• kittinunn
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kittinunn@serithai.net
  • วันที่สร้าง : 2006-12-29
  • จำนวนเรื่อง : 743
  • จำนวนผู้ชม : 299319
  • จำนวนผู้โหวต : 729
  • ส่ง msg :
bloggerKittinunn
เกาะติด-วิจารณ์ จับตาเหตุบ้านการเมือง สังคม สภาวะแวดล้อม และมุมมองที่แตกต่าง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kittinunn
วันอาทิตย์ ที่ 13 มกราคม 2551
ธนาคารเมินเฉย บัตรเอทีเอ็ม กับอุปสรรคของ บัตรเดบิต
Posted by kittinunn , ผู้อ่าน : 883 , 01:26:13 น.   | หมวดหมู่ : ชีวิตบริโภค  
พิมพ์หน้านี้


ข่าวร้ายสำหรับผู้ที่พกบัตรเอทีเอ็ม โดยเฉพาะธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่ได้ขึ้นค่าธรรมเนียมรายปีบัตรกรุงศรีเอทีเอ็ม ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคมนี้เป็นต้นไป

จากเดิมคิดค่าทำบัตรแรกเข้า 50 บาท เพิ่มเป็น 100 บาท เช่นเดียวกับการออกบัตรใหม่ รวมทั้งปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมรายปี จาก 100 บาท เป็น 150 บาท ซึ่งจะทำให้ค่าธรรมเนียมทำบัตรเอทีเอ็มแรกเข้า รวมทั้งค่าธรรมเนียมในการออกบัตรใหม่ เท่ากับบัตรเดบิต กรุงศรีวีซ่าอิเล็กตรอน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพ ได้ปรับค่าธรรมเนียมการทำบัตรบัวหลวงเอทีเอ็ม จากเดิมคิดค่าธรรมเนียมออกบัตรใหม่แรกเข้า 50 บาท เป็น 100 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมรายปี จาก 100 บาท เป็น 200 บาท

ซึ่งจะทำให้ค่าธรรมเนียมแรกเข้าของบัตรบัวหลวงเอทีเอ็ม ขยับขึ้นมาเท่ากับบัตรเดบิตบีเฟิสท์ (Be1St)

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ทำบัตรบัวหลวงเอทีเอ็มหลังวันที่ 1 ธันวาคมปีที่แล้ว หากทำบัตรหายหรือชำรุด ผู้ที่ขอทำบัตรใหม่ในสาขาอื่น นอกจากสาขาที่เปิดบัญชี จะเสียค่าธรรมเนียมแพงขึ้นเป็น 130 บาท จากปกติ 100 บาท ที่คิดเฉพาะสาขาที่เปิดบัญชีธนาคาร

ส่วนทางด้านของ ธนาคารกรุงไทย ได้มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า บัตรเคทีบีวีซ่าเดบิต ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 ที่ผ่านมา จากเดิม 50 บาทเป็น 100 บาท และค่าธรรมเนียมรายปีจากเดิม 100 บาท เป็น 150 บาท ส่วนบัตรเอทีเอ็มยังคงราคาเดิม คือคิดค่าธรรมเนียมแรกเข้า 50 บาท และค่าธรรมเนียมรายปี 100 บาท เช่นเดียวกับธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารธนชาติ

ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ได้มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มมาแล้ว เฉกเช่น ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ขึ้นค่าธรรมเนียมเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 ที่ผ่านมา ปัจจุบันคิดค่าธรรมเนียมบัตรเอทีเอ็มแรกเข้า 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท ซึ่งเท่ากับบัตรเดบิต เอสซีบี อีซี่การ์ด (มาสเตอร์การ์ดอิเล็กทรอนิกส์)

สำหรับ ธนาคารกสิกรไทย ได้ขึ้นค่าธรรมเนียมเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2550 โดยคิดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและทำบัตรทดแทน 100 บาท ค่าธรรมเนียมรายปี  200 บาท เท่ากับบัตรเดบิตกสิกรไทย สำหรับลูกค้าที่สมัครบัตรเอทีเอ็มก่อนวันที่ขึ้นค่าธรรมเนียม ธนาคารยังคงเรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปี 100 บาทตามปกติ จนกว่าจะสิ้นอายุบัตร

ว่ากันว่า บรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มักจะแนะนำให้ลูกค้าที่เปิดบัญชีธนาคารทำ "บัตรเดบิต" มากกว่า "บัตรเอทีเอ็ม" ซึ่งการปรับค่าธรรมเนียมรายปีของบัตรเอทีเอ็ม จะทำให้ลูกค้าหันมาสมัครบัตรเดบิตเพิ่มขึ้น บางธนาคารถึงกับ "ยกเลิก" ผลิตภัณฑ์บัตรเอทีเอ็ม โดยหันมาออก "บัตรเดบิต" ให้ลูกค้าแทนก็มี

มีรายงานที่สอดคล้องกันโดย "ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" ได้ศึกษาพฤติกรรมการใช้บัตรเอทีเอ็ม และบัตรเดบิต ผลสำรวจพบว่า การใช้จ่ายผ่านบัตรเดบิตยังคงไม่เป็นที่แพร่หลาย ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ต้องการเปลี่ยนจาก "บัตรเอทีเอ็ม" มาเป็น "บัตรเดบิต" และไม่นิยมใช้ "บัตรเดบิต" เพื่อชำระค่าสินค้าหรือบริการ

โดยผลสำรวจได้ลงลึกถึงการรับรู้ถึงคุณสมบัติของบัตร แม้จะพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 86.3 เห็นว่าบัตรเดบิตสามารถใช้ "ชำระค่าสินค้าและบริการ" ได้ แต่ส่วนใหญ่ร้อยละ 61.7 "ไม่เคยใช้บัตรเดบิต" ชำระสินค้าหรือบริการเลย โดยมีเพียงร้อยละ 38.3 ของผู้ที่ถือบัตรเดบิตได้ "ใช้บัตรชำระ" สินค้าหรือบริการ

อุปสรรคที่สำคัญของการใช้บัตร ตามรายงานพบว่าประสบปัญหา "ร้านค้ารับบัตรเดบิต" มีน้อย มีถึงร้อยละ 48.7 ส่วนร้านค้าแนะนำให้ "ใช้เงินสดชำระ" แทนบัตรเดบิต เช่น ที่ร้านมีการ "กำหนดยอด" การใช้บัตรขั้นต่ำ หรือ ที่ร้านเลือกที่จะ "รับเงินสดมากกว่าใช้บัตร" คิดเป็นร้อยละ 32.9 ส่วน "เครื่องรูดบัตร" ที่ร้านมีปัญหา มีถึงร้อยละ 18.4 ของกลุ่มตัวอย่าง

ทัศนคติของลูกค้า ที่เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของบัตรเดบิตก็คือ กลุ่มลูกค้าที่มีบัตรเครดิต ส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้ "บัตรเครดิตชำระ" ค่าสินค้าและบริการ เพราะได้รับ "สิทธิพิเศษ" มากกว่า และเมื่อบัตรเดบิตจะถูกตัดเงินออกจากบัญชีทันทีเมื่อมีการทำธุรกรรม เกิดปัญหาความกังวลด้าน "สภาพคล่อง" ความกังวลถึง "ข้อผิดพลาด" และ "ความปลอดภัย" ในกรณีที่บัตร "ถูกขโมย" และนำไปซื้อสินค้า

รวมทั้งเรื่องของ "ค่าธรรมเนียม" ที่สูงกว่าบัตรเอทีเอ็มธรรมดา ซึ่งผู้เขียนมองว่า ลูกค้าที่เปิดบัญชีสนใจที่จะทำบัตรธนาคาร เพื่อใช้ในการ "ถอนเงินสด" จากเครื่องเอทีเอ็มมากกว่า และมองว่าไม่จำเป็นต้องใช้บัตรเดบิตรูดเพื่อซื้อสินค้า เพราะสามารถ "ใช้เงินสดชำระ" ได้ตามปกติ ลูกค้าจึงไม่ให้ความสนใจที่จะทำบัตร จนกระทั่งธนาคารต้องหาทางออกด้วยการ "ขึ้นค่าธรรมเนียม" บัตรเอทีเอ็มให้สูงขึ้น เทียบเท่าหรือใกล้เคียงบัตรเดบิต

โดยปกติ ธนาคารพาณิชย์มักจะคิด "ค่าธรรมเนียม" บัตรเดบิต ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบัตร "วีซ่าเดบิต" "วีซ่าอิเล็กตรอน" และ "มาสเตอร์การ์ดอิเล็กทรอนิกส์" แรกเข้าหรือทำบัตรใหม่ในกรณีชำรุดหรือสูญหายอยู่ที่ 100 บาท และค่าธรรมเนียมรายปี 200 บาท เว้นแต่เฉพาะ "ธนาคารกรุงไทย" ที่คิดค่าธรรมเนียมรายปีเพียง 150 บาท เพราะกลุ่มลูกค้าที่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ โดยเฉพาะข้าราชการครูและส่วนราชการ 

ธนาคารพาณิชย์จึงควรเร่งพัฒนาและปรับปรุงคุณสมบัติของบัตรเดบิตให้ดีขึ้น อาทิ สร้างระบบความปลอดภัย เมื่อใช้บัตรเดบิตในการชำระค่าสินค้าหรือบริการตามร้านค้า ปรับปรุงระบบการตรวจสอบแก้ไขเมื่อเกิดข้อผิดพลาดจากการทำธุรกรรมให้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งการปรับลดค่าธรรมเนียมของบัตรเดบิตลง

จากคำบอกเล่าของผู้จัดการร้านค้าที่รับบัตรท่านหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว พบว่าร้านค้าต่างๆ มีต้นทุนในการติดต่อขออนุมัติการใช้วงเงินของลูกค้าแต่ละครั้งผ่าน "เครื่องรูดบัตรอัตโนมัติ" หรือเครื่อง EDC (อ่านประกอบล้อมกรอบ) ซึ่งต่อคู่สายไปยังธนาคารต่างๆ ผ่านสายโทรศัพท์

ต้นทุนในการใช้ ตั้งแต่ "ค่าบำรุงรักษาคู่สาย" 100 บาทต่อเดือน และเสีย "ค่าโทรศัพท์" ในการต่อคู่สายเพื่อขอ "สัญญาณอนุมัติบัตร" ครั้งละ 3 บาท ในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัดคิดตามอัตรา "ค่าโทรทางไกล" ซึ่งเกณฑ์มูลค่า "ขั้นต่ำ" ต่อเดือนอยู่ที่ประมาณ 200,000 บาทต่อเดือน จึงจะสามารถ "อนุมัติ" ติดตั้งเครื่อง EDC ได้

ในปัจจุบันเครื่องรูดบัตรอัตโนมัติดังกล่าวอยู่ที่ราคา 20,000 บาท และในท้องตลาดมี "เครื่องรูดบัตรไร้สาย" (Mobile EDC / Wireless EDC) โดยใช้ระบบ Wireless หรือ GPRS เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือหรือโน้ตบุ้ค ซึ่งมีต้นทุนในการใช้งาน "ถูกกว่า" การใช้สายโทรศัพท์โดยตรง พบเห็นโดยมากในการออกบูธแสดงสินค้าต่างๆ

อีกทั้งยังมีโครงการ EDC Pool โดยความร่วมมือของ ทีโอที และอินเตอร์เน็ตประเทศไทย (INET) ซึ่งลดเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำต่อเดือน และคิดค่าบริการในการต่อคู่สายเพื่ออนุมัติบัตรครั้งละ 1 บาทในกรุงเทพฯ และ 1.50 บาทต่อครั้งในต่างจังหวัด ซึ่งเชื่อว่าจะมีร้านค้าติดตั้งเครื่องเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

ผู้เขียนเคยใช้ "บัตรเดบิต" ชำระค่าสินค้าและบริการอยู่บ้าง ในช่วงที่ "ทำงานกินเงินเดือน" ซึ่งแม้จะให้ความสะดวกในการชำระเงินบ้าง แต่เพราะปัจจัยตามรายงานข้างต้น อย่างเช่น การคิดยอดการใช้บัตร "ขั้นต่ำ" ซึ่งบางร้านมีตั้งแต่ 100 บาท จนกระทั่งมากถึง 300 บาทเลยทีเดียว ซึ่งหากต้องการซื้อของเพียง "เล็กน้อย" ไม่ถึง 100 บาท อย่างแชมพูขวดละ 80-90 บาท ในบางแห่งไม่สามารถใช้บัตรชำระแทนเงินสดได้

การส่งเสริมให้การใช้จ่ายผ่านบัตรแทนเงินสด จึงมิใช่แค่เพียงการสร้าง "ฐานร้านค้าที่รับบัตร" เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการจูงใจด้วย "ของสมนาคุณ" แก่ลูกค้าที่สมัครบัตร การ "บีบบังคับ" ทำบัตรเดบิตของพนักงานธนาคาร หรือ "ปรับค่าธรรมเนียม" บัตรเอทีเอ็มธรรมดาในอัตรที่แพงขึ้น ซึ่งถือเป็นการ "ผลักภาระ" แก่ลูกค้าที่เปิดบัญชีธนาคาร และใช้บัตรเอทีเอ็มเพียงเพื่อถอนเงินสดเท่านั้น

ใครจะรู้ว่าในวันนี้ คู่แข่งที่น่ากลัวอย่าง "บัตรเงินสด" กำลังสร้างอิทธิพลใน "ร้านสะดวกซื้อ" ต่างๆ รวมทั้งเริ่มขยายไปยัง "ร้านค้า" และ "ศูนย์การค้า" ต่างๆ ไม่นับรวมนวัตกรรมชำระเงินผ่าน "โทรศัพท์มือถือ" ที่สามารถส่งคำสั่งเพื่อซื้อสินค้าได้ แม้ในวันนี้อาจจะยังไม่เป็นที่นิยม แต่ในอนาคตอาจจะแซงหน้าก็เป็นได้

ธนาคารต้องรับรู้ถึง "ทัศนคติ" ของลูกค้าเกี่ยวกับบัตรเดบิต รวมทั้งการ "พัฒนาผลิตภัณฑ์" ที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน ในแง่ของ "ประโยชน์" ในการใช้งานให้มีความหลากหลาย รวมทั้ง "ความปลอดภัย" ที่มากกว่า

แต่เมื่อดูการที่ธนาคารมุ่ง "แสวงหาผลกำไร" จากบัตรเดบิต ก็คงเป็นเรื่องยากที่ธนาคารจะพัฒนาโดยเล็งเห็นถึง "ประโยชน์ของลูกค้า" อย่างแท้จริง


อ่านประกอบ : เครื่องรูดบัตร EDC

บริการรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิตผ่านระบบออนไลน์ (Electronic Data Capture - EDC) ที่เชื่อมตรงถึงระบบของธนาคารที่ทำการตรวจสอบและอนุมัติการทำรายการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรเครดิตโดยอัตโนมัติ

การชำระเงินผ่านเครื่อง EDC  เป็นการชำระเงินโดยมีโปรแกรมเชื่อมการติดต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับเครื่อง EDC (เครื่องรูดบัตรเครดิตที่ใช้กันตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป)

การทำงานโดยสังเขป เครื่อง EDC จะส่งข้อมูลที่ได้จากการอ่านบัตรเครดิตไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ ที่ร้านค้าออนไลน์อยู่กับธนาคารเจ้าของบัตรเครดิต เพื่อตรวจสอบวงเงินเครดิต

ถ้าธนาคารอนุมัติก็จะส่งผลตอบรับกลับมายังเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ และจะส่งข้อมูลผ่านไปยังเครื่อง EDC เพื่อแจ้งให้ผู้ถือบัตรทราบว่าบัตรได้รับการอนุมัติหรือไม่ ว่าไม่ผ่านการอนุมัติก็จะบอกว่าบัตรมีปัญหา

ข้อดีของวิธีนี้คือ ธนาคารเจ้าของบัตรไม่ต้องปรับแต่งระบบเกี่ยวกับการชำระเงินเลย เนื่องจากระบบเดิมก็ทำกันอย่างนี้อยู่แล้ว

(ที่มา : (1) คำอธิบายศัพท์ : ธนาคารกรุงเทพ (2) รอบรู้เรื่องการชำระเงิน - การชำระเงินด้วยบัตรเครดิตแบบออนไลน์ : ธนาคารแห่งประเทศไทย)


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 16
น้ำใส วันที่ : 14/01/2008 เวลา : 08.41 น.
http://www.oknation.net/blog/chayada

เท่าที่เจอมาดูเค้ามัดมือชกเรานะคะ ให้ทำบัตรเดบิต
ความคิดเห็นที่ 15
ปอจู วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 21.30 น.

รู้สึกเหมือน ถูกตีหัวเข้าบ้านอีกแล้ว !!!
ทุก ๆ คนผลักภาระมาให้กับเราหมดเลย
ประกันสังคมเก็บเราไปเดือนละ 700 บาท
วันดีคืนดี โรงพยาบาลเอกชนที่เรารักษาบอกเลิกแล้ว
ให้เราย้ายไป รพ.ที่คนทุก ๆ คนในฝั่งธน ต่างก็เรียก รพ. นี้ว่า "โรงฆ่าสัตว์" ฉงฉานตัวเองจังเลย !!!
ความคิดเห็นที่ 14
วัชรากร วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 19.45 น.
http://www.oknation.net/blog/watcharakorn

อันที่จริงหากเรารู้จักใช้ ใช้ให้เป็นเราแทบไม่ต้องเสียอะไรเลย
บัตรเครดิต ตอนนี้แข่งขันกันสูง ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าธรรมเนียมรายปี ปีแรก ไม่เก็บ
ส่วนปีต่อไปโทรไปขอยกเว้นได้หรือบางแห่งฟรีตลอดชีพ
ถ้าใช้ให้เป็นก็ไม่ต้องใช้ ATM เบิกเงินติดตัวให้พอใช้จ่ายๆเล็กๆน้อยประจำวัน
ส่วนจะซื้อของที่ราคาแพงหน่อยก็ใชบัตรเครดิตเอา
ได้แต้มสะสมรางวัลได้อีกต่างหาก ชำระให้ตรงตามเวลาก็ไม่เสียดอกเบี้ย
หากฉลาดใช้คุณจะได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้มากมาย

อ้อ ส่วนบัตรเงินสด(ไม่ค่อยมีความรู้เพราะยังไม่เคยใช้เพราะยังไม่เห็นประโยชน์ของมัน)
ความคิดเห็นที่ 13
ผักบุ้งไฟแดง วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 18.37 น.
http://www.oknation.net/blog/nong9396
อยากให้ทุกวันเป็นวันที่ดี  และโลกนี้สวยงาม


เลิกใช้..ถ้าไม่จำเป็น
เพราะธนาคารต้องแสวงหากำไรอยู่แล้ว
(อดีตพนักงาน)
ความคิดเห็นที่ 12
kasemsakk วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 18.32 น.
http://www.oknation.net/blog/kasemsakk
อนาคตชาติจะเป็นอย่างไร  ถ้าวัยรุ่นไทยยังมัวแต่ "แอ๊บแบ๊ว"???

เท่าที่อ่านๆ ผมขอแย้งนิดนึงนะครับ

เพราะว่าผมว่า การใช้บัตรเดบิตนี่ มันสามารถคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าเงินสดนะครับ (บางคนเป็นประเภท มีเงินเท่าไหร่ กูใช้หมด)

อีกอย่างคือ การใช้บัตรเดบิตทำให้ประหยัดมากกว่านะครับ เช่น

เวลาเราจะซื้อของ 150 บาท ถ้าเป็น ATM เราก็ต้องกดเงินออกมา 200 บาท (ถ้าไม่มีเงินติดกระเป๋า) แต่ถ้าใช้บัตรเดบิต ก็หักออกไปได้เลย 150 บาท
ความคิดเห็นที่ 11
Jui วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 18.16 น.
http://www.oknation.net/blog/jui880

ตั้งแต่เจอต้มยำกุ้ง
ไม่เคยใช้บัตรเครดิตเลย
ยิ่งบัตรเดบิตก้ไม่เอา
เงินสดดีกว่า
โบราณแต่คุมได้
ความคิดเห็นที่ 10
djnam วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 18.00 น.
http://www.oknation.net/blog/sarunnaput
** คนขี้เหงา **

แวะมาทักทายครับ
ความคิดเห็นที่ 9
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 12.31 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ธนาคารก็เหมือนคนใจดี..
ให้ร่มเราตอนอากาศดี แล้วขอร่มคืนตอนฝนตก ...
ความคิดเห็นที่ 8
nrad6949 วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 11.41 น.
http://www.oknation.net/blog/nrad6949

สำหรับผม กรณีนี้ผมมีความเห็นต่างออกไปเล็กน้อยในฐานะคนเมืองที่ต้องวนเวียนอยู่กับเจ้า EDC และยังเป็นนักศึกษาที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย

แน่นอนว่าบัตรเดบิตนั้นมีข้อดีประการหนึ่งคือการหักเงินโดยอัตโนมัติ ซึ่งนี่คือข้อดีสำหรับบรรดานักศึกษาหรือคนที่ต้องการควบคุมเงินสดให้อยู่ในวงเงินที่สามารถบริหารจัดการได้ เพราะจะแสดงตัวเลขทันทีโดยไม่ต้องไปเสียเวลาหักลบตอนสิ้นเดือน (แล้วก็ต้องวิ่งไปชำระ) อีกอย่างคือมันไม่เพิ่มหนี้ให้คุณเอง มีเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

แต่แน่นอนการขึ้นราคาบัตรเอทีเอ็มเท่าเดบิตนั้น ออกจะไม่ยุติธรรมสำหรับผู้บริโภคเลย เพราะยังมีกลุ่มตลาดบางส่วนในต่างจังหวัดหรือคนที่นิยมการถือ 'เงินสด' มากกว่า 'บัตร' เพราะเมื่อเห็นเงินอย่างน้อยก็จะสามารถฉุกคิดได้ก่อนหยิบ...

ส่วนตัวแนะนำว่าใครที่ใช้บัตรเดบิตควรจะเปิดเป็นปัญชีแยกต่างหากสำหรับบัตรเดบิต และบริหารเงินให้เพียงพอสำหรับบัญชีนั้น และบัญชีเก็บออกก็ควรจะเป็นอีกบัญชี แม้ว่าอาจจะสร้างความยุ่งยากทางด้านการจัดการบัญชีเพราะอาจจะมีหลายเล่ม แต่อย่างน้อยก็เป็นการดีที่จะเรื่องของค่าใช้จ่ายกับการออมออกจากกันอย่างชัดเจนครับ
ความคิดเห็นที่ 7
Hydrojen วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 10.45 น.
http://www.oknation.net/blog/Hydrojen

อย่าบอกนะว่าขึ้นตามราคาน้ำมันอ่า
ความคิดเห็นที่ 6
Supawan วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 07.12 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

ไม่ใช้ค้ะ ...
ความคิดเห็นที่ 5
Dogstar วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 06.58 น.
http://www.oknation.net/blog/dogstar

เงินพวกนนี้ธนาคารได้ไปเปล่าๆเป้นกําไรล้วนๆ
เลย งกจริงๆ
ความคิดเห็นที่ 4
kasemsakk วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 05.45 น.
http://www.oknation.net/blog/kasemsakk
อนาคตชาติจะเป็นอย่างไร  ถ้าวัยรุ่นไทยยังมัวแต่ "แอ๊บแบ๊ว"???

ถือเป็นการไล่ถีบลูกค้าให้ไปใช้บัตรเดบิตแทนเลยนะครับเนี่ย

ส่วนผม มี 2 ใบ (ง่ะ) ของกรุงศรี กับบัตรนักศึกษารามฯ ครับ (ของทหารไทย)

ปล.พี่ครับ วีซ่าเดบิต กับวีซ่าอิเล็กตรอนต่างกันยังไงครับ...
ความคิดเห็นที่ 3
กิต วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 01.40 น.
http://www.oknation.net/blog/kit2550
สิ่งที่ยังไม่รู้........ยังมีอีกเยอะขอบคุณทุกท่าน....ที่นำเรื่องที่ยังไม่รู้...แบ่งปันกันรู้

อืม

เอาเข้าไป

ย้ายสำมะโนครัว


เข้าไปอยู่ในถ้ำ


ซะรู้แล้วรู้แร่ด


5555+


สวัสดีครับ


ความคิดเห็นที่ 2
คุณนายจำเป็น.. วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 01.31 น.
http://www.oknation.net/blog/ClubOffit

ธนาคารได้เยอะมาก คูณจำนวน คนที่ถือบัตร
ความคิดเห็นที่ 1
คุณนายจำเป็น.. วันที่ : 13/01/2008 เวลา : 01.30 น.
http://www.oknation.net/blog/ClubOffit

ขึ้นหมดทุกอย่าง
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



ทางออกของ "สมัคร สุนทรเวช" ต่อวิกฤตการเมือง
ยุบสภา
2 คน
ลาออก
12 คน
ดื้อแพ่ง ใช้ความรุนแรง
10 คน

  โหวต 24 คน