกนับชีวิตไม่ถ้วน..พวกเขากำลังรอคอย
โอกาสการได้รับสัญชาติ..
สองวันก่อนวันเด็ก... ลานทรายริมสาละวินถูกจัดเป็นเวทีวันเด็กไร้สัญชาติ บอกเล่าป่าวร้องถึงความขมขื่นของการเป็นคนไร้สัญชาติที่พวกเขาได้รับให้สังคมได้รับรู้ ..และสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องหันมาให้ความเห็นและจัดการกับเรื่องเหล่านี้ ..อย่างไร.. เด็กน้อยไร้สัญชาติ 700 คน จาก 10 กว่าโรงเรียนรอบ ๆ บริเวณบ้านแม่สามแลบเดินทางด้วยรถกะบะปุปะมาร่วมงานวันเด็กที่จัดขึ้นอย่างเต็มไปด้วยความคาดหวังถึงความสนุกสนานเปี่ยมสาระ..การให้ความสนใจ ช่วยเหลือเรื่องสัญชาติจากกลุ่มองค์กรทางสังคมต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่เรื่องนี้ ตั้งแต่สภาทนายความ ส่วนของอำเภอสบเมย มูลนิธิกองทุนไทย อบต.แม่สามแลบ ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนชาวเขา มูลนิธิพัฒนาประชาชนบนที่สูง กลุ่มโรงเรียนบ้านแม่สามแลบ อุทยานแห่งชาติสาละวิน..โรงเรียนเชียงใหม่เทคโนโลยีและบรรดาผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านที่สนับสนุนงานนี้..สลับประเด็นสาธารณะ เรื่องสัญชาติและความไม่เดียงสาของเด็ก และแยกกันไม่ได้ว่าเป็นเด็กน้อยไม่มีสัญชาติ..หรือเปล่า 
เกี่ยวกับเรื่องนี้ พี่หลวง สันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน เล่าถึงสภาพปัญหาการไร้สัญชาติโดยเฉพาะเด็กน้อย แก่ทีมงานไทยเอ็นจีโอ..ว่า เด็กไร้สัญชาติส่วนใหญ่จะประสบปัญหาทางด้านการศึกษา ปัญหาการถูกล่วงละเมิดทางเพศ การด้อยโอกาสทางสังคม ..เหล่านี้เกี่ยวโยงกับสถานะความเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ..ในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานทีเดียว..
ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน แบ่งเนื้องานสองส่วน ส่วนที่หนึ่ง คือ เรื่องเด็ก เป็นการให้คำปรึกษาเรื่องปัญหาสิทธิเด็ก และมีการติดตามให้ความช่วยเหลือเด็กไร้สัญชาติ ที่ได้รับการกระทำทารุณ เอารัดเอาเปรียบทั้งทางแรงงาน ร่างกาย จิตใจ ถูกทอดทิ้ง โดยตัวศูนย์เองมีบ้านพักฉุกเฉินรองรับ รับเด็กได้จำนวน 30 คนต่อปี..เป็นการช่วยให้เด็กที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาไม่มีสัญชาติได้รับความปลอดภัย ที่อยู่อาศัยที่อยู่ที่กิน ให้ความอบอุ่น ความปลอดภัย อีกส่วนหนึ่ง เป็นงานฝ่ายชุมชน บุคลากรจะลงปฏิสัมพันธ์ชุมชน ติดตามงานทางด้านข้อมูล สตรี ..ติดตามเรื่องปัญหาสิทธิชุมชน ปัญหาเรื่องป่าไม้ที่ดิน..การจัดการทรัพยากร ..ซึ่งจำเป็นต้องติดตามให้เกิดมาจากมติของชุมชนจริง ๆ ..พี่หลวงกล่าว สำหรับงานวันเด็กครั้งนี้ พี่หลวง บอกว่า ..เป็นเรื่องปกติที่หน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ จัดงานวันเด็กขึ้นอยู่แล้ว เป็นงานประจำเหมือนกันทุก ๆ ปี ..ผู้ใหญ่หลายคนบอกให้เด็ก ๆ รอคอย ปัญหา คือว่า หากจัดแล้วแจกขนม แจกรางวัล ประกวดเด็กเท่านั้น ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่เมื่อทำแล้วหากแฝงประเด็น(เรื่องนี้ซุบซิบกันว่าเพราะวิธีคิดอย่างคนทำงานพัฒนาหรือเปล่า ..คิดกันนะครับ)สังคมเข้าไปด้วยก็จะเกิดประโยชน์มากกว่า ..ซึ่งปัญหาใหญ่ของบ้านแม่สามแลบ คือ ประเด็นสัญชาติของเด็ก ๆ .. ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเด็กในแต่ละปี ซึ่งบางปี งานวันเด็กมาควบกับประเด็นการค้ามนุษย์ บางปีก็พ่วงเรื่องสิทธิเด็กมาด้วย และสำหรับปีนี้ พี่หลวงเน้นว่า เรื่องสัญชาติ จำเป็นต้องได้รับการเหลียวแลจากสังคมเป็นอย่างยิ่งเสียแล้ว..เพราะจะเห็นว่า เกิดผลกระทบจากปัญหาสัญชาติตามมามากมาย..ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่บ้านแม่สามแลบและแถบจังหวัดแนวชายแดน..อีกหลายพื้นที่..90% เป็นเด็กที่รอคอยโอกาสให้ได้ซึ่งสัญชาติ..ทั้งสิ้น 
นับว่าเป็นปัญหาที่หนักหน่วง ซึ่งหลายฝ่ายจะต้องเข้ามาติดตาม เฝ้าคอย ระแวดระวังเรื่องนี้ให้จงหนัก ..สำหรับจังหวะก้าวในอนาคต พี่หลวง บอกว่า ได้สร้างเป้าประเด็นใหญ่ ๆ 3 ประเด็น
ประเด็นแรก คือ การให้ได้รับความคุ้มครอง โดยเด็กไม่มีสัญชาติทุก ๆ คนจะต้องได้รับการคุ้มครองป้องกันตามอนุสัญญาว่า ด้วยสิทธิเด็ก และตามกฏหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วย สิทธิมนุษยชน ..ขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการคุ้มครองเรื่องการศึกษา เรื่องสุขภาพ เรื่องการเดินทางออกนอกบริเวณ การทำงาน สิทธิในการตั้งปลูกสร้างที่อยู่อาศัย การทำมาหากินของเด็ก การมีครอบครัวในอนาคต ซึ่งต้องชอบด้วยกฏหมาย ประเด็นเหล่านี้ รัฐจำเป็นต้องให้ความคุ้มครอง เด็กน้อยไร้สัญชาติเหล่านี้.. ประเด็นที่สอง การสร้างให้เด็กมีสถานะที่ชอบด้วยกฏหมาย การชอบด้วยกฏหมายนำไปสู่การได้รับสิทธิ ความเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ สิทธิพลเมืองสมควรเป็นบุคคล อย่างน้อย เขาจะต้องได้รับสถานะความเป็นคนต่างด้าว หรือสถานะเป็นผู้อพยพ ลี้ภัยทางการเมือง ไม่ใช่บุคคลที่เข้าเมืองมาอย่างมิชอบด้วยกฏหมาย กฏหมายเหล่านี้จำกัดสถานะของเขาลงไป
ประเด็นที่สาม จำเป็นต้องให้เด็กได้รับสัญชาติ จะเป็นสัญชาติใด ก็ให้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้น บางคนอาจจะได้สัญชาติไทย บางคนอาจจะได้รับสัญชาติต่างด้าวหรือพม่าก็แล้วแต่ หากอย่างน้อยที่สุด อย่างน้อยคนหนึ่งคนต้องถือสัญชาติหนึ่งสัญชาติ .. พี่หลวงกล่าวย้ำถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรภาครัฐภาคเอกชน ว่าจำเป็นต้องเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องสัญชาติ ..อย่าใช้มุมมองอย่างผู้ใหญ่เข้าแก้ไขปัญหาเด็ก เด็กต้องการอะไร เด็กมีปัญหาอะไร..อย่างน้อยที่สุดความคิดของเด็กก็ คือ ความคิดหนึ่งที่ผู้ใหญ่จะต้องให้คำปรึกษา สนับสนุน ชี้แนะ ความเป็นไปได้ ห้ามคิดแทนเด็ก.. 
งานวันเด็ก จะยังคงเป็นงานวันเด็ก อย่างที่เราจะคิดภาพกันได้ บรรยากาศของความสนุกสนาน การแสดงของเด็กน้อยไม่มีสัญชาติจากโรงเรียน 10 กว่าโรงเรียน ประกวดร้องเพลง ร้อง เต้นและเล่นเกมส์ แจกรางวัล ของขวัญ ตุ๊กตา ซึ่งหลาย ๆ หน่วยงานได้ระดมสรรพกำลังกันเข้ามาเพื่อมอบโอกาสความสนุกสนานให้แก่เด็กน้อยไม่มีสัญชาติทุกคนได้เบิกบานและภูมิใจว่า อย่างน้อย วันเด็ก ก็ยังคนอีกหลายกลุ่มให้ความสำคัญ..
หากความหวังที่ใหญ่กว่านั้น คือ การจัดการให้เด็กน้อยไม่มีสัญชาติได้มาซึ่งการถือครองสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง ตามความหมายของการเป็นพลเมืองและสิทธิสภาพแห่งการเป็นเพื่อนมนุษย์ที่สมบูรณ์เท่าเทียมกัน..
คุณเชื่อหรือไม่ว่า กฎหมายเมืองไทย (พ.ร.บ.สัญชาติ) ทำให้เด็กจำนวนนับแสนคน ในประเทศนี้ เป็นคนผิดกฎหมาย ถูกกำหนดสถานะทางกฎหมายให้เป็น ผู้หลบหนีเข้าเมือง

แม้นว่า เด็กเหล่านั้น จะเกิดบนผืนแผ่นดินไทย แม้นว่า เด็กเหล่านั้น จะพูด และเรียน ภาษาไทย แม้นว่า ทุกเช้า เด็กเหล่านี้จะยืนอยู่หน้าเสาธง และ เปล่งเสียงร้องเพลงชาติไทย และไม่เคยแม้แต่เหยียบแผ่นดินอื่นที่ไม่ใช่ผืนแผ่นดินไทย แล้วเหตุไฉน เด็กเหล่านี้ จึงเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง 
โปรดร่วมสนับสนุนกิจกรรมรณรงค์แก้ พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 7 ทวิวรรค3 เพื่อปลดปล่อยพันธนาการ โดยการใส่ชื่อและ email ของท่านผ่าน..http://www.tobethai.org.. เพื่อส่งตรงถึงนายกรัฐมนตรี และ รัฐสภา..
ขอบพระคุณแทนเด็กน้อยไม่มีสัญชาติทุกคน 
|