
พิมพ์หน้านี้
|
เด็กไร้สัญชาติ สะท้อนความผุกร่อนของการจัดการความคิดในสังคม เชื่อว่าเรื่องที่สะเทือนคลังสั่งสมความรู้ความเข้าใจของคนในสังคมมากที่สุดเรื่องหนึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ คือ กรณีของนายยุทธนา ผ่ามวัน นิสิตใหม่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งมีเชื้อสายเวียดนาม แต่ต้องมาทำเรื่องขอมีสิทธิใช้สัญชาติไทย ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนไทยตั้งแต่เกิดในแผ่นดินไทยนี้เมื่อ 19 ปีที่แล้ว กับกรณีของนางสาว อาภรณ์รัตน์ แซ่หวู นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งถือบัตรผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า ทั้งๆ ที่เธอเกิดในเมืองไทยตั้งแต่เมื่อ 25 ปีที่แล้วแต่ถูกทำให้ไร้สัญชาติโดยข้อกฎหมาย และยังมีข้อมูลของคนไร้สัญชาติอื่นๆ ที่ถูกเปิดเผยตามขึ้นมาอีกว่าอาจจะมีไม่ต่ำกว่า 5 แสนคน ในจำนวนนี้เป็นชาวแม่อายนับพันคน กรณีของคนไร้สัญชาติและคนไร้รัฐ ซึ่งนานๆ ทีจะกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคม เมื่อเกิดเป็นข่าวดังขึ้น จึงกระทบความรู้สึกของผู้คนอยู่ไม่น้อย เฉพาะอย่างยิ่งเป็นความรู้สึกแบบสับสน งุนงง ไม่รู้ และไม่เคยถูกกระตุ้นให้อยากรู้ เมื่อส่วนใหญ่ของสังคมไม่มีความรู้ ต่างคนจึงต่างหยิบฉวยเอากรอบคิด ความเชื่อที่คุ้นชินและอยู่ใกล้ตัวมาใช้เป็นแว่นขยายส่องมองกรณีดังกล่าว ซึ่งกรอบความคิดที่ใช้นี้มักหนีไม่พ้นมายาคติแห่งชาตินิยม กลไกของอัตลักษณ์ที่สร้างเส้นแบ่ง เขา กับ เรา และอคติเรื่องชาติพันธุ์ เรื่องของเด็กไร้สัญชาติอย่างกรณีของยุทธนาและอาภรณ์รัตน์ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ของสังคมไทย เพราะสะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ และระบบการให้ข้อมูลความรู้ของบ้านเราก็มักนิยมถ่ายทอดหรือเล่าซ้ำเรื่องราวจากมุมมองเดียว จนทำให้โอกาสที่จะทำความเข้าใจความเป็นจริงอย่างหลากหลายและเป็นธรรมต่อมวลมนุษยชาติเกิดขึ้นได้ยาก จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้จึงต้องอาศัยทั้งมิติทางกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน มิติทางวัฒนธรรม และมิติทางประวัติศาสตร์ ควบคู่ไปพร้อมกัน เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจนิยามของคำว่าคนไร้สัญชาติ และคนไร้รัฐ รวมทั้งสาเหตุที่ทำให้มีสถานภาพเป็นคนไร้รัฐ หรือไร้สัญชาติ ซึ่งข้ออธิบายทั้งหมดนี้ ได้รับการรวบรวม วิเคราะห์และตีความไว้อย่างสมบูรณ์ในเว็บไซด์ของรศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสัญชาติ ของคณะอนุกรรมการกลุ่มชาติพันธุ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดร.พันธุ์ทิพย์ได้อธิบายว่าคนไร้สัญชาติ (nationalityless) ซึ่งยุทธนา (ก่อนหน้าวันที่ 18 พ.ค.) และอาภรณ์รัตน์ตกอยู่ในกรณีนี้ คือคนซึ่งไม่มีสัญชาติของรัฐใดเลยภายใต้กฎหมายว่าด้วยสัญชาติของรัฐ หรือกล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ ไม่มีรัฐเจ้าของสัญชาติ แต่คนไร้สัญชาติอาจไม่ไร้รัฐ (stateless) หากมีรัฐใดรัฐหนึ่งยอมรับให้สิทธิอาศัยหรือเป็นรัฐเจ้าของดินแดนอันเป็นภูมิลำเนาของบุคคลนั้น ทำให้เขาไม่ใช่คนไร้รัฐ แต่ก็จะเป็นคนต่างด้าวในสายตาของทุกประเทศบนโลก ส่วนคนไร้รัฐนั้น ได้แก่บุคคลที่ไม่มีข้อเท็จจริงอันทำให้ได้สัญชาติของรัฐใดเลยและจะไม่ได้รับอนุญาตให้อาศัยอยู่ในประเทศใด จึงมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองแบบผิดกฎหมายสำหรับทุกดินแดน สาเหตุที่ทำให้เด็กเหล่านี้กลายเป็นคนไร้สัญชาติ หรือคนไร้รัฐนั้น มาจากปัจจัยที่หลากหลาย แต่ปัจจัยหลักที่สำคัญคือตัวบทกฎหมายที่มีผลต่อการตีความของระบบงานทะเบียนบุคคลหรือมีผลต่อการถูกเพิกถอนสัญชาติโดยรัฐ ตามพ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ระบุว่าบุคคลที่ไม่ได้รับสัญชาติไทยแม้ว่าจะเกิดในราชอาณาจักรไทย ได้แก่บุคคลที่มีบิดาและมารดาเป็นต่างด้าว ซึ่งได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ หรือได้รับอนุญาตให้อาศัยเพียงชั่วคราว หรือเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย กรณีของอาภรณ์รัตน์จึงถูกตีความว่าเป็นคนไร้สัญชาติ เพราะไม่อาจพิสูจน์ตนได้ว่าสืบเชื้อสายจากคนสัญชาติจีนเนื่องจากรุ่นปู่ย่าตายายได้อพยพจากประเทศจีนไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในพม่า ในขณะเดียวกันก็ไม่ปรากฏว่าพม่าได้ยอมรับครอบครัวนี้ในสถานะของคนสัญชาติพม่า แม้พ่อและแม่ของเธอจะเกิดในประเทศพม่าก็ตาม และเมื่อพ่อแม่ของเธอหลบหนีการปราบปรามชนกลุ่มน้อยของรัฐบาลพม่าเข้ามาในประเทศไทย และให้กำเนิดอาภรณ์รัตน์บนแผ่นดินนี้ เธอก็ไม่อาจได้สัญชาติไทย เพราะพ่อแม่ของเธอเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ส่วนในกรณีของยุทธนานั้น ประวัติของครอบครัวเริ่มจากรุ่นปู่ย่าตายายที่อพยพจากเวียดนามเข้ามาอยู่ในไทยตั้งแต่สมัยที่เวียดนามเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส พ่อและแม่ของยุทธนาเกิดในเมืองไทยและได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดน แต่มาถูกเพิกถอนสัญชาติตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 และถือบัตรคนต่างด้าว แต่ในปัจจุบันแม่ของยุทธนาได้สัญชาติไทยแล้วจากการร้องขอในปี 2542 ส่วนยุทธนานั้นเกิดในแผ่นดินไทยเมื่อปี 2528 ซึ่งโดยหลักแล้วต้องได้สัญชาติไทยโดยการเกิด จากหลักดินแดน และจากการที่มีมารดาเป็นผู้เกิดในประเทศไทยซึ่งไม่ได้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สาเหตุอื่นๆ ในแง่กฎหมายที่ทำให้เกิดคนไร้สัญชาติขึ้นคือ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเพิกถอนชื่อเด็กและชาวบ้านออกจากทะเบียนราษฎร เช่นที่อำเภอแม่อายเพราะเชื่อว่าเป็นคนต่างด้าว และความไม่ชัดเจนของเขตแดนระหว่างประเทศไทย-พม่า ทำให้เกิดปัญหาว่าจะมีสถานะเป็นคนสัญชาติใด นอกจากสาเหตุเชิงกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับสาเหตุเชิงประวัติศาสตร์แล้วนั้น การถูกทำให้เป็นคนไร้สัญชาติ ยังเกี่ยวพันกับอคติเรื่องชาติพันธุ์และประวัติศาสตร์แนวชาตินิยมอย่างแยกกันไม่ออก ตัวอย่างเช่น ช่วงที่ข่าวของยุทธนาปรากฏขึ้นนั้น ได้มีกลุ่มลัทธิชาตินิยมทั้งหลายเข้าไปเปิดประเด็นสนทนาตามเว็บไซด์ต่างๆ ด้วยการอ้างสิทธิความเป็นเจ้าของแผ่นดิน ปลุกกระแสความเกลียดชังพวกญวณอพยพ หรือแม้แต่ในรายการถึงลูกถึงคนที่เชิญยุทธนามาร่วมนั้น ก็มีผู้แสดงความคิดเห็นผ่านหน้าจอทีวีในเชิงขอให้ยุทธนามีความกตัญญูรู้คุณกับแผ่นดินไทยให้มากๆ ให้สมกับที่ได้เป็นคนไทย แม้ว่าความคิดเห็นประการหลังนี้จะมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับผู้คนที่ส่งข้อความแสดงความยินดีต่อยุทธนาก็ตาม แต่ถ้าวิเคราะห์กันให้ดี การย้ำเตือนเรื่องความกตัญญูนั้นก็ยังเป็นความคิดแบบชาตินิยมที่มองจากตัวเราออกไปในฐานะเจ้าของประเทศ ด้วยการใช้เงื่อนไขแบบการปรามและทวงบุญคุณ เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าการจัดการความรู้ในบ้านเรามีปัญหาจริงๆ และหมักหมมมาช้านานแล้วด้วย ซึ่งไม่เพียงแต่มีผลทำให้เด็กจำนวนมากต้องกลายเป็นคนไร้สัญชาติและถูกจำกัดโอกาสทางการศึกษา การงาน และการแสวงหาปัจจัยเพื่อการยังชีพเท่านั้น ยังมีผลต่อสถาบันที่จัดการความรู้และการวิจัยระดับชาติหลายแห่งที่ไม่เคยจัดให้เรื่องของคนไร้สัญชาติมีคุณค่าพอที่จะได้มีการศึกษาและแสวงหาองค์ความรู้ งานวิจัยในแนวนี้จึงได้เคยถูกปฏิเสธมาแล้วด้วยเหตุผลว่า มิได้มีปัญหาให้ต้องวิเคราะห์มากนัก ผู้เขียนจึงเห็นว่าหากเรายังปล่อยตัวเองให้หลงเชื่อในสิ่งที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายบอกว่า เรื่องคนไร้สัญชาติไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ไม่มีคุณค่าทางวิชาการแล้วล่ะก็ เราเองจะกลายเป็นผู้ผลิตซ้ำความเชื่อแบบมีอคตินี้โดยไม่รู้ตัว ท้ายที่สุด ต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่อย่างน้อยวาจาของท่านก็ทำให้ข้าราชการบางกระทรวงวิ่งจัดการปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ขอให้ท่านใส่ใจกับเรื่องนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยก็แล้วกัน. ที่มาhttp://www.archanwell.org/autopage/show_page.php?t=1&s_id=51&d_id=51 |
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||