พิมพ์หน้านี้
|
ข่าวร้ายสำหรับผู้ที่พกบัตรเอทีเอ็ม โดยเฉพาะธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ได้ขึ้นค่าธรรมเนียมรายปีบัตรกรุงศรีเอทีเอ็ม ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคมนี้เป็นต้นไป จากเดิมคิดค่าทำบัตรแรกเข้า 50 บาท เพิ่มเป็น 100 บาท เช่นเดียวกับการออกบัตรใหม่ รวมทั้งปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมรายปี จาก 100 บาท เป็น 150 บาท ซึ่งจะทำให้ค่าธรรมเนียมทำบัตรเอทีเอ็มแรกเข้า รวมทั้งค่าธรรมเนียมในการออกบัตรใหม่ เท่ากับบัตรเดบิต กรุงศรีวีซ่าอิเล็กตรอน ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพ ได้ปรับค่าธรรมเนียมการทำบัตรบัวหลวงเอทีเอ็ม จากเดิมคิดค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่แรกเข้า 50 บาท เป็น 100 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมรายปี จาก 100 บาท เป็น 200 บาท ซึ่งจะทำให้ค่าธรรมเนียมแรกเข้าของบัตรบัวหลวงเอทีเอ็ม ขยับขึ้นมาเท่ากับบัตรเดบิตบีเฟิสท์ (Be1St) ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ทำบัตรบัวหลวงเอทีเอ็มหลังวันที่ 1 ธันวาคมปีที่แล้ว หากทำบัตรหายหรือชำรุด ผู้ที่ขอทำบัตรใหม่ในสาขาอื่น นอกจากสาขาที่เปิดบัญชี จะเสียค่าธรรมเนียมแพงขึ้นเป็น 130 บาท จากปกติ 100 บาท ที่คิดเฉพาะสาขาที่เปิดบัญชีธนาคาร ส่วนทางด้านของ ธนาคารกรุงไทย ได้มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า บัตรเคทีบีวีซ่าเดบิต ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา จากเดิม 50 บาทเป็น 100 บาท และค่าธรรมเนียมรายปีจากเดิม 100 บาท เป็น 150 บาท ส่วนบัตรเอทีเอ็มยังคงราคาเดิม คือคิดค่าธรรมเนียมแรกเข้า 50 บาท และค่าธรรมเนียมรายปี 100 บาท เช่นเดียวกับธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารธนชาติ ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ได้มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มมาแล้ว เฉกเช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ขึ้นค่าธรรมเนียมเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 ที่ผ่านมา ปัจจุบันคิดค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มแรกเข้า 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท ซึ่งเท่ากับบัตรเดบิต เอสซีบี อีซี่การ์ด (มาสเตอร์การ์ดอิเล็กทรอนิกส์) สำหรับ ธนาคารกสิกรไทย ได้ขึ้นค่าธรรมเนียมเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2550 โดยคิดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและทำบัตรทดแทน 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท เท่ากับบัตรเดบิตกสิกรไทย สำหรับลูกค้าที่สมัครบัตรเอทีเอ็มก่อนวันที่ขึ้นค่าธรรมเนียม ธนาคารยังคงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปี 100 บาทตามปกติ จนกว่าจะสิ้นอายุบัตร ว่ากันว่า บรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มักจะแนะนำให้ลูกค้าที่เปิดบัญชีธนาคารทำ "บัตรเดบิต" มากกว่า "บัตรเอทีเอ็ม" ซึ่งการปรับค่าธรรมเนียมรายปีของบัตรเอทีเอ็ม จะทำให้ลูกค้าหันมาสมัครบัตรเดบิตเพิ่มขึ้น บางธนาคารถึงกับ "ยกเลิก" ผลิตภัณฑ์บัตรเอทีเอ็ม โดยหันมาออก "บัตรเดบิต" ให้ลูกค้าแทนก็มี มีรายงานที่สอดคล้องกันโดย "ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" ได้ศึกษาพฤติกรรมการใช้บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิต ผลสำรวจพบว่า การใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตยังคงไม่เป็นที่แพร่หลาย ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ต้องการเปลี่ยนจาก "บัตรเอทีเอ็ม" มาเป็น "บัตรเดบิต" และไม่นิยมใช้ "บัตรเดบิต" เพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการ โดยผลสำรวจได้ลงลึกถึงการรับรู้ถึงคุณสมบัติของบัตร แม้จะพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 86.3 เห็นว่าบัตรเดบิตสามารถใช้ "ชำระค่าสินค้าและบริการ" ได้ แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.7 "ไม่เคยใช้บัตรเดบิต" ชำระสินค้าหรือบริการเลย โดยมีเพียงร้อยละ 38.3 ของผู้ที่ถือบัตรเดบิตได้ "ใช้บัตรชำระ" สินค้าหรือบริการ อุปสรรคที่สำคัญของการใช้บัตร ตามรายงานพบว่าประสบปัญหา "ร้านค้ารับบัตรเดบิต" มีน้อย มีถึงร้อยละ 48.7 ส่วนร้านค้าแนะนำให้ "ใช้เงินสดชำระ" แทนบัตรเดบิต เช่น ที่ร้านมีการ "กำหนดยอด" การใช้บัตรขั้นต่ำ หรือ ที่ร้านเลือกที่จะ "รับเงินสดมากกว่าใช้บัตร" คิดเป็นร้อยละ 32.9 ส่วน "เครื่องรูดบัตร" ที่ร้านมีปัญหา มีถึงร้อยละ 18.4 ของกลุ่มตัวอย่าง ทัศนคติของลูกค้า ที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของบัตรเดบิตก็คือ กลุ่มลูกค้าที่มีบัตรเครดิต ส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้ "บัตรเครดิตชำระ" ค่าสินค้าและบริการ เพราะได้รับ "สิทธิพิเศษ" มากกว่า และเมื่อบัตรเดบิตจะถูกตัดเงินออกจากบัญชีทันทีเมื่อมีการทำธุรกรรม เกิดปัญหาความกังวลด้าน "สภาพคล่อง" ความกังวลถึง "ข้อผิดพลาด" และ "ความปลอดภัย" ในกรณีที่บัตร "ถูกขโมย" และนำไปซื้อสินค้า รวมทั้งเรื่องของ "ค่าธรรมเนียม" ที่สูงกว่าบัตรเอทีเอ็มธรรมดา ซึ่งผู้เขียนมองว่า ลูกค้าที่เปิดบัญชีสนใจที่จะทำบัตรธนาคาร เพื่อใช้ในการ "ถอนเงินสด" จากเครื่องเอทีเอ็มมากกว่า และมองว่าไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเดบิตรูดเพื่อซื้อสินค้า เพราะสามารถ "ใช้เงินสดชำระ" ได้ตามปกติ ลูกค้าจึงไม่ให้ความสนใจที่จะทำบัตร จนกระทั่งธนาคารต้องหาทางออกด้วยการ "ขึ้นค่าธรรมเนียม" บัตรเอทีเอ็มให้สูงขึ้น เทียบเท่าหรือใกล้เคียงบัตรเดบิต โดยปกติ ธนาคารพาณิชย์มักจะคิด "ค่าธรรมเนียม" บัตรเดบิต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบัตร "วีซ่าเดบิต" "วีซ่าอิเล็กตรอน" และ "มาสเตอร์การ์ดอิเล็กทรอนิกส์" แรกเข้าหรือทำบัตรใหม่ในกรณีชำรุดหรือสูญหายอยู่ที่ 100 บาท และค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท เว้นแต่เฉพาะ "ธนาคารกรุงไทย" ที่คิดค่าธรรมเนียมรายปีเพียง 150 บาท เพราะกลุ่มลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการครูและส่วนราชการ ธนาคารพาณิชย์จึงควรเร่งพัฒนาและปรับปรุงคุณสมบัติของบัตรเดบิตให้ดีขึ้น อาทิ สร้างระบบความปลอดภัย เมื่อใช้บัตรเดบิตในการชำระค่าสินค้าหรือบริการตามร้านค้า ปรับปรุงระบบการตรวจสอบแก้ไขเมื่อเกิดข้อผิดพลาดจากการทำธุรกรรมให้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งการปรับลดค่าธรรมเนียมของบัตรเดบิตลง จากคำบอกเล่าของผู้จัดการร้านค้าที่รับบัตรท่านหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว พบว่าร้านค้าต่างๆ มีต้นทุนในการติดต่อขออนุมัติการใช้วงเงินของลูกค้าแต่ละครั้งผ่าน "เครื่องรูดบัตรอัตโนมัติ" หรือเครื่อง EDC (อ่านประกอบล้อมกรอบ) ซึ่งต่อคู่สายไปยังธนาคารต่างๆ ผ่านสายโทรศัพท์ ต้นทุนในการใช้ ตั้งแต่ "ค่าบำรุงรักษาคู่สาย" 100 บาทต่อเดือน และเสีย "ค่าโทรศัพท์" ในการต่อคู่สายเพื่อขอ "สัญญาณอนุมัติบัตร" ครั้งละ 3 บาท ในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดคิดตามอัตรา "ค่าโทรทางไกล" ซึ่งเกณฑ์มูลค่า "ขั้นต่ำ" ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาทต่อเดือน จึงจะสามารถ "อนุมัติ" ติดตั้งเครื่อง EDC ได้ ในปัจจุบันเครื่องรูดบัตรอัตโนมัติดังกล่าวอยู่ที่ราคา 20,000 บาท และในท้องตลาดมี "เครื่องรูดบัตรไร้สาย" (Mobile EDC / Wireless EDC) โดยใช้ระบบ Wireless หรือ GPRS เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือหรือโน้ตบุ้ค ซึ่งมีต้นทุนในการใช้งาน "ถูกกว่า" การใช้สายโทรศัพท์โดยตรง พบเห็นโดยมากในการออกบูธแสดงสินค้าต่างๆ อีกทั้งยังมีโครงการ EDC Pool โดยความร่วมมือของ ทีโอที และอินเตอร์เน็ตประเทศไทย (INET) ซึ่งลดเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำต่อเดือน และคิดค่าบริการในการต่อคู่สายเพื่ออนุมัติบัตรครั้งละ 1 บาทในกรุงเทพฯ และ 1.50 บาทต่อครั้งในต่างจังหวัด ซึ่งเชื่อว่าจะมีร้านค้าติดตั้งเครื่องเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ผู้เขียนเคยใช้ "บัตรเดบิต" ชำระค่าสินค้าและบริการอยู่บ้าง ในช่วงที่ "ทำงานกินเงินเดือน" ซึ่งแม้จะให้ความสะดวกในการชำระเงินบ้าง แต่เพราะปัจจัยตามรายงานข้างต้น อย่างเช่น การคิดยอดการใช้บัตร "ขั้นต่ำ" ซึ่งบางร้านมีตั้งแต่ 100 บาท จนกระทั่งมากถึง 300 บาทเลยทีเดียว ซึ่งหากต้องการซื้อของเพียง "เล็กน้อย" ไม่ถึง 100 บาท อย่างแชมพูขวดละ 80-90 บาท ในบางแห่งไม่สามารถใช้บัตรชำระแทนเงินสดได้ การส่งเสริมให้การใช้จ่ายผ่านบัตรแทนเงินสด จึงมิใช่แค่เพียงการสร้าง "ฐานร้านค้าที่รับบัตร" เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการจูงใจด้วย "ของสมนาคุณ" แก่ลูกค้าที่สมัครบัตร การ "บีบบังคับ" ทำบัตรเดบิตของพนักงานธนาคาร หรือ "ปรับค่าธรรมเนียม" บัตรเอทีเอ็มธรรมดาในอัตรที่แพงขึ้น ซึ่งถือเป็นการ "ผลักภาระ" แก่ลูกค้าที่เปิดบัญชีธนาคาร และใช้บัตรเอทีเอ็มเพียงเพื่อถอนเงินสดเท่านั้น ใครจะรู้ว่าในวันนี้ คู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง "บัตรเงินสด" กำลังสร้างอิทธิพลใน "ร้านสะดวกซื้อ" ต่างๆ รวมทั้งเริ่มขยายไปยัง "ร้านค้า" และ "ศูนย์การค้า" ต่างๆ ไม่นับรวมนวัตกรรมชำระเงินผ่าน "โทรศัพท์มือถือ" ที่สามารถส่งคำสั่งเพื่อซื้อสินค้าได้ แม้ในวันนี้อาจจะยังไม่เป็นที่นิยม แต่ในอนาคตอาจจะแซงหน้าก็เป็นได้ ธนาคารต้องรับรู้ถึง "ทัศนคติ" ของลูกค้าเกี่ยวกับบัตรเดบิต รวมทั้งการ "พัฒนาผลิตภัณฑ์" ที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน ในแง่ของ "ประโยชน์" ในการใช้งานให้มีความหลากหลาย รวมทั้ง "ความปลอดภัย" ที่มากกว่า แต่เมื่อดูการที่ธนาคารมุ่ง "แสวงหาผลกำไร" จากบัตรเดบิต ก็คงเป็นเรื่องยากที่ธนาคารจะพัฒนาโดยเล็งเห็นถึง "ประโยชน์ของลูกค้า" อย่างแท้จริง
|
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||