พิมพ์หน้านี้
|
มีบล็อกเกอร์หลายคนที่ได้ไปงานเปิดตัวหนังสือ นักข่าวพันธุ์ใหม่ ในงานสัปดาห์หนังสือวันสุดท้ายเมื่อวันก่อน เข้ามาเขียนถึงบรรยากาศในงานวันนั้นเป็นแถว เพื่อไม่ให้ตกสำรวจ จึงขอเขียนถึงงานที่เพิ่งผ่านไปหยกๆ เมื่อวันก่อนมาเล่าสู่กันฟังบ้าง จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เรานัดพบสมาชิกกันเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากความช่วยเหลือของพี่ชาลี รู้สึกว่าจัดไปสองครั้ง แม้จะดีใจที่ได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนร่วมบล็อกหลายคน แต่ก็รู้สึกเหนื่อยไปไม่น้อย และสงสารชาวบล็อกที่มาช่วยกันจัดงานอย่างพี่พิม pimthipat ที่ยอมลำบากจัดหาอาหารและกาแฟ สุดท้าย แม้จะมีเพื่อนบล็อกเกอร์หลายคนถามหาก็ตาม แต่เพราะในช่วงนั้น โครงการจากงานประจำที่งวดเข้ามา จนแทบจะเรียกได้ว่าเอาปืนกลมาจ่อหัว ทำให้ไม่มีเวลาจัดกิจกรรมจนถึงทุกวันนี้ แต่ก็ได้พูดคุยกับพี่ชาลีบ้าง คิดเอาไว้ว่าอยากจะนัดเพื่อนรวมกันเป็นกลุ่ม มาจิบกาแฟคุยกันเอง จะได้ไม่ต้องแบกรับภาระค่าอาหารเฉกเช่นครั้งก่อนๆ
ในงานเปิดตัวหนังสือวันนั้น บอกตามตรงว่าบรรยากาศ แตกต่างจากวันที่เรานัดพบสมาชิกด้วยกัน ก็เลยมีความรู้สึกเกร็งๆ ในช่วงที่ได้พบเห็นสมาชิกแต่ละคน บางคนก็ได้แต่ยิ้มๆ เพราะไม่ค่อยคุ้นเคยมาก่อน จะมีก็แต่คุณภาษาหลากสี ที่พูดคุยในช่วงสั้นๆ รวมทั้งคุณ feng_shui ที่ทักทายและถ่ายรูปเราสองคน นอกนั้นก็เจ้าแพ็ค nrad6949 หรือจะเป็นเจ้า phanasGook กับพี่หนิง ไม่เว้นแม้แต่น้อง "ป็อบซ่า" ที่ตะลุยกันทั่วงาน สำหรับชายคาเนชั่น ที่พบเห็นและคุ้นหน้านอกจากพี่ชาลีแล้ว ก็จะมี พี่ชุ นิวมีเดีย พี่อดิศักดิ์ เจ้านายพี่ชาลี (บก.เนชั่นทีวี) พี่ยอด หรือสุกี้ ที่ย้ายไปทำกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ พี่คนหนึ่งซึ่งนั่งโต๊ะหน้างาน ส่วนพี่จอย เมื่อไปทักเจอประโยค ไม่รู้จัก ทำเอาเราแทบช็อค น้อยใจแล้วนะ... :P ในงานวันนั้นก็ได้เห็นสมาชิกหลายคน ที่พิธีกรและผู้ร่วมเสวนาบนเวที ได้เชิญมาพูดคุย สร้างเสียงหัวเราะและเฮฮา อาจเป็นเพราะสมาชิกหลายคนมีจุดขายเป็นของตนเอง อย่างเช่น พี่ปฐม จากที่ได้เคยเห็นเป็นคนใจกว้าง และเป็นคนพูดตรง ในวันนั้นหลายคนนำมาพูดถึงบนเวทีอย่างเฮฮา จนพี่แกเขินไปหลายม้วน และในช่วงเวลาหนึ่งของงาน เรากลับกลายเป็น "ผู้โชคดี" โดยไม่รู้ตัว บังเอิญจริงๆ ที่เกิดเดือนตุลา เลยได้รับรางวัลเป็นแพ็คเก็จส่วนลดที่พัก อภินันทนาการโดยคุณ "ปิรันย่า" ผู้ใจดี ...
ท่ามกลางสมาชิกหลายคนที่พิธีกรเชิญขึ้นมาบนเวที (ยกเว้นผู้เขียน) เรากลับสนใจสมาชิกท่านหนึ่ง เธอคนนี้มองผิวเผินก็เป็นผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมฟังแล้วช็อคด้วยความเป็นห่วง นั่นก็คือ เธอออกมาพูดบนเวที ยอมรับว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งครับ ... สมาชิกท่านนี้ ถ้าจะให้ผมเดา เธอเองเป็นคนที่เข้ามาตอบคอมเม้นต์ในบล็อกของเราบ่อย ซึ่งต่างจากบล็อกเกอร์คนอื่นตรงที่ ระยะหลังๆ เราไม่ค่อยมีเวลาตอบคอมเม้นต์คนอื่นนัก เพราะทุกวันนี้เท่าที่ออนไลน์เพียงแค่ในเวลางาน ก็ต้องคอยลบกระทู้จาบจ้วงสถาบันที่เสรีไทย ทุกวันนี้คอมเม้นต์จึงน้อย คนอ่านจึงน้อย เพื่อนฝูงก็น้อย มีเพียงแค่คนที่เข้ามาอ่านเพราะติดตามเนื้อหาเท่านั้น (ถ้าสมมติเจ้านายเข้ามาอ่านก็ขอได้โปรดเข้าใจ ไม่อย่างนั้นคงต้องติดคุกติดตะราง) อาจเป็นเพราะพื้นที่โอเคเนชั่นมีความหลากหลาย มีนักคิดนักเขียนมากมาย เข้ามาเขียนตามแบบฉบับของตัวเอง งานอดิเรกในช่วงที่มีเวลาบนโลกใบนี้ จึงเป็นพื้นที่อิสระ สำหรับคนที่ต้องการถ่ายทอดความรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งที่ได้พบเห็น ได้ยินว่าเธอชอบเดินทางท่องเที่ยว ในช่วงที่ชีวิตของเธอเว้นวรรคจนถึงทุกวันนี้ เราได้เห็นสารคดีท่องเที่ยวจากเธอบ่อยๆ ตั้งแต่บางกระเจ้าถึงริมปาย บินไปถึงซิดนีย์ เอาเป็นว่า สำหรับบล็อกเกอร์ท่านนี้ ถ้าเป็นคนละคนกับที่เราคิด ก็ต้องขออภัยในความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง แต่ถึงกระนั้นขออารธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ขอให้โรคร้ายที่เกิดขึ้นจงหายไป และมีชีวิตยืนยาวกับสิ่งที่สวยงามบนโลกใบนี้ ว่ากันด้วยเรื่องของหนังสือ นักข่าวพันธุ์ใหม่ กันต่อ ต้องยอมรับตัวเองว่า สำหรับเราคงไม่อาจเรียกตัวเองว่าเป็น นักข่าวพันธุ์ใหม่ ได้อย่างเต็มที่นัก เพราะในมือมีเพียงแค่หัวที่ต้องใช้คิดทุกวันจนสมองทื่อไปแล้ว อีกทั้งเห็นบล็อกเกอร์หลายคน นำเสนอเรื่องราวและการวิเคราะห์ที่แปลกใหม่กว่าที่เคย บ้างก็ใช้เทคโนโลยี บ้างก็มีสายสัมพันธ์เวลาตอบคอมเม้นต์ในมือ จึงมีความรู้สึกว่า ตัวเองทำได้แค่ไปถึงจุดๆ หนึ่งแล้วหยุดลงกับที่ แต่สำหรับบล็อกเกอร์คนอื่นๆ เรากลับชอบบล็อกเกอร์ที่มีใจคล้ายวารสารอยู่หลายคน เช่น บล็อกเกอร์ phanasGook ที่หายใจเข้าออกเป็นวารสาร บล็อกเกอร์ pen ที่มีจิตอาสาจากงานที่ชลประทาน ออกมารายงานอากาศบ่อยๆ บล็อกเกอร์ nrad6949 ที่มีความคิดในเชิงรัฐศาสตร์ตั้งแต่อายุยังน้อย บล็อกเกอร์ WatchPuppy สุนัขเฝ้าบ้านตัวน้อยๆ ที่เป็นตัวของตัวเอง บล็อกเกอร์ nuning รุ่นพี่ที่เรียนด้านนี้โดยตรง และอีกมาก เหล่านี้ถือได้ว่าน่าจะเรียกพวกเขาเป็น นักข่าวพันธุ์ใหม่ ได้อย่างเต็มภาคภูมิ น่าดีใจที่พบเห็นเพื่อนบล็อกเกอร์หลายคน ออกมาสร้างบรรยากาศในแบบเดียวกับที่เราวาดฝัน แม้เราจะไม่ใช่เจ้าของที่นี่โดยตรง ว่าจะมีบล็อกที่เป็นแหล่งสังคมข่าวสาร และความบันเทิง ที่ไม่จำเป็นต้องยึดอยู่ในกรอบ บางครั้งบล็อกยังทำหน้าที่ "จิตสาธารณะ" ให้เพื่อนสมาชิกถ่ายทอดในสิ่งที่พบเห็นและเป็นไปอย่างอิสระด้วย เปรียบเทียบง่ายๆ หากสมมติว่าผมเป็นอาจารย์แก่ๆ วัยไม้ใกล้ฝั่งสักหกสิบปลายๆ แล้วเห็นนักศึกษาออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสังคม เหมือนกับที่อาจารย์เคยทำในอดีต ... เห็นแบบนี้ก็วางใจ ได้ตายตาหลับแน่ สำหรับผม ... ผมเป็นยามครับพี่น้อง (พูดจบคุณลุงหน้ากลมๆ สะกิดแล้วสวด จะมาแย่งตำแหน่งตอนที่อั้วลาบวชเหรอฟะ...) ไม่เอาดีกว่า... เอาเป็นว่าสำหรับเรา คงเป็น "ชาวบ้านธรรมดา" ที่คอยตามข่าว และถ่ายทอดความรู้สึกเท่าที่จะเขียน บางทีไปเจออะไรมาก็จะเขียน ดูข่าวแล้วนึกอยากด่าใครก็เขียน โดยเฉพาะนักเลือกตั้งที่ชอบใช้โวหาร ก็ต้องด่าตาม จนคนนึกไปว่าเป็นพวก "2.4 รับจ้างโพสต์" ด่าทักษิณเสียแล้ว ไม่เป็นไร อยากด่าก็ด่าไป หนังสือ แฮปปี้ คนพลิกแบรนด์ แบรนด์พลิกคน เล่าให้ฟังตอนหนึ่งที่ได้ยินเสียงร่ำลือ จากพ่อค้าแม่ขายมือถือในมาบุญครองว่า เอไอเอสชอบเอา กระเป๋าหลุยส์วิตตอง ไปยัดให้อาเฮียอาเจ๊เจ้าของร้าน แต่เมื่อดีแทคระดมพนักงานกว่า 200 ชีวิตเอาสติกเกอร์ไปติดร้านค้าในมาบุญครอง ทัศนคติของฝ่ายขายคู่แข่งก็คงบอกกับหัวหน้าเวลาถูกไถ่ถามว่า ดีแทคเอากระเป๋าหลุยส์ไปยัดร้าน เหมือนกัน เป็นเรื่องของ ทัศนคติ ล้วนๆ ที่ทำให้แต่ละคนเอาธงปักในที่ๆ ไม่เหมือนกัน ถ้าจะถามว่า ตรงไปตรงมา เปรียบได้กับอะไร ก็คงจะขอตอบไปว่าเป็น หนังสือพิมพ์กรอบบ่าย ที่ไม่เน้นจมอยู่กับความเป็นเรียลไทม์ มีแต่จะพูดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่เราคาดเดา เพราะขีดความสามารถในการอยู่บนโลกอินเตอร์เน็ตย่อมไม่เหมือนกัน ทุกวันนี้กระบวนการทำงานใช้วิธีพิมพ์เรื่องราว แล้วเผยแพร่ในวันทำงานของวัยรุ่งขึ้น เนื้อหาส่วนใหญ่จึงไม่เป็นปัจจุบันทันทีมากนัก สำหรับตอนนี้ มีคนถามว่าไม่ค่อยพูดเรื่องการเมือง วันนั้นคุยกันกับคุณ nrad6949 โดยมีคุณภาษาหลากสีมาแจมภายหลัง เราตอบแบบไม่คิดอะไรว่า น่าเบื่อ มีแต่จะย้ายพรรคโน้นพรรคนี้ ทะเลาะกันเรื่องผลประโยชน์ของพรรคไม่รู้จบ ก็เลยเขียนแต่เรื่อง สายลมแสงแดด เรื่อยเปื่อยจนถึงทุกวันนี้ คุณภาษาหลากสีเข้ามาเสริมว่า ไม่จำเป็นต้องสายลมแสงแดดก็ได้ เอาสิ่งที่พบเห็นรอบตัวในชีวิตประจำวันมาเขียนก็ได้ นึกแล้วก็น่าจะจริง เราเขียนเรื่องพวกนี้ได้นี่หว่า วันนี้คุณผู้อ่านอาจจะยังไม่เห็นเรื่องการเมืองในตอนนี้ แต่คิดว่าหลังวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ไปแล้ว หลังการปิดรับสมัครผู้สมัคร ส.ส.แบบรายภาค และแบบแบ่งเขต คงมีอะไรที่คึกคักขึ้นมาบ้าง โดยเฉพาะวิสัยทัศน์ของผู้นำพรรค ที่มีเพียงคนหนุ่มไฟแรงใกล้มอดเพียงคนเดียว นอกนั้นมีแต่คนแก่แทบจะลงโลง ก็คงต้องดูกันไปว่าน่าสนุกแค่ไหน ขอเวลาหลบหนี้หนีหน้าภาพหวิว ซ้ายทุนผสมพันธุ์ขวาชมพู่ และล่าสุดกับชาละวันผสมพันธุ์ปลาไหล กันสักพักหนึ่ง เห็นแล้วหมดอารมณ์ในบัดดลครับ! |
| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||