พิมพ์หน้านี้
|
ตอนนี้ตนไม่มีอำนาจที่จะเจรจาต่อรองกับใคร เพราะประชาชนไม่ได้มอบความไว้วางใจให้ตนเลยแม้แต่หนึ่งที่นั่ง เพราะฉะนั้นเท่ากับประชาชนและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ได้มอบอำนาจให้ตนไปเจรจาเลย กลุ่มพันธมิตรฯ จะรู้สึกอย่างไรก็แล้วแต่ อาจจะคิดว่าตนมืออ่อนเกินไปและได้มอบอำนาจทั้งหมดให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ตนเลยไม่มีสิทธิมีเสียงที่จะคุยกับพรรคเลย ผมไม่ได้ประกาศตัดขาดกับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ปล่อยวางและเฉย เพราะเมื่อมีมิตรจิตให้ไปก็ควรมีมิตรใจกลับมา ผมพยายามทำรัฐสวัสดิการเอากำไรคืนประชาชนให้อยู่ดีกินดี แต่กลุ่มพันธมิตรฯกลับไม่เล่นด้วย กลับเทเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์หมด ผมก็ไม่รู้ว่าจะเป็นตัวแทนของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้อย่างไร ก็ต้องปล่อยให้ว่าที่ ส.ส. เลือกกันเองว่าจะไปอยู่กับใคร ตนก็ตามไปเพราะช่วยอะไรไม่ได้ ตนอยากทำตัวให้มีค่าแต่ประชาชนไม่ได้ให้คุณค่าในตัวตนเลย ผมรู้สึกน้อยใจ 31 ธันวาคม 2550 พรรคประชาธิปัตย์มีส่วนในการสร้างปัญหาให้กับผมอย่างมาก เพราะเมื่อครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ได้ออกกฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ จนทำให้กิจการของผมได้รับความเสียหายถึงขั้นถูกยึดมาแล้ว ผมไม่อยากเป็นศัตรูกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะผมถูกศาลพิพากษาจำคุก 3 ปีนั้น เป็นฝีมือของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองสั่งลงมา เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เกี่ยวข้องอย่างที่ตนเข้าใจในตอนแรก ดังนั้น ผมและ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือว่ามีศัตรูคนเดียวกัน และจากนี้พรรคมัชฌิมาธิปไตย คงต้องไปร่วมงานกับพรรคพลังประชาชนเป็นที่แน่นอนแล้ว ต่อไปนี้ผมจะเลิกโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณ และไม่ติดใจเอาความเรื่องที่ผ่านมาในอดีต รวมไปถึงขอให้ทุกคนในพรรคเลิกโจมตี พ.ต.ท.ทักษิณด้วย ท่าทีที่เปลี่ยนไปของ ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย อันเนื่องมาจากความพ่ายแพ้ของพรรคมัชฌิมาธิปไตย ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคมที่ผ่านมาได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตเพียงแค่ 7 คน ในขณะที่ ส.ส.สัดส่วน กลับสอบตกแบบยกพรรค!!! การย้ายข้างทางการเมืองแบบ สายฟ้าแลบ ของเสี่ยใหญ่ระดับอนุบาลการเมืองคนนี้ แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อสื่อที่เป็น กระบอกเสียง ของประชัยแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น คลื่นประชาธิปไตย เอฟเอ็ม 92.25 เมกกะเฮิร์ช ที่เคยทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์ ระบอบทักษิณ อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน กลายสภาพเปลี่ยนสีกะทันหัน เพราะนอกจากรูปแบบรายการที่เปลี่ยนไปแล้ว ยังมีนักจัดรายการหลายคนลาออกไป เพราะทนกับอุดมการณ์กลับหลังของประชัยไม่ไหว นักจัดรายการของคลื่นประชาธิปไตยคนแรกที่ลาออกแต่เนิ่นๆ ก็คือ สมชาย มีเสน อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้า และผู้สื่อข่าวบางกอกโพสต์ ที่หันมาเอาดีกับการจัดวิทยุคลื่นดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้มีความสัมพันธ์ค่อนข้างแนบแน่นกับ ประชัย ได้ประกาศอำลาแฟนๆ ผู้ฟังไปเมื่อค่ำวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวว่าจะไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเอกชน ขณะเดียวกัน นักจัดรายการสาวที่เป็นคู่หูอย่าง มาตา วายุกานต์ (สมจิตต์ นวเครือสุนทร) ผู้สื่อข่าวช่อง 7 สีที่มีความใกล้ชิดกับแหล่งข่าวอย่างหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ประกาศอำลาแฟนๆ คลื่นประชาธิปไตย ก่อนที่จะจากไปบนหน้าปัดวิทยุอย่างเงียบๆ เมื่อคืนวันที่ 26 ธันวาคม ส่วนนักจัดรายการที่มีเสียงจีบปากจีบคออย่าง จิตรกร บุษบา ซึ่งวิพากษ์ระบอบทักษิณยิบตาก็ประกาศอำลาผู้ฟังเช่นเดียวกัน เมื่อเร็วๆ นี้ ไม่นับนักจัดรายการที่ลาออกก่อนหน้านี้คือ ถนอม อ่อนเกตุพล ในช่วงที่ประชัยกำลังตั้งพรรคมัชฌิมาฯ เพราถนอมเป็นคนของ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่า กทม.จากพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้ง สมพร หลงจิ หลังลงสมัคร ส.ส.เขต 8 ในนามพรรคมัชฌิมาฯ แล้วสอบตก แว่วๆ ว่าเมื่อเห็นประชัยเปลี่ยนสี ก็จะลาออกทั้งจากสมาชิกพรรค รวมทั้งอำลาการจัดรายการวิทยุที่คลื่นแห่งนี้ด้วย ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น นอกเหนือจากนักจัดรายการที่เคยวิพากษ์ระบอบทักษิณอย่างเผ็ดร้อนลาออกไป รายการต่างๆ ของ 92.25 ก็เริ่มจะเปิดพื้นที่ให้กับ พรรคพลังประชาชน อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะบางรายการที่มีการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสมาชิกพรรค โฆษกพรรคอย่าง รท.กุเทพ ใสกระจ่าง ได้ให้สัมภาษณ์คลื่นนี้บ่อยครั้งกว่าปกติ อีกทั้งนักจัดรายการที่คาดว่าจะมีความสนิทสนมกับประชัย ก็เริ่มที่จะจัดรายการ ในแนวทางที่สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของ พรรคพลังประชาชน พร้อมทั้งโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อนาคตของคลื่นประชาธิปไตย ที่ยังได้รับเม็ดเงินจาก ประชัย ก็คงจะเห็นแล้วว่าจะไปในทิศทางไหน แต่สำหรับ ช่องสุวรรณภูมิ โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของเสี่ยประชัย ซึ่งออกอากาศผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี 5 แว่วๆ มาว่าจะส่งสัญญาณระหองระแหง จนถึงขั้น งดการออกอากาศ เพราะที่ผ่านมา ประชัย ให้เงินสปอนเซอร์ในนาม ทีพีไอโพลีน ผลิตรายการต่างๆ ของโทรทัศน์ช่องสุวรรณภูมิเดือนละ 20 ล้านบาท ในขณะที่อุปกรณ์การถ่ายทำ และสถานที่จัดรายการยังใช้ของ บ้านเจ้าพระยา ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของ เอเอสทีวี ในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และเมื่อประชัยเลือกที่จะ เปลี่ยนข้าง หันไปอยู่ฝ่ายระบอบทักษิณ อนาคตในการร่วมงานกันคงอยู่ไม่ยืด ล่าสุดแหล่งข่าวจากบ้านเจ้าพระยากล่าวว่า มีใบสั่งจาก ประชัย ให้ลดน้ำหนักการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบทักษิณ พร้อมกับสั่งเซ็นเซอร์กระแสที่เกี่ยวข้องกับ ระบอบทักษิณ ออกไป ในขณะเดียวกันก็มีนักจัดรายการลาออกจากช่องสุวรรณภูมิอีกด้วย มีความเป็นไปได้ว่า ประชัย อาจจะหันไปให้การสนับสนุนกับทางฝั่งของ อุดมศักดิ์ เสาวนะ อดีตนักจัดรายการคู่หูกับ สมชาย ที่ในช่วงหลังการชุมนุมของพันธมิตร เขาหันกลับเข้าหาฝั่งระบอบทักษิณ ด้วยการเป็นหนึ่งในทีมงานของ เดอะรีพอตเตอร์ ของ ทองเจือ ชาติกิจเจริญ อดีตนักข่าวกรุงเทพธุรกิจ และผู้จัดการ ซึ่งใกล้ชิดกับ เนวิน ชิดชอบ โดยคาดว่าเม็ดเงินโฆษณาอาจจะไหลไปตรงนั้น พร้อมทั้งรักษา คลื่นประชาธิปไตย ไว้เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้นานเท่านาน และปัจจุบันเมื่อสื่อในระบอบทักษิณเรื่มเติบโตขึ้น จากอดีตที่ชื่อของ เดอะรีพอตเตอร์ หายสาบสูญในช่วงรัฐประหาร อุดมศักดิ์ กลับมาในนามของบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ ประชาทรรศน์ สำนักข่าวที่ผลิตสื่อโจมตี คมช. รัฐบาลสุรยุทธ์ พันธมิตรฯ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งทางด้านหนังสือพิมพ์และช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในนาม เอ็มวีนิวส์ ที่สร้างชื่อด้วยรายการสัมภาษณ์พิเศษ เปิดใจทักษิณ ถึงเกาะฮ่องกงมาแล้ว นี่เป็นบทเรียนของสื่อที่อยู่ภายใต้การครอบงำ ไม่ว่าจะเป็น ทางการเมือง หรือ ทางธุรกิจ เราคงต้องจับตาถึงความเปลี่ยนแปลงในทิศทางของ สื่อมวลชน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ... และแน่นอน ประชัย เลี่ยวไพรัตน์คงเป็นตัวอย่างหนึ่งของ นายทุนสื่อ ที่ทำให้เสี่ยใหญ่โรงปูนมูลค่าแสนล้าน สามารถสั่งให้สื่อ ซ้ายหัน-ขวาหัน จนกระทั่ง เปลี่ยนสี ชนิดที่เรียกว่าแทบ พลิกฝ่ามือ เลยทีเดียว ...
|
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||