พิมพ์หน้านี้
|
(ขอยืมรูปจากคุณ Staou จากเว็บไซต์ flickr ประกอบหน่อยครับ) วานนี้เกิดนึกเซ็งๆ เพราะสายโทรศัพท์ยังซ่อมไม่เสร็จ จะอัพเดทเรื่องราวในบล็อกก็ทำไม่ได้ แถมเรื่องการเมืองก็ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากตัวเหี้ยเสพเมถุนในหนองน้ำ (ขออภัยที่อาจจะมองว่าไม่สุภาพ สัตว์แบบนี้เรียกว่าเหี้ยจริงๆ) เช้าวันนี้เลยตัดสินใจ ตุหรัดตุเหร่ ออกเดินทางไปอย่างไร้จุดหมาย เหมือนกับเพลงแกรมมี่เก่าๆ ที่ร้องว่า เดินเรื่อยเปื่อย...ไม่มีจุดหมาย...ไม่มีใคร...เข้ามาข้องเกี่ยว... ทีแรกโทรหาพี่ที่รู้จักกัน ทำงานอยู่ทรูวิชั่นส์ กะว่าจะลองสัมผัสบรรยากาศ แต่พี่ท่าน ไปไหว้เจ้า ที่บ้านเกิดตลอดสัปดาห์ จะแวะเยี่ยมพี่ชาลีที่เนชั่น คุณพี่ท่านก็ ติดธุระ อีก ไม่สะดวกพบเจอ เลยต้องพับแผนลง เอาอย่างนี้ละกัน... เอาแบบง่ายๆ... ตัดสินใจนั่งรถต่อไปยังหัวลำโพง นั่งรถไฟชั้นสามอีกสักรอบจะเป็นอะไรไป คราวที่แล้วเป็นครั้งแรกในชีวิต ที่ได้นั่ง รถไฟชั้นสาม ด้วยตัวเองไปลพบุรี เที่ยววัดพระบาทน้ำพุ เยี่ยมผู้ป่วยเอชไอวีในวัด คราวที่แล้วเรานั่งกันที่สถานีดอนเมือง เพราะคิดว่านั่งรถไปทอดหนึ่งเพื่อฆ่าเวลา คราวนี้รถประจำทาง ปอ.สาย 7 จอดที่หัวลำโพง ในเวลา เส้นยาแดงผ่าแปด ... เพราะรถไฟธรรมดา ขบวนที่ 201 กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ออกจากชานชาลา 09.25 น. ขณะที่ลงจากรถ นาฬิกาบอกเวลา 09.19 น. เรารีบกดเงินเพื่อเป็นค่าเดินทาง และหาซื้อของจิปาถะ แล้วเข้าไปที่ช่องขายตั๋ว รถจอดที่ชานชาลาที่ 8 ค่าโดยสารชั้น 3 ไปสถานี บ้านตาคลี ในราคาที่เหลือเชื่อเพียง 39 บาท เท่านั้น เมื่อเทียบกับรถทัวร์จากหมอชิต 2 ไปตาคลี อำเภอหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ ค่าโดยสารประมาณ 164 บาท แม้เราจะรีบร้อนตั้งแต่วิ่งหน้าตั้งกดตังค์จากตู้เอทีเอ็ม วิ่งหน้าตั้งซื้อตั๋วรถไฟ วิ่งหน้าตั้งเดินเข้าชานชาลา แต่สมญานามรถไฟไทยที่ว่า หวานเย็น ยังไม่มีเปลี่ยน เพราะต้องรอคอยให้รถที่จะเทียบชานชาลา อันได้แก่รถเที่ยว ลพบุรี-กรุงเทพฯ ซึ่งหลังเทียบชานชาลาแล้วไล่ผู้โดยสาร เอ๊ย!!! เรียกผู้โดยสารลงจากขบวนรถ พนักงานทำความสะอาดกุลีกุจอเช็ดถูโบกี้ พร้อมเปลี่ยนป้ายข้างขบวนรถเป็น กรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา วันนั้นทำเอารถขบวนธรรมดา กรุงเทพ-หัวหิน ซึ่งจากเดิมต้องออกเวลา 09.10 น. ต้องล่าช้าออกไป ส่วนขบวนที่ 201 ซึ่งปกติออกจากชานชาลา 09.25 น. ปรากฎว่านั่งรอไปเถอะ ถือว่า เสียค่าโง่ เพราะเห็นคนอื่นยังลอยชายไปมา มีแต่เราที่นั่งเหนื่อยแฮ่กๆ ลิ้นแทบห้อย จนกว่าจะมีเสียง สัญญาณประกาศ จากทางสถานี วันนั้นรถขบวนที่ 201 ออกจากชานชาลาที่ 8 เวลา 09.50 น. ที่เป็นเช่นนี้เพราะรถไฟแต่ละขบวน ต้องรอ ต่อคิว เข้าเทียบชานชาลาในสถานีกรุงเทพ เพราะหลังจากสถานียมราชไปแล้ว ทางรถไฟจะแคบลง และต้องลอดใต้สะพานแถวๆ แยกสำราญราษฎร์ (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ซึ่งต้อง สลับราง กันเดินรถ ตอนที่นั่งมองหน้าต่าง มีรถไฟเที่ยว กรุงเทพ-แก่งคอย รอคอยที่จะเทียบเข้าชานชาลาที่หัวลำโพง เริ่มต้นที่สองข้างทางกันก่อน บรรยากาศที่แออัดเสมือนสลัมของชาวบ้าน กับวิถีชีวิตที่พวกเขาต้องทำงานรับจ้าง แต่น่าแปลกที่ชุมชนยมราชวันนี้มี จานทรูวิชั่นส์ สีแดงติดตระหง่านอยู่ 5-6 ดวง คาดว่าคงเป็นผลจาก ของแถม ที่มาจากค่ายมือถือชื่อดัง ขณะเดียวกันเมื่อรถไฟแล่นไปเรื่อยๆ บังเอิญว่าพบวัยรุ่น 4-5 คน จับกลุ่มบริเวณริมทางรถไฟ ซึ่งมีป่ากระถินบังอยู่ เสพกัญชา ซึ่งพบว่าหนึ่งในนั้นกำลังถือ บ้องข้าวหลาม สีดำขนาดเรียวเล็กคล้ายขลุ่ย คาดว่าคงผ่านการเผามาแล้วนับไม่ถ้วน ว่ากันด้วยผู้โดยสารในโบกี้นี้ วันนั้ผู้โดยสารมีทั้งชาวบ้าน นักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะไปลงอยุธยา ซึ่งผู้โดยสารจะเริ่มคึกคักตั้งแต่ สถานีชุมทางบางซื่อ เป็นต้นไป ที่นั่นจะหยุดรถนานพอสมควร เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระบบคมนาคมขนส่ง ใกล้กันเป็นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ห่างไปอีกหน่อยจะเป็นสถานีขนส่งหมอชิต 2 ซึ่งอยู่ย่านพหลโยธิน ของขายในเบื้องต้น มักจะมีคนขายน้ำ จำพวกน้ำดื่ม กาแฟเย็น น้ำอัดลมกระป๋อง เบียร์ทั้งแบบกระป๋องและแบบขวด โดยจะคอยถือตลอดทาง เมื่อมาถึงย่านบางซื่อ ก็จะพบกับข้าวกล่อง เจ้าแรกซีนไว้สวยเรียกไม่ทัน เจ้าที่สองด้วยอาการหิวจึงเรียกมาซื้อ สนนราคากล่องละ 10 บาท มีให้เลือกสองอย่างคือ ข้าวผัดกะเพราหมูไข่ดาว และ ข้าวผัดไข่เจียว พอดีเลือกกินอย่างหลัง ซึ่งเป็นที่น่าซึ้งใจมาก ... ข้าวผัดที่เต็มไปด้วย วิญญาณข้าว ล้วนๆ คลุกเคล้ากับซีอิ้วดำ ไม่มีร่างไร้วิญญาณของเนื้อสัตว์ใดๆ ปะปน มีแตงกวาหั่นอยู่หนึ่งชิ้น โปะหน้าด้วยไข่เจียวชิ้นๆ ซึ่งมี เส้นผม เป็นของแถมด้วย ยังนึกในใจหวั่งว่าคนทำคง อาบน้ำสระผม ก่อนลงมือทำอาหารนะ ไม่งั้นได้ท้องไส้ปั่นป่วนแน่ เมื่อนั่งมาจนถึงรังสิต มีพ่อค้าขาย ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ตัดสินใจซื้อสักชุดหนึ่ง สนนราคาหมูปิ้งชุดละ 10 บาท ส่วนข้าวเหนียวห่อไม่ใหญ่ ห่อละ 5 บาท พ่อค้าพยายามอ้อนวอนให้ซื้อ 2 ถุง แต่เสียใจด้วย ขอแค่ถุงเดียวพอแล้ว นั่งรถมาเรื่อยๆ จากรังสิตขึ้นไปยังอยุธยา สองข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาเขียวขจี แต่สิ่งที่ทำลายบรรยากาศก็คือ ขยะลึกลับ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของ โรงงานอุตสาหกรรม ที่ลักลอบเทถุงดำตามคันนา ซึ่งเมื่อถงแตกจะพบสารพัดขยะที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม จริงๆ มีให้เห็นเรื่อยๆ ตลอดเส้นทาง โดยเฉพาะช่วงบางปะอินถึงอยุธยา สถานีอยุธยา เป็นสถานีที่ถือว่าใหญ่ เพราะเป็นทางผ่านสำหรับสายเหนือและสายอีสาน ซึ่งจะต้องแยกจากกันที่ สถานีชุมทางบ้านภาชี ผู้โดยสารที่ลงจากขบวนรถเป็นจำนวนมาก มีทั้งคนที่เข้า-ออกอยุธยา ชาวอยุธยาโดยตรง รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่อยากจะเที่ยวชมโบราณสถานในเขตกรุงเก่า ต่างก็มาลงรถที่สถานีนี้ ส่วนผู้โดยสารที่ขึ้นไปยังขบวนรถ บ่ายวันนี้ส่วนมากจะเป็นเด็กอาชีวะศึกษา หรือบริหารธุรกิจ ที่จะต้องไปลงสถานีซึ่งไกลปืนเที่ยงจากตัวเมือง ระหว่างสถานีอยุธยา ถึงสถานีบ้านภาชีจะมีสถานีในท้องถิ่นอีก 2-3 สถานี ซึ่งจำชื่อไม่ได้ ระหว่างที่ขบวนรถแล่นต่อไป ยังมีพ่อค้าขาย ข้าวเกรียบฟักทอง ซึ่งในซองผลิตจากสุพรรณบุรี สลับกับบรรดาหาบเร่ขายเครื่องดื่ม ขายข้าวกล่อง ที่เรียกได้ว่ามาขบวนนี้ไม่อดตาย เพราะหากินได้ตลอดทาง มาถึงสถานี ชุมทางบ้านภาชี ที่นั่นจะมีแม่ค้าหาบเร่ขาย ไอศกรีมกะทิ ซึ่งมีลักษณะแปลกไปจากไอศกรีมที่ขายตามหาบเร่ก็คือ ถ้วยจะเล็กคล้ายถ้วยน้จิ้ม และที่สำคัญยังมี หลอดกาแฟ หั่นสั้นๆ ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของบ้านภาชีเลยทีเดียว สนนราคาเพียงถ้วยละ 5 บาท เวลานั้นขบวนรถเที่ยวกลับ ขบวนที่ 202 พิษณุโลก-กรุงเทพ สวนทางกันพอดี แม่ค้าต้องรีบหาบไอศกรีมกะทิไปยังชานชาลาตรงข้าม มีเรื่องน่าช็อกเกี่ยวกับอาหารการกิน ปรากฎว่ามีอาหารเมนูพิเศษอย่าง บะหมี่แห้งหมูแดง ที่ใส่ในกระทงราวกับห่อหมก สีสันน่ารับประทานมาก เพราะมีหมูปะหน้าหลายชิ้น ราคาไม่แพงเพียงแค่ 10 บาท เสียดายที่ดันกินข้าวผัดตั้งแต่ที่บางซื่อไปแล้ว นึกอยากจะตีอกชกหัวตัวเอง เพราะดันไปเจอแบบว่า พบไม้งามเมื่อยามขวานบิ่น อ้อ สำหรับบะหมี่หมูแดงใส่ใบตองเจ้านี้ สำหรับขบวน 201 จะหาบเร่ตั้งแต่สถานีบ้านภาชีเป็นต้นไป เวลาประมาณเที่ยงครึ่ง รถมาถึง สถานีลพบุรี ด้านที่เรานั่งริมหน้าต่างจะเป็น ศาลพระกาฬ ส่วนอีกด้านหนึ่งจะเป็น พระปรางค์สามยอด (ถ้าจำไม่ผิดนะ เพราะไม่คุ้นชินกับที่นั่น) เมื่อเลยไปอีกหน่อยเราจะพบกับบรรยากาศท้องนาเขียวขจี ไกลสุดลูกหูลูกตา เส้นทางช่วงนั้นรางจะลดลงมาเหลือแค่รางเดี่ยว เรียกง่ายๆ ว่าต้อง ผลัดกันวิ่ง โดยจำกัดความเร็วเอาไว้ที่ 100-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีอยู่ช่วงหนึ่งเข้าใจว่าน่าจะใกล้ๆ กับบ้านหมี่นี่แหละ รถไฟจะหยุดลงเพื่อให้ รถด่วนสปรินเตอร์ ขบวนที่ 3 กรุงเทพ-สวรรคโลก แซงหน้าไปก่อน ซึ่งการแซงจะไปทางชานชาลาอีกด้านหนึ่ง เสียงรถไฟที่แซงดัง ฟู้ววววว... น่าตกใจอย่างยิ่ง อันที่จริงเจ้ารถสปรินเตอร์มีอยู่ขบวนหนึ่ง เข้าใจว่าน่าจะเป็นสายที่มาจากทางอีสาน แซงหน้าตั้งแต่ช่วงสถานีเชียงรากมาก่อนแล้ว เราได้มาถึง สถานีบ้านตาคลี เมื่อเวลา 14.10 น. คาดเคลื่อนจากเวลาในตารางไป 7 นาที คิดว่าเจ้าขบวนที่ 201 น่าจะไปถึงพิษณุโลกในเวลาหกโมงเย็นเศษๆ ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง ใช้เวลาในการเดินทาง 4 ชั่วโมงกับอีก 20 นาที ไม่แตกต่างจากขับรถไปเอง (ด้วยความเร็ว 60-80 กม./ชม.) ตาคลี อำเภอหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ เคยได้ชื่อว่ามีความเจริญมากมาย เป็นผลมาจากในช่วงสงครามเวียดนาม (ถ้าจำไม่ผิด... อีกล่ะนะ) ทหารสหรัฐอเมริกามักจะประจำการกันที่ กองบิน 4 กองทัพอากาศ ซึ่งอยู่ในย่านนั้น ที่นั่นถือได้ว่าเจริญไม่แพ้พัทยาในยุคก่อนหน้าโน้น สังเกตจากตึกรามบ้านช่องที่มีอยู่มากมาย และที่นั่นได้เป็นสถานที่พบรักระหว่าง ทหารฝรั่ง กับ สาวไทย หลายคู่ใช้ชีวิตในช่วงสงคราม ปัจจุบันความเจริญที่นั่นเปลี่ยนไปมาก กลายเป็นเมืองที่เงียบสงบ เต็มไปด้วยความซบเซา ร่องรอยของอาคารพาณิชย์ที่บ่งบอกถึงอดีตที่รุ่งเรื่องเมื่อวันวานที่ผ่านมา ยังคงเห็นอยู่ในความเงียบ ถูกปิดตายมานักต่อนัก ถนนพหลโยธินในวันนี้ก็สงบเช่นกัน เพราะความคึกคักตกไปอยู่กับถนนสายเอเชีย เส้นเลือดใหญ่สู่ภาคเหนือของไทย แต่ถึงกระนั้นวันที่เราได้ไปสัมผัส ยังเห็นชาวต่างชาติอาวุโสท่านหนึ่ง ยืนกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม และบังเอิญว่าในกระเป๋าสตางค์ เห็นผู้หญิงที่คาดว่าน่าจะเป็น ภรรยา ของเขาเป็นรูปคู่ในชุดแต่งงาน เดาได้ว่าฝรั่งคนนี้อาจจะมา เกษียณตัวเอง ในบั้นปลายชีวิตที่เมืองไทยก็เป็นได้ เดินไปเดินมาในตลาดตาคลี หน้า บขส.มีร้านขายจานดาวเทียม ซึ่มีอยู่หลายยี่ห้อ มีแผ่นกระดาษโฆษณาชิ้นหนึ่งติดอยู่ เข้าใจว่าเจ้าของร้านคงพิมพ์เอง เขียนออกมาว่า หัวสนธิ ดูบอลฟรี ทำเอาเห็นแล้วมึนไปตามๆ กัน ไม่รู้คำว่า หัว ที่ว่านี้มันคืออะไร จะว่าเป็นคำด่าประชดเสียดสีก็ไม่น่าใช่ เพราะเป็นไปในลักษณะขายของมากกว่า แต่เห็นแล้วทำเอาหัวร่อไปตามๆ กัน นี่ถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของตาคลี ถิ่นของ บรรยิน ตั้งภากรณ์ ลูกหม้อของเสี่ยเรียงหินแห่งนี้ จะขายอะไรประหลาดขนาดนั้น แม้กระทั่ง หัว ของสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ยังมีประกาศขายเลย มีใครตอบได้ไหมครับว่า หัวสนธิ ในร้านขายจานดาวเทียมมันคืออะไรกันหนอ ... ? |
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |