พิมพ์หน้านี้
|
พอดีวันนี้ติดธุระครับ ต้องไปติดต่องานเล็กน้อย อีกอย่างดันตื่นสายด้วย เลยไม่สามารถอัพบล็อกเพื่ออัพเดทเรื่องราวให้กับคุณผู้อ่านได้ ต้องขออภัยคุณผู้อ่านเป็นอย่างสูง แต่ทีนี้ตามสัญญาที่คุณบารมี (Suki Media) ได้ปล้น เอ๊ย! ขอ Tag เรื่องส่วนตัว 5 ข้อ ก็เลยจัดให้ตามคำขอครับ (http://www.oknation.net/blog/baramee/2007/02/11/entry-2/) วาเลนไทน์ปีนี้วางแผนอะไรบ้างหรือยังครับ... ในฐานะที่ไม่มีอะไรซักกะอย่าง นึกฮัมเพลง "ไอนีดซัมบอดี้เลิฟ" ก็ขอให้ใช้ชีวิตในวันวาเลนไทน์หลังเลิกงานอย่างมีความสุขละกันครับ ฝากฉลองเผื่อด้วยครับ ไปล่ะ... เรื่องส่วนตัว 5 ข้อ เมื่อตัวเองถูก tag แล้ว ... kittinunn ไม่เหมือนเด็กหรือวัยรุ่นชายทั่วไป แปลกใจหรือไม่ เกมส์ก็ไม่เล่น ไมชอบดูหนังแผ่น เตะบอลไม่เก่ง เล่นดนตรีไม่เป็น พูดง่ายๆ ว่าแตกต่างจากวัยรุ่นชายไทยทั่วไป เหตุผลถ้าจะให้ไล่เรียงกันแต่ละอย่าง ถ้าเป็นเกมส์ส่วนใหญ่จะไม่เล่น ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ออนไลน์ เกมส์เพลย์สเตชั่น เกมส์กด หรือเกมส์ไหนๆ ที่มันดูสลับซับซ้อน ขนาดเกมส์เรียงบล็อก (หรือที่เรียกกันว่า เตอร์ตี๊ส) ไม่เกิน 10 นาทีเกมส์โอเวอร์แล้ว โดยทั่วไปจะเล่นเกมส์ที่ง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน แต่นานๆ ทีถึงจะเล่นถ้าไม่มีอะไรทำ เช่น เกมส์เปิดป้ายจับคู่ หรือเกมส์รถแข่ง... ปัญญาอ่อนไหมครับ หนังแผ่นทั่วไป ไม่ว่าจะซื้อหรือหาเช่ายอมรับว่าไม่ชอบดู ถ้าไม่จำเป็นแบบว่าต้องดูอยู่ด้วยกัน เพราะกลัวว่าเวลาเกิดอะไรขึ้น อย่างเช่นข่าวด่วน แล้วเราจะพลาด ปกติโทรทัศน์ส่วนใหญ่จะชอบไล่เปิดทีละช่องๆ จนกว่าจะหมดช่อง มีอะไรน่าสนใจก็เปิดไว้ ถ้าไม่น่าสนใจก็ย้ายช่อง แต่ก็มีบางวันที่เปิดแช่เป็นเพื่อนเวลาใช้คอม ส่วนหนังโรง นานๆ ทีถึงจะได้ดู พูดถึงกีฬา เป็นคนที่เล่นกีฬาไม่เก่งสักอย่าง และไม่ค่อยเชียร์กีฬาใดๆ ช่วงหนึ่งเคยเชียร์อาร์เซนอลทั้งๆ ที่ไม่รู้อะไรเลยกับทีม อาศัยผลแพ้-ชนะค่อยมาเย้ยหยัน กับคนอื่นที่เป็นวัยรุ่นทั่วไปนิยมซื้อหนังสือพิมพ์กีฬาพวกสตาร์ช็อคเกอร์ คิกออฟ กับสปอร์ตพูลมาอ่าน แต่เราดันซื้อเดลินิวส์ คมชัดลึก กับผู้จัดการ (ช่วงวันศุกร์มีแถบลอยด์ผู้จัดกวน พอดีชอบอ่าน) เรื่องเตะบอลไม่ค่อยกล้าเล่น แต่ก็นานๆ ทีถึงจะมีคนชวนให้ลงสนาม คงเป็นเพราะตอนเด็กๆ ฝังใจเรื่องลูกบอลโดนเข้าใส่หน้า นับแต่นั้นมาก็ไม่กล้าเล่นอีกเลย ดนตรีก็เล่นไม่เป็น น้องชายเอากีตาร์มาดีด เวลานอนข้างๆ กับกีตาร์บางครั้งได้แต่เอาปิ๊กมาดีดเล่นไม่เป็นเพลง ถึงกระนั้นมักจะเป็นคนที่ถนัดฟังเพลงมากกว่า ฟังได้หมดตั้งแต่ลูกทุ่งยันอีเล็คโทรนิกา เมื่อก่อนจะชอบฟังอินดี้ที่เปิดตามแฟตเรดิโอเป็นอย่างมาก ตอนนี้ถึงจุดอิ่มตัว แนวเพลงไม่มีอะไรใหม่ หันมาฟังเพลงป็อบปัญญาอ่อนนิดๆ จากค่ายแกรมมี่ อาร์เอส แล้วก็ยูบีซีแฟนเทเชียแทน kittinunn ยอดนักสืบ (ติด Search) ปกติแล้วด้วยอุปนิสัยที่อยากรู้อยากเห็น บางเวลาที่เราอยากจะรู้จักใครมากขึ้น ก็จะมีเครื่องมือในการช่วยทำความคุ้นเคย นั่นก็คือ "Search Engine" โดยเฉพาะกูเกิ้ล เสิร์ชเอ็นจิ้นยอดนิยมของเมืองไทย เวลาจะค้นหาบุคคลขอแค่มีเชื้อข้อมูล จะเป็นอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับตัวเขา ถ้ามีข้อมูลก็สามารถค้นหาได้ การเสิร์ชคนอื่นมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเป็นการรู้ถึงที่มาที่ไปในตัวเขา เผื่อเวลาที่เราได้พบกันจริงๆ จะได้ไม่เคอะเขิน สามารถรู้ว่าบุคคลๆ นี้เป็นอย่างไร มีความชอบแบบไหน และจะตัดสินใจวางตัวกับเขาได้อย่างไร ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ค้นหาคนที่เราคบหากันเพียงอย่างเดียว คนที่พบเจอหรือเพื่อนฝูง ก็จะใช้เสิร์ชเอ็นจิ้นอีกด้วย แต่ด้วยจรรยาบรรณส่วนตัวที่เมื่อไปรู้ความลับอะไรเกี่ยวกับตัวเขา เราจะไม่บอกโดยตรง เก็บเอาไว้พอให้เรารับรู้ได้บ้าง ความลับอะไรน่ะเหรอ... ไม่สำคัญหรอกครับ แค่เรื่องเพื่อนฝูงในเน็ตคนหนึ่ง (ที่เจอกันตัวเป็นๆ) ไปสมัครเป็นก๊วนฮาเร็มเว็บโป๊เท่านั้น ประเภทไปลงชื่อเพื่อเข้าร่วมปาร์ตี้มีเซ็กส์ กรอกประวัติชื่อนามแฝง อีเมล์ เคยผ่านผู้หญิงมากี่คน คนแรกเป็นใคร โผล่ในกูเกิ้ลเท่านี้ก็อมยิ้มในใจแล้วว่าตาคนนี้เป็นคนยังไง แต่ผมก็ไม่เคยบอกกับเขานะครับว่าพบเห็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นใครที่คิดจะทำเรื่องพรรคนั้น อย่าใช้อีเมล์ปะปนกับเรื่องงาน และเรื่องพูดคุยกับผู้ติดต่อเช่นเพื่อนฝูง ขอแนะนำว่าให้สมัครเมล์ใหม่ไปเลย ประเภทลงท้ายด้วยการสื่อความบบที่เห็นเด่นชัด เช่น sex69mania หรือ aofwithalone (สมมตินะครับ ผมไม่เคยมีชื่อพรรคนั้น สาบานได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า) แต่ทีนี้ ความลับทั้งหมดที่ได้รับถือเป็นเพียงแค่สิ่งที่คิดได้ในใจ และเป็นความลับที่บอกกับใครก็ไม่ได้ ในชีวิตจริงเวลาจะถามถึงบุคคลนั้นๆ เราก็พูดถึงสิ่งที่พบเห็นกันเป็นปกติ หรือที่พูดกัน โดยไม่ได้บอกอะไรมากกว่านั้น ไม่อย่างงั้นจะกลายเป็นการเสียมารยาทอย่างรุนแรง และจะกลายเป็นเรื่องไม่ดีสำหรับตัวเราอีกด้วย จริงๆ Search Engine นอกเหนือจากเป็นเครื่องมือในการค้นหาสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ยังเป็นการทำหน้าที่บ่งบอก และประจานพฤติกรรมของบุคคลบนโลกเสมือน ให้รู้ว่าบุคคลคนนี้เป็นอย่างไร มีชีวิตแบบไหน และทำความรู้จักอย่างไรจึงจะเหมาะสม อีกทั้งยังเป็นการแกะรอยความคิดเพื่อรู้ถึงตัวตนที่แท้จริง Search Engine ก็เหมือนมีดนั่นแหละ มีประโยชน์สำหรับหั่นหมู หั่นผัก แล่ปลา นอกจากจะใช้แทงผู้อื่นได้แล้ว กับตัวเราเองก็ยังทิ่มแทงย้อนกลับได้ เพราะฉะนั้นบางเวลามักที่จะพิมพ์ชื่อตัวเอง และนามแฝงที่เกี่ยวข้องในคีย์เวิร์ดเพื่อดูว่า ที่ผ่านมาไปสร้างวีรกรรมอะไรไว้ในโลกเสมือนจริง เผื่อจะได้รับมือจากการค้นหาโดยผู้อื่นได้ทัน กับตัวเองอย่านึกว่าจะไม่โดน มีลิ่วล้อสนับสนุนทักษิณในราชดำเนิน ที่เคยเข้ามาป่วนในเสรีไทย (ปัจจุบันเป็นตัวแทนรีครูทสมาชิกราชดำเนินมายังเว็บใต้ดิน) เคยเอารูปที่เคยแปะเอาไว้ในประวัติส่วนตัวมาตัดต่อ ใส่หนวดใส่อะไร แล้วมาแปะในบอร์ด งานนี้ทำเอาเรากริ้วไม่น้อยเลยทีเดียว การเสิร์ชเอาคืนจึงเกิดขึ้น ด้วยความร่วมมือจากหลายคน นายคนนี้ไปแปะเบอร์โทร.ไว้ในสติ๊กเกอร์โหวตแห่งหนึ่ง จึงได้มาซึ่งข้อมูลเพิ่มเติมจากชื่อนามแฝงและอีเมล์ ประเด็นเบอร์โทร.จึงกลายเป็นประเด็นโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้อย่างชะงักงัน โดยใช้ประเด็นแจกเบอร์โทร.เพื่อหลอกหญิงสาวในสติ๊กเกอร์ไปล่อลวง ประนามพฤติกรรมต่างๆ นานา ยิ่งเพื่อนฝูงฉลาดถึงขั้นค้นหาได้ว่านายคนนี้ เรียนอยู่ในคณะตกวิชาอะไรบ้าง งานนี้นายคนนั้นถึงกับกู่ไม่กลับ ทำอะไรไม่ถูก ปัจจุบันหายหน้าจากเสรีไทยแล้ว ถ้าจะถามว่ามีวิธีการค้นหาอย่างไร อย่าถามเลย เพราะนอกจากเป็นเรื่องสลับซับซ้อนต้องใช้สามัญสำนึกอย่างหนักหน่วงแล้ว มันจะรู้สึกไม่ดี แบบว่าพฤติกรรมแบบนี้ขอแค่คนเดียวก็เกินพอแล้ว อย่าริเลียนแบบเลย อ้อ ส่วนใครนึกจะค้นข้อมูลเพื่อป่วนผู้อื่น แม้เขาคนนั้นจะโกธรแค้นเคืองกันอย่างไร ขอให้นึกถึงใจเขาใจเรา และโปรดใช้ความโกธรแค้นเป็นเครื่องมือในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว มากกว่าที่จะลอบกัดกันเพียงอย่างเดียว kittinunn กับชีวิตติดเที่ยวกรุงเทพฯ ปกติจะเป็นคนที่ชอบไปไหนมาไหนในกรุงเทพฯ เป็นประจำ ตั้งแต่จำความได้ตอนสมัย ม.4 เพื่อนชักชวนโดดเรียนไปเดินที่ตลาดสำเพ็ง ตัดสินใจนั่งรถไฟสายมหาชัย-วงเวียนใหญ่ นับแต่นั้นเป็นต้นมาเลยเดินเที่ยวกรุงเทพตลอด เท่าที่เคยไปไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ท่องเที่ยว โดยปกติแล้วจะเป็นคนชอบเดินห้าง ใกล้บ้านที่สุดก็โลตัสไปเดินดูของกินของใช้ ถ้าไปเดินเที่ยวก็ไปตามห้าง ใกล้หน่อยก็เซ็นทรัลพระราม 2 กับเดอะมอลล์บางแค เดอะมอลล์ท่าพระก่อนสั่งปิดก็เดินบ้างนิดหน่อย ใจกลางเมืองก็สยาม มาบุญครอง พารากอน เซ็นทรัลเวิล์ดพลาซ่า ช่วงนั้นสมัครสมาชิก TK Park ไว้เล่นเน็ตราคาถูก (ไม่ถูกหรอก แต่ถูกสุดใจกลางเมือง) ไปไกลหน่อยก็เซ็นทรัลลาดพร้าว บางนา เรียกง่ายๆ ว่าไปมาหลายห้าง แต่ที่ไม่เคยไปเลยก็คงจะเป็นซีคอนสแควร์ ปกติไปเที่ยวห้าง ส่วนใหญ่จะไปร้านหนังสือ เช่น บีทูเอส ซีเอ็ดบุ้ค ชอบนั่งอ่านตามชั้นวาง แต่ไม่ค่อยได้ซื้อเท่าไหร่เพราะเงินมีน้อย นอกจากนั้นตอนเด็กๆ ชอบเข้าธนาคารที่เปิดตามห้าง เก็บตังค์ค่าขนมใส่บัญชี แล้วถอนที่ตู้เอทีเอ็มทีละร้อยสองร้อย ค่อยๆ เจียดนำมาใช้ เมื่อก่อนก็รอเข้าคิว สมัยนี้มีเครื่องฝากอัตโนมัติแล้ว ช่วงที่สมัครสอบเอ็นทรานซ์ คนอื่นเลือกที่จะสอบในโรงเรียนประจำจังหวัด แต่กับเรา ดันเลือกที่จะสอบที่สนามสอบจุฬาลงกรณ์มาหวิทยาลัย เพราะเห่อมากๆ ว่าจะได้ใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ วันสอบจริงไปอยู่กรุงเทพฯ ที่บ้านพี่สาว แล้วออกเดินทางไปยังสนามสอบแต่เช้า ตกเย็นไปกินอาหารเจที่เยาวราช (สอบตอนนั้นรอบแรก ตุลาคม) ถึงกระนั้นจนแล้วจนรอด... ผลสอบออกมา เอ็นท์ไม่ติด เลยกลายเป็นเด็กรามไปโดยปริยาย อ้อ ปีที่ผมสอบเป็นรุ่นเดียวกับที่อุ๊งอิ๊งสอบ แล้วเกิดปัญหาข้อสอบเอ็นท์รั่วตามมา กับที่เที่ยวที่อื่นนอกจากห้าง ส่วนใหญ่ชอบไปเดินตามสวนสาธารณะต่างๆ เช่น สวนสันติชัยปราการ ถนนข้าวสาร ตอนที่ทำงานในกรุงเทพฯ มักจะไปนอนเล่นในสวนสันติฯ ริมเขื่อน บรรยากาศลมเย็นมากๆ แล้วก็เดินเล่นที่ข้าวสารก่อนกลับบ้าน บางวันไปช่วยจัดรายการเป็นฝ่ายข้อมูลที่เอเอสทีวี (ไปช่วยทำอยู่พักหนึ่ง) ก็นั่งเล่นที่สวนติดกับสถานีฆ่าเวลา สวนลุมช่วงไล่ทักษิณก็ไปประจำ ล่าสุดเกิดติดใจวังหลัง ศิริราชแล้ว ไว้ยังไงจะลองไปอีกที ถ้าเป็นเที่ยวกลางคืน ช่วงนั้นเพื่อนชวนไปมอมเหล้าครั้งแรก หลังผ่านพ้นวันเกิดไป 4-5 วันที่ผับแถวรัชดา นี่เป็นการเข้าผับครั้งแรก ส่วนข้าวสารก็ไปเดินเฉพาะบนถนนหนทาง เวลาจะดื่มอะไรซื้อที่เซเว่นเอา ประหยัดกว่า บางวันกลับอีกทีก็ตอนเช้า เพราะแล้วแต่โอกาสว่าจะกลับมาตอนไหน ปกติหลัง 4 ทุ่มก็กลับบ้านไม่ได้ ก็อาศัยเล่นเน็ตตามร้านก่อนกลับบ้าน หรือเดินเตร่ดเตร่ที่สนามหลวง ท่ามกลางบรรยากาศผีขนุนเต็มไปหมด ไปเป็นคนจรจัด อาศัยอยู่ง่าย กินง่าย (แต่ไม่ค่อยกินเท่าไหร่หรอก) ฆ่าเวลาให้พ้นๆ หลังจากนั้นเวลาประมาณ ตี 4 ก็จะเริ่มเดินทางกลับ โดยปกติถ้าไม่นั่งรถเมล์ ปอ.68 กลับ ก็นั่งรถไฟสายมหาชัย-วงเวียนใหญ่เดินทางกลับบ้าน ถึงตอนเช้าประมาณ 7-8 โมงเช้า แล้วหลับยาวอยู่กับบ้านถึงตอนเย็น พักหลังๆ ไม่ค่อยเข้ากรุงเทพฯ เท่าไหร่ อาจจะเป็นเพราะเบื่อก็ได้ แต่วันหลังคิดเอาไว้ว่าจะเข้าไปอีกที kittinunn กับจักรยาน ที่บ้านเคยมีจักรยานอยู่คันหนึ่ง เป็นจักรยานครอบครัวคันไม่ใหญ่มาก พ่อซื้อมานานแล้วเป็นมือสอง ราคาไม่กี่พัน ปกติเวลาเดินทางไปไหนมาไหนมักจะใช้จักรยานเป็นประจำ จากบ้านมาที่ตัวเมืองระยะทาง 5 กิโลเมตร หรือช่วงที่ยังเล่นเน็ตอยู่ที่ร้านก็ขี่จักรยานไป-กลับอยู่บ่อยครั้ง การขี่จักรยานในตัวเมืองปริมณฑลไม่ง่ายนัก เนื่องจากเป็นจังหวัดที่สภาพโดยทั่วไปดูสกปรก ข้างทางฝุ่นละอองเต็มไปหมด อีกทั้งคราบน้ำคาวปลาจากการขนส่งสัตว์น้ำ จากแพปลามายังตลาดค้าส่ง ที่ไหลหยดอยู่เต็มถนน จะทำให้ถนนลื่นและมีกลิ่น ซึ่งเราเองไม่ชอบกลิ่นแบบนี้ สมัยมัธยมอาจารย์พูดปลอบใจไปว่า เป็นกลิ่นเศรษฐกิจ ซึ่งก็ต้องทนกับความเห็นแก่ตัวของพ่อค้าแม่ขายของทะเลกันต่อไป เคยขี่จักรยานได้ไกลที่สุดก็เห็นจะเป็น จากบ้านมายังบางขุนเทียน ระยะทางสิริรวม 45 กิโลเมตร ใช้เวลาขี่ตั้งแต่หนึ่งทุ่มครึ่ง ถึงบ้านอีกทีเที่ยงคืนครึ่ง ขาไปขี่ไม่เท่าไหร่ ขากลับหมาดุชิบเป๋ง ขี่ผ่านบ้านใครคอยเห่าส่งเสียงดัง บางตัวคล้ายจะกัดเพราะเห็นคนแปลกหน้าขี่รถยามวิกาล อ้อ ถนนทุกเส้นในจังหวัดที่ไม่ใช่พระรามที่ 2 ตกกลางคืนรถว่าง มองเห็นความมืดได้สนิทตา ขี่ไปขี่มายังนึกกลัวผีอยู่เลย ปัจจุบันจักรยานคันนี้อันตรธานหายไปแล้ว ที่ร้านอินเตอร์เน็ต คิดเอาไว้ว่าวันหลังจะถอยจักรยานมือสองมาขี่เล่นอีก รอเวลาหางานเก็บตังค์ไปก่อน เพราะมีของที่ต้องรอซื้ออีกเพียบ kittinunn กับอาหารการกิน ปกติจะชอบกินข้าวเร็วมาก ไม่เกิน 10 นาทีข้าวหมดจานซะแล้ว และกินแบบไม่เหลือเศษอาหาร (ยกเว้นเศษที่อยู่นอกจาน เช่นบนโต๊ะ) จริงๆ จะกินช้าเหมือนชาวบ้านก็ได้ แต่ถ้าเป็นช่วงเวลาเร่งด่วน เวลาเร่งรีบจะต้องทำงาน เพื่อไม่ให้เสียเวลา รีบกินดีกว่า อาการนี้ติดกันสมัยเรียน เมื่อช่วงนั้นชีวิตติดอยู่กับห้องคอมพิวเตอร์ในช่วงพักเที่ยง นิยมสั่งอาหารเป็นของทอดที่ขายพร้อมกับน้ำซุป ก็จะลงมือเทลงบนข้าวแล้วกินอย่างรวดเร็ว ไม่เกิน 5 นาทีหมดจานแล้ว ถ้าเป็นเวลาอยู่กับบ้าน แปลกกว่าคนอื่นตรงที่ชอบราดน้ำเย็นลงบนข้าว ก่อนที่จะกิน เพราะคิดว่ากินง่ายกว่ากินข้าวแข็งๆ จะได้ย่อยเร็ว แต่ถ้ากินแบบปกติมักจะชอบกินข้าวคำน้ำคำ เพื่อที่อาหารจะได้ไหลลงไปในหลอดอาหารได้ง่าย แต่ข้าวต้มจะไม่ค่อยชอบวิธีการกินเพราะมันร้อน ต้องเป่าก่อนใส่ปาก กับข้าวส่วนใหญ่ถ้าเป็นเนื้อสัตว์อย่างเช่น หมู ไก่ จะถนัดมากและกินได้หมดถ้าไม่เผ็ดเกินไป ปลาขอเป็นปลาทอดอย่างเดียว อย่างเช่นปลาดุกฟูจะชอบมาก ถ้าวิธีอื่นจะไม่ชอบกินเพราะไม่ชอบความคาว นอกดเสียจากจะปรุงสุกแล้วมีน้ำจิ้มแบบเผ็ด อาหารทะเลกุ้งต้มสุกและกุ้งย่างจะชอบทาน หอยต้มหรือลวกทานพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ด ปลาหมึกเฉพาะส่วนเนื้อจะทานได้ เพราะไม่ชอบทานบริเวณหนวดปลาหมึก แต่เนื้อสัตว์จะไม่ชอบทานเป็ด ซึ่งรวมถึงไข่เป็ดด้วย เพราะเห็นว่ามีธรรมชาติที่สกปรก ตอนเด็กๆ เป็ดบ้านใกล้เคียงเลี้ยงกันสกปรกมาก ชีวิตนี้เลยไม่คิดจะทานเป็ด ยกเว้นเป็ดย่างตามภัตตาคารยังสามารถ เพราะเห็นว่าปรุงกันอย่างสะอาด อีกอย่างเครื่องในสัตว์ทุกชนิดจะทานไม่ได้ ยกเว้นเลือดหมู เวลาสั่งก๋วยจั๊บถ้าไม่ได้เจาะจงเฉพาะไข่ต้มผ่า หมูกรอบ หมูต้มสุก เลือดหมู เห็ดหอม ก็จะเขี่ยส่วนที่ไม่กินทิ้งไป อาหารที่ชอบที่สุดไร่เลียงตามลำดับก็จะเป็น บะหมี่เกี๊ยวหมูแดง แบบแห้งหรือน้ำขลุกขลิก ถ้าเผลอสั่งแบบน้ำจะชอบซดน้ำจนหมดชาม ข้าวผัดพิเศษสุดต้องใส่หมูกรอบ อาหารจานเดียวก็ข้าวมันไก่ ไก่ทอด ข้าวหมูแดง หมูกรอบ ของว่างก็เป็นขนมจีบติ่มซำ ขนมข้าวเหนียวสังขยา แต่อาหารที่ไม่ชอบส่วนมากจะเป็นอาหารที่มีรสชาติเผ็ด เช่นผัดกระเพรา แกงต่างๆ อย่างแกงเขียวหวาน ผัดพริกแกง ขนาดที่บ้านยังให้ใส่เครื่องแกงแบบไม่ต้องเผ็ดมาก เช่นแกงแพนง ปัจจุบันน้ำหนักเพิ่มเพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังอะไรมาก แต่ก็จะพยายามเผาผลาญพลังงาน ว่ากันว่าที่อ้วนเพราะแป้งและน้ำตาลทั้งนั้น ก็จะพยายามลด แต่ได้ผลหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเองว่าพร้อมแค่ไหน |
| << | กุมภาพันธ์ 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | |||