พิมพ์หน้านี้
|
มีเรื่องเล่าจากนักข่าวรัฐสภา ที่ถูกพูดถึงต่อๆ กัน ด้วยหัวหน้าพรรคชาติไทย บรรหาร ศิลปะอาชา ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นปลาไหลไร้สัจจะ เป็นผู้ทรยศตามหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อวานซืนได้ออกมาต่อว่าสื่อมวลชนสำนักหนึ่งด้วย คำผรุสวาท หลังจากที่ถูกตำหนิในการ เปลี่ยนข้าง เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง สังคมไทยที่ ตื่นรู้ กับเรื่องการเมือง คงจะได้มองเห็นนักการเมืองที่ เปลี่นสี กลับไปกลับมา และทัศนคติไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเรา หรือฝ่ายตรงข้าม ไม่มีใครที่จะให้ความ เชื่อถือหรือยึดมั่น ในภาพลักษณ์ของเขาอีกต่อไป เพราะฝ่ายตรงข้าม มองยังไงก็ยังเป็นศัตรู ในขณะที่ฝ่ายเดียวกันก็ต้องตราหน้าว่าเป็น คนทรยศ-ไร้จุดยืน ต่อสู้ทางการเมืองเพียงแต่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์เท่านั้น มีคนบอกเอาไว้ว่าให้ อดทน กับบรรดานักการเมืองที่ เปลี่ยนสี เพราะถึงนักการเมืองเหล่านั้นจะเลวจะชั่วยังไง แต่มันก็เป็น สันดานนักการเมือง ที่ไม่มีวันแก้ได้ อีกอย่างหนึ่งก็คือ เพราะเราได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันไปแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือต้องยอมรับ เสียงส่วนใหญ่ ของประเทศ โดยไม่ต้องสนใจว่า อะไรดี-อะไรชั่ว บางคนบอกว่า ให้ทำอะไรที่มันสร้างสรรค์ มากกว่าที่จะมุ่งทำลายกัน เราเห็น ว่าที่นายกรัฐมนตรี ด้วยท่าทีที่ไม่ได้กระตุ้นให้เกิดความสามัคคีมากเท่าไหร่นัก เพราะท่านเอาแต่อาฆาตพยาบาททั้งประโยค มือที่มองไม่เห็น หรือจะเป็น ก้อนกรวดในรองพระบาท กันทั้งนั้น เอาเป็นว่าเราไม่หวังอะไรกับ การเมือง ในยุคนี้แล้ว หันมาจับตาดูว่า บ้านเมืองจะเกิดความหายนะเมื่อไหร่จะดีกว่า หลังจากเวลานั้นเราค่อยหยิบค้อนตอกตะปูเพื่อสร้าง มาตรฐานใหม่ ทางการเมืองในสังคมไทยกันอีกรอบ ทำไมมองโลกในแง่ร้ายเช่นนั้น ... เราไม่เชื่อว่าการที่รัฐบาล พลังประชาชน เข้ามาบริหารประเทศ จะทำให้เศรษฐกิจดีอย่างแท้จริงตามที่กล่าวอ้าง รวมทั้งเราไม่เชื่อว่าจะสร้างความสามัคคี ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังของ ว่าที่นายกฯ สมัคร รวมทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนอมินีของพรรค ผู้ใหญ่ที่เราเคารพท่านหนึ่ง ได้พูดถึงเรื่องราวการเมือง โดยผูกกับเรื่องโหราศาสตร์ เห็นว่าน่าสนใจดีเลยหยิบมาฝาก แต่ขอบอกไว้ก่อนอย่างหนึ่งว่าเป็นเรื่องของ วิจารณญาณ อาจจะมีผิดมีถูกได้ แต่อ่านเอาไว้เผื่อว่าเราจะได้ทำใจกันอย่างไร ในสภาวะการเมืองไทยที่เห็นเป็นเช่นนี้ อ่านเล่นๆ ไม่ต้องคิดมาก และอย่าซีเรียส ... 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ ราหู เข้าครอบงำ ซึ่งราหูเป็นสัญลักษณ์แห่ง โลกียวิสัย ตัณหา โลภจริต โมหจริต ซึ่งหากเราย้อนไปดูเรื่องการเมืองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา น่าแปลกใจว่าทำไมคนที่เราคิดว่าเป็น ตัวอัปมงคล ของบ้านเมือง กลับมีผู้คนไป บูชาส่งเสริม อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ด้วยผลจากช่วงเวลานั้นและการยอมรับในบาปเคราะห์อันเป็น จริตแห่งราหู เข้ามาสู่เมืองและชีวิต จึงได้เกิดความพังพินาศทางจริยธรรม รากฐานทางสังคมถูกกัดกร่อนทำลาย หลักธรรมเสื่อมถอย คนโกหกหลอกลวง ได้รับการยกย่อง เหนือคนที่ยึดถือสัจจะและความรับผิดชอบ ส่วนคนในสังคมถูกกระตุ้นให้เกิด ความโลภ-ความรวย จนกระทั่งหันมาพึ่งพาศาสตร์และความเชื่อต่างๆ เพื่อยึดเหนี่ยวตัวเองให้รู้สึกว่าเอาตัวรอด ตั้งแต่สติกเกอร์ รถคันนี้สีแดง หรือจะเป็นป้าย บ้านนี้รวย ที่สงฆ์บางสำนักหากินกับความเชื่อ ไปจนกระทั่งการ เลี่ยงภาษี ที่มีอาจารย์ได้รับการนับหน้าถือตาจากสังคม จนลืมที่จะฝากฝัง หลักกฎหมายและหลักจารีตปฏิบัติ เป็นตัวอย่างแก่คนในสังคม คนในสังคมไทยเปลี่ยนไปเหมือนกันหมด บ้าคลั่งความร่ำรวย บ้าคลั่งคนดัง รวมทั้งวัตถุที่ไม่ได้มีนัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของคน จนลืมเลือนซึ่งความสงบ เรียบง่าย สันโดษ ตามวิถีชีวิตพอเพียงที่มีมาอย่างช้านาน หลังจากราหูผ่านไป ก็แทนที่ด้วย พระเสาร์ เข้ามาแทนที่เมื่อราวปีที่แล้ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ การใช้อำนาจข่มขู่คุกคาม โทสะจริต ซึ่งเพราะอิทธิพลของ "ราหู" ที่ยังครอบงำอยู่นั่นเอง ถึงยังมีสิ่งที่วิปริตลอยหน้าลอยตากันอย่างไม่หยุดหย่อน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กลุ่มอันธพาลการเมือง ขนมวลชนพังทรัพย์สินราชการ เพียงเพราะเชื่อตามที่ฝ่ายการเมืองพูด แต่เวลานี้ พระเสาร์ กำลังจากไปแบบแปลกๆ คือเดินถอยหลัง เนื่องจาก มฤตยู กำลังจะเคลื่อนเข้าสู่เมืองไทย ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า มฤตยู ไม่ใช่ความชั่วร้าย ไม่ได้หมายถึงความเกรี้ยวกราดถาโถมอย่างรุนแรง อาจจะน่ากลัว น่าหวาดหวั่น แต่นั่นล่ะคือ "ความจริง" ของธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้พ้น อะไรก็ตามที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ว่ายั่งยืน ก็จักไม่ยั่งยืน การทำงานของมฤตยู เงียบและรวดเร็ว อันเป็นภาวะในช่วงเวลาอันสั้น ระหว่างเป็นกับตายเท่านั้น มฤตยูไม่ได้ทำลายอะไร เพียงแต่เข้ามาเพื่อปรับให้ทุกอย่างกลับไปสู่ จุดเริ่มต้นเป็นศูนย์ ด้วยการทำให้ สาบสูญ ซึ่งการมาของมฤตยูนี้เอง จะส่งผลให้เกิดการปรับเข้าสู่ สมดุล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกใจใครต่อใคร สถานการณ์ที่ว่านี้ อาจรวมหมายถึง การคืนกลับไปซึ่ง สมบัติของแผ่นดิน หรือ คุณประโยชน์ของแผ่นดิน การเอาคืนกลับไปของแผ่นดิน อาจหมายถึงอุบัติภัยต่างๆ และเหตุการณ์อันไม่มีใครคาดหวังจะให้เกิด ในช่วงที่มฤตยูกำลังเกิดขึ้น สถานการณ์ที่ว่านี้อาจหมายถึงในรอบปีนี้อาจจะมีการ หักล้างกัน ในบ้านเมือง อาจจะมีเหตุการณ์ฆาตกรรมเกิดขึ้นมา ซึ่งก็ถือเป็นการขจัดความขัดแย้งระหว่างบุคคลอย่างหนึ่ง รวมทั้งจะเกิด "สูญญากาศทางสังคม - เศรษฐกิจ" ที่ทำให้คนในสังคม ไม่เชื่อมั่น ซึ่งกันและกัน ถือว่ารุนแรงกว่าทางการเมืองหรือทางวิชาการหลายเท่า เอามาหยิบยกความเชื่อกันแบบหอมปากหอมคอ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่คาดเดานั้นเป็นเพียงสมมติฐานเท่านั้น แท้จริงแล้วมันอาจไม่ใช่อย่างนี้ หรือยิ่งไปกว่านี้ก็ได้ สิ่งที่จะให้พิจารณาคือผลลัพธ์ของมันก็คือ "สูญญากาศทางสังคม - เศรษฐกิจ" ที่อาจจะทำให้เกิดเหตุการณ์แปลกๆ ตลอดปีนี้ ขออนุญาตหยิบยกบทความของ กาแฟดำ ที่เขียนเอาไว้ส่งท้ายปี กล่าวว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยต้อง "ทำใจ" เพราะจะมีเรื่องกวนความรู้สึกและกระทบสำนึกแห่งความถูกต้องชอบธรรมในสังคมมากมายหลายเรื่อง เพราะไม่เช่นนั้นก็ต้องเผชิญกับความเครียดตลอดปีหน้า เพราะการเมืองไทยกำลังจะกลับเข้าสู่วงจรแห่งความชั่วร้ายอีกครั้งหนึ่งอย่างโจ๋งครึ่ม อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้อง "ทำใจ" ก็คือว่าจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เริ่มเปลี่ยนจุดยืนต่อเรื่องต่างๆ ในบ้านเมือง ด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป เพราะถือว่าการ "เข้าข้างผู้ชนะ" นั้นเป็นวิเทโศบายส่วนตัวที่ชาญฉลาด สำหรับคนเหล่านี้ คนโง่เท่านั้นที่ "ทวนกระแส" เพราะจะทำให้ไม่ได้ผลประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนทางการเมือง การทำใจนั้นไม่ได้แปลว่าเราจะต้อง "ยอมพ่ายแพ้" ต่อความเสื่อมทรุดของสังคม ตรงกันข้ามก็คือ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านจิตใจ เชื่อว่าความถูกต้องชอบธรรมเท่านั้นที่จะอยู่ยั่งยืนตลอดไป |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||