พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อวานนี้เหลือบมองไปที่แผงหนังสือ แว๊บดูดวงรายปักษ์ในช่วงปีใหม่ที่จะถึงนี้ ถึงแม้เรื่องการงานและเงินทองอย่างอื่นดีหมด เสียอย่างเดียว เรื่องการเมือง หนังสือแนะนำเอาไว้ว่าอย่าไปยุ่ง เพราะกำลังจะมีเคราะห์ อย่าว่าผู้เขียน งมงาย นะ พอดีเป็นคนที่พยายามดูดวงเพื่อ ระมัดระวังตนเอง บางครั้งมีการระบุว่า เอกสารทางการเงินจะหายไป ทีแรกไม่เห็นว่าจะหาย แต่เวลาผ่านไปสองอาทิตย์ กะว่าจะเอาแต้มในบัตรเงินสดไปแลกซื้อของ ดันทำบัตรหายซะอย่างงั้น ถึงได้มีประโยคฮิตไงว่า ไม่เชื่อ...แต่อย่าลบหลู่ รู้สึกว่าคำๆ นี้เอามาใช้เป็นโฆษณาผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสยี่ห้อหนึ่งนี่แหละ มาว่ากันด้วยเรื่องของการเมืองส่งท้ายปี ก่อนที่จะเข้าสู่เทศกาลปีใหม่ และรัฐบาลชุดใหม่ ขอพูดถึงเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้า เพราะหลังจากนี้ในช่วงต้นปี คิดเอาไว้ว่าจะเปลี่ยนมาเขียนเรื่องราวในแนวอื่นที่ ไม่ใช่การเมือง สักระยะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะละทิ้งเรื่องนี้ไป ยังคงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ โดยให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานไปก่อน อย่าเพิ่งทำนายทายทักว่า ทักษิณ จะกลับเมืองไทยเมื่อไหร่ เพราะพูดไปก็ไม่มีทางเชื่อกับคนไร้แผ่นดิน ที่พูดอะไรก็ไม่น่าเชื่อถือ มาดูกันถึงอุปสรรคของ รัฐบาลสมัคร ที่กำลังจะเกิดขึ้น ภายใต้การนำโดย สมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็คือ การที่จะต้องรับศึกหนักรอบด้าน โดยสรุปได้ดังนี้ พรรคร่วมรัฐบาล ที่แกนนำพรรคพลังประชาชนเทียบเชิญเข้ามา อย่างเช่นพรรคชาติไทย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ด้วยพันธะสัญญา 5 ข้อ คือ (1) เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ (2) หยุดพฤติกรรมจาบจ้วง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ (3) ไม่มีการล้างแค้นฝ่ายตรงข้ามซึ่งกันและกัน (4) อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยไม่แทรกแซงหรือก้าวก่าย (5) ไม่ยุบ และไม่แทรกแซง คตส. ซึ่งแม้จะเป็นพันธะสัญญาที่ทำได้แค่เพียงลมปากก็ตาม แต่อย่างน้อยสองพรรคที่ร่วมรัฐบาลสมัคร จะค่อยๆ ลดทอนความเชื่อมั่นจากประชาชนจนกระทั่ง บรรหาร ศิลปะอาชา และ สุวิทย์ คุณกิตติ รวมทั้งหัวหน้าพรรคเล็กอย่าง พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หมดความน่าเชื่อถือในตัวเอง คนรุ่นใหม่จะมองว่า นักการเมือง หรือพรรคการเมืองเหล่านี้ เป็นพวกหน้าเดิมๆ เล่นการเมืองเพื่อสนองตัณหา และทำเพื่อตัวเองทั้งสิ้น อย่างมากก็แค่เป็นพวกตรายาง ยกมือตามคำสั่งเพื่อแลกเศษข้าวกินไปวันๆ ไร้ศักดิ์ศรีที่จะมีที่ยืนในสภา ฝ่ายค้านอย่าง พรรคประชาธิปัตย์ แม้จะผิดหวังที่หัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งจนไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่จากความไว้วางใจด้วยคะแนนจากคนกรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้อย่างมหาศาล ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนเชื่อมั่นอภิสิทธิ์ว่าจะคานอำนาจชนิดที่ว่า กัดไม่ปล่อย น่าจะสง่างามยิ่งกว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายสมัครเสียอีก ที่ผ่านมาการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างมืออาชีพของพรรคประชาธิปัตย์ ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเมืองไทยมาแล้ว จากกรณีที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำพรรคไทยรักไทย ซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคมในขณะนั้น ทุจริตการจัดซื้อเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด CTX9000 ถือเป็นการทวงถามความชอบธรรมที่สร้างชื่อให้กับอภิสิทธิ์ รวมทั้ง เสนาะ เทียนทอง และในครั้งนี้ ประเด็นสำคัญอย่างเช่น การนิรโทษกรรม 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกมองว่า พวกติดโทษแบนเอาเมียเอาลูก แม้กระทั่งพ่อตัวเองลงสมัคร ส.ส. เพื่อเข้าไปยกมือในสภาให้บุพการี หรือบุตรหลานตนเอง กรณีนี้เข้าข่าย ผลประโยชน์ทับซ้อน หรือไม่ หรือจะเป็นการฟอกความผิดให้กับอดีต นายกฯ ทักษิณ พรรคประชาธิปัตย์น่าจะมีความพร้อมตรงนี้ในการทวงถามความชอบธรรมจากบรรดา นักเลือกตั้ง เหล่านี้ในสภา มวลชน ต่อต้านทักษิณ และ ต่อต้านสมัคร (จากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางและมีการศึกษาในสังคมเมือง แม้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะสลายตัวไปแล้ว แต่การดำรงอยู่ของมวลชนที่มีแนวคิดต่อต้านทักษิณยังคงมีอยู่ ในรูปของพลังเงียบที่เกิดแนวร่วมลับๆ ขึ้นโดยไม่เปลืองตัวและไม่เห็นตัวตน ซึ่งวิธีการนี้ไม่แสดงออกอย่างเปิดเผยและรุนแรงเหมือนมวลชนจากฝ่าย นปก.และกองเชียร์พรรคพลังประชาชน การชุมนุมประท้วงไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสมในช่วงเวลานี้ ด้วยบทเรียนแห่งความรุนแรงจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, 17 พฤษภาคม 2535 (พฤษภาประชาธรรม) ก็ทำให้เตือนสติประชาชนเหล่านี้ แล้วหันมาเคลื่อนไหวด้วยการให้ความรู้กับประชาชนในแบบง่ายๆ เช่น การติดต่อสื่อสารเพื่อเผยแพร่ข้อมูลผ่านทางอีเมล แฟกซ์ การบอยคอตสินค้าของกลุ่มทุนนักการเมือง หรือ การติดตามข่าวสารและร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพื่อคัดค้าน การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนจะเกิดขึ้นได้ นอกเสียจากการกระทำในรัฐบาลสมัคร ถึงขั้นที่เรียกว่า สุกงอม จนประชาชนหมดความอดทน เพียงแต่แกนนำในการ ต่อต้านทักษิณ-สมัคร อาจจะไม่ใช่อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ที่มีอยู่เดิม แต่อาจจะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ ที่ได้รับการสร้างฐานมวลชนในรูปของสมัชชาประชาชน หรือกลุ่มมวลชนที่เรียกว่าพันธมิตรฯ มาแล้ว อ.ณรงค์ เพชรประเสริฐ เคยกล่าวเอาไว้ว่า คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของ นักเคลื่อนไหวทางสังคม ในการขับเคลื่อนเพื่อเคลื่อนไหวคือ มีเซนส์ทางการเมืองสูง และรู้จักใช้ปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจ และจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แกนนำในการเรียกร้องความชอบธรรมจากรัฐบาลที่ทำให้เกิดประวิติศาสตร์ทางการเมือง คนที่ได้รับความน่าเชื่อถือมักจะมีส่วนประกอบของคนที่มีการศึกษา หรือระดับปัญญาชนทั้งสิ้น วุฒิสภา (ส.ว.) และองค์กรอิสระ แม้ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งหวั่นเกรงว่าจะได้รับบทเรียน สภาผัวเมีย เฉกเช่นในอดีต แต่ ส.ว.ที่มาจากการสรรหาและแต่งตั้ง จะคานอำนาจของรัฐบาลสมัครส่วนหนึ่ง เพราะที่มาของ ส.ว.ได้รับการแต่งตั้งจากองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือในด้านการตรวจสอบ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กกต. ปปช. สตง. ศาลฎีกา และศาลปกครองสูงสุด ทางด้านองค์กรอิสระ เช่น ปปช.ก็มีบุคคลที่น่าเชื่อถืออย่างเช่น กล้านรงค์ จันทิก หรือจะเป็น วิชา มหาคุณ ดำรงตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง ส่วน สตง.ก็มี คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ดำรงตำแหน่ง ซึ่งเธอคนนี้มีรายชื่ออยู่ใน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกด้วย สำหรับ กกต.ที่หลายคนมองว่าทำหน้าที่หยุมหยิม แต่มีกรรมการที่มาจากศาลอย่าง สดศรี สัตยธรรม ขึ้นชื่อเรื่องความละเอียด เชื่อได้ว่าบรรดา ศรีธนญชิน คงไม่ดิ้นได้ง่ายๆ มีคำถามตามมาว่า คนที่มีแนวคิดต่อต้านทักษิณในวันนี้ ควรจะทำอย่างไรเมื่อสมัครเป็นนายกฯ มีคำตอบให้ทุกท่านอย่างเดียวคือ อยู่เฉยๆ ไม่ต้องไปเต้นอะไรมาก แน่นอนว่า ถึงแม้การที่คุณสมัครเป็นนายกฯ คงจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นชัยชนะ เพราะคุณสมัครยังต้องเผชิญกับ วิบากกรรม ซึ่งไม่สามารถลบล้างความผิดด้วยตัวของนายสมัครเพียงอย่างเดียวได้
ซึ่งไม่ทันไรเลยเราได้ขบขันของสองสุกรแก่ๆ นำเครื่องราชอิสริยาภรณ์มาทับถมกัน เพื่ออวดความจงรักภักดีอย่างสนุกสนานกันเข้าไปแล้ว แล้วในวันนี้ จากที่ด่ากันจนต้องเข้าโรงพยาบาลไปข้าง วันนี้ได้ข่าวว่าคุณบรรหารตกลงที่จะร่วมเสพเมถุน เอ๊ย!!! ร่วมรัฐบาลกับคุณสมัครเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อะไรจะขำปนสมเพชได้ถึงขนาดนี้ บรรดากองเชียร์ทักษิณรักสมัครที่เคย ด่าบรรหาร แบบสาดเสียเทเสีย ป่านนี้ไม่ชักดิ้นชักงอ แถมด่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นการปลอบใจ ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว ลองดูการจัดตั้งรัฐบาลหลังปีใหม่นี้ไปพร้อมๆ กัน ดูซิว่า การเสพเมถุน เอ๊ย!!! การจัดตั้งรัฐบาลของนายสมัคร จะน่าขบขันขนาดไหน ถึงได้บอกไงว่า หัวเราะที่หลังดังกว่า มาปิดท้ายกันด้วยเรื่องของ บ่อ.บู๋ คอลัมนิสต์กีฬา ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองอย่างรุนแรง ขออนุญาตหยิบยกบทความบางช่วงบางตอนมาให้อ่านกัน แม้ผู้เขียนจะเป็นคนต่างจังหวัด แต่วาทกรรมสองนครา คนต่างจังหวัดตั้งรัฐบาล คนกรุงเทพฯ ล้มรัฐบาล ยังมีอยู่เสมอ แม้กระทั่งในคอลัมน์กีฬาก็ตาม ขอพักร้อนเรื่องการเมืองสักระยะอย่างที่บอก มีอะไรก็พูดคุยกันได้ครับ ขออนุญาตลาทีปีเก่า สวัสดีปีใหม่แก่คุณผู้อ่านทุกท่าน ... แล้วพบกันใหม่ครับ
|
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||