• kittinunn
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : kittinunn@serithai.net
  • วันที่สร้าง : 2006-12-29
  • จำนวนเรื่อง : 771
  • จำนวนผู้ชม : 331142
  • จำนวนผู้โหวต : 773
  • ส่ง msg :
more
bloggerKittinunn
เกาะติด-วิจารณ์ จับตาเหตุบ้านการเมือง สังคม สภาวะแวดล้อม และมุมมองที่แตกต่าง
Permalink : http://www.oknation.net/blog/kittinunn
วันจันทร์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551
การเมืองเรื่องยูคาลิปตัส "คาราวานคนจน" คัมแบ็ค?
Posted by kittinunn , ผู้อ่าน : 247 , 00:00:26 น.  
พิมพ์หน้านี้


(ภาพประกอบจากผู้จัดการออนไลน์)

สองข้างทางถนนในแถบภาคตะวันออก ตั้งแต่ จ.ฉะเชิงเทรา จ.ปราจีนบุรี จนถึง จ.สระแก้ว ท่ามกลางสภาพพื้นที่อันแห้งแล้ง เราได้พบกับต้นไม้ประเภทหนึ่ง ที่ลำต้นเล็กเรียว ปลูกกันเป็นแถบๆ ในขณะเดียวกันย่านชุมชนต่างๆ มีป้ายโฆษณาของบริษัทผลิตกระดาษแห่งหนึ่งประชาสัมพันธ์ “จำหน่ายต้นกระดาษ” พร้อมชื่อร้านค้าและเบอร์โทรศัพท์ นัยว่าส่งเสริมเกษตรกรให้ได้ปลูกกันในพื้นที่

ท่ามกลางความสงสัยว่า ทำไมพื้นที่แถบนี้ถึงได้ส่งเสริมการปลูกเจ้าต้นกระดาษอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ขณะเดียวกันเพราะต้นกระดาษมันก็คือ "ต้นยูคาลิปตัส" ที่มีความเชื่อตั้งแต่เมื่อก่อน ถึงความร้ายแรงในการปลูกพืชชนิดนี้ว่า พื้นแผ่นดินในบริเวณนั้นจะแห้งผาก แม้แต่หญ้าคายังแห้งตาย แต่ก็เข้าใจว่าพื้นที่ภาคตะวันออกจนถึงชายแดนเขมร เป็นพื้นที่แห้งแล้ง ระบบชลประทานเข้าไปไม่ทั่วถึง พืชส่วนใหญ่จึงมีอ้อยและยูคาลิปตัสเป็นหลัก

Forward Mail ฉบับหนึ่งได้ส่งต่อกันไปยังใครหลายคน ระบุว่าจาก "โฆษณาโทรทัศน์" ของบริษัทผู้ผลิตกระดาษแห่งหนึ่ง เชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกต้นกระดาษ อ้างว่าปลูกแล้วจะรวยขึ้นทันตาเห็น ซึ่งต้นไม้ชนิดนี้ก็คือ "ต้นยูคาลิปตัส" ที่ได้ทำการดัดแปลงพันธุกรรมแล้วนั่นเอง

เพราะต้นยูคาลิปตัสเป็นพืชต่างถิ่นนั่นเอง ส่งผลให้พื้นแผ่นดินในบริเวณนั้นแห้งผาก เนื่องจากลำต้นจะดูดซึมน้ำอย่างรวดเร็วและต้องการน้ำมาก ทำให้รากของต้นๆ หนึ่งอาจยาวได้ถึง 20 เมตรเลยทีเดียว เมื่อดินบริเวณนั้นถูกดูดน้ำจนหมด ในฟอร์เวิร์ดเมล์เปรียบเทียบให้เห็นว่า ผืนดินก็จะกลายเป็นทะเลทรายในที่สุด

มาคราวนี้ รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช กำลังส่งเสริมให้ประชาชนหันมาปลูกต้นยูคาลิปตัส โดยล่าสุดรายการ "สนทนาประสาสมัคร" ออกมาอ้างถึงกรณีที่ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี "วุฒิพงศ์ ฉายแสง" กล่าวว่าจะส่งเสริมการปลูก "ต้นยูคาลิปตัส" บนคันนาเป็นนัยว่าช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ จนมีเสียงคัดค้าน ขาดการไตร่ตรองงานวิจัยให้ชัดเจนก่อนว่า ยูคาลิปตัสกินดินดูดดิน ทำให้ดินเสียหาย แต่ทั้งนี้นายสมัครอ้างว่ามีการเปลี่ยนแปลงพันธุ์ใหม่ ที่ไม่ใช่เมื่อ 20 ปีก่อน

น่าตลกยิ่งกว่านั้นก็คือ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา มีชาวบ้านที่อ้างตัวว่า "เกษตรกรผู้ปลูกยูคาลิปตัส 19 จังหวัดภาคอีสาน" บุกกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้กำลังใจ "วุฒิพงศ์" โดยอ้างว่าปลูกยูคาไม่มีผลเสีย ระบุ "กระถิน" สู้ "ยูคา" ไม่ได้

แต่หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าให้กำลังใจมีชื่อ “สอิง ไถวสินธุ์” แกนนำ "คาราวานคนจน" ล้อมตึกเนชั่นชาวร้อยเอ็ด ที่ได้ตบรางวัล "อีซุซุดีแม็กซ์" ก่อนหน้านี้ เธออ้างว่าจะเพิ่มพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัสจาก 26 ไร่เป็น 37 ไร่ภายในปีนี้ จนเข้าใจว่าเธออาจจะเริ่มเลิกทำนา หันมาสนองนโยบาย "รัฐบาลนอมินี"

นอกจากนี้ยังเล่นการเมือง ด้วยการออกมาท้า "คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" ครม.เงาจากพรรคคู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์ ที่ออกมาค้านให้ลงพื้นที่พิสูจน์ด้วยตาก่อนค้าน แถมจะแห่กันให้กำลังใจ รมต.วุฒิพงศ์ "จังหวัดละ 2 คันรถ" ในเร็วๆ นี้

องครักษ์พิทักษ์ "รัฐบาลขี้เหร่" เพื่อทักษิณงานนี้ "ป้าอิ้ง" เตรียมจัดให้ ...

ก่อนหน้านี้ มีเสียงโจษจันจากหลายฝ่าย มองว่า "รมว.วุฒิพงศ์" ซึ่งเป็นญาติของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย มีกิจการปลูกต้นยูคาลิปตัสนับพันไร่ภายใต้ชื่อ "สวนกิตติ" ที่ อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา และในพื้นที่ดังกล่าวยังใกล้กับแหล่งผลิตกระดาษชื่อดังของกลุ่มเกษตรรุ่งเรือง

ไม่ว่าจะอ้างอย่างไรคงฟังขึ้นยาก เพราะระหว่าง "กิจการของครอบครัว " กับ "ทิศทางนโยบาย" ของกระทรวงที่ดูแลแยกกันไม่ออก

หยิบยกบทความของ “กรุงเทพธุรกิจรายวัน” เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาชื่อว่า “หน้าต่างความคิด” ของเกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว ที่จั่วหัวเอาไว้ว่า “ป่ายูคาจะฆ่าใคร?” เขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า ยูคาลิปตัสมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า “ต้นไม้ทุนนิยม” เนื่องจากไม้ยูคาลิปตัสมีความอดทนต่อสภาพแวดล้อม ต้นทุนในการดูแลรักษาต่ำ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง หน่วยงานที่ส่งเสริมการปลูกยูคาลิปตัสคาดหวังว่าจะเป็น "พระเอกขี่ม้าขาว"

แต่การปลูกป่ายูคาลิปตัสในเชิงอุตสาหกรรมโดยใช้พื้นที่จำนวนมากได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้กับพื้นที่อยู่เสมอ เฉกเช่นแถบตะวันตกเฉียงใต้ของยุโรป ประสบปัญหาแหล่งน้ำมีปริมาณลดลง ต้นไม้และพืชคลุมดินพื้นเมืองค่อยๆ ล้มหายตายจาก หน้าดินโดนลมฝนชะล้างไปอย่างรวดเร็ว ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกพืชอย่างอื่นผลผลิตลดลง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่

ข้อกล่าวอ้างที่ว่า จะปลูกเฉพาะในพื้นที่เสื่อมโทรมเท่านั้นก็ยัง "ไม่น่าไว้ใจ" เพราะผู้กำหนดพื้นที่คือคนของรัฐ หากนายทุนหยิบยื่นผลประโยชน์ให้เพียงพอและคนของรัฐเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว พื้นที่สีเขียวก็มีสิทธิถูกแปลงโฉมให้เป็นพื้นที่เสื่อมโทรมได้ ในวงการวิชาการก็ยังแบ่งเป็นสองฝ่าย บางคนก็ทำวิจัยออกมาแล้วบอกว่ายูคาลิปตัสเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม บางคนกลับไม่พบความสัมพันธ์ที่ชัดเจนระหว่างการปลูกยูคาลิปตัสกับการเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม

คงต้องดูกันต่อไปว่า "ข้อพิสูจน์ที่มองไม่เห็น" เกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมปลูกต้นยูคาลิปตัส ของรัฐบาลสมัครในเร็ววันนี้ จะเป็นนโยบายสร้างเศรษฐกิจแก่ชาวรากหญ้า หรือจะเกิดความวุ่นวายกับฝ่ายที่คัดค้าน ซึ่งกระแสเริ่มมีเข้ามา และการส่งเสริมให้ปลูกอย่างไร้ขอบเขต จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ สวนกระแสกับการรณรงค์ให้มีการลดภาวะโลกร้อนหรือไม่ ไม่นับรวมปัญหาการกดราคา ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตแต่ไม่มีใครมองเห็น

ความแรงของ "ต้นยูคาลิปตัส" นอกจากแผ่นดินจะแตกระแหงแล้ว บ้านเมืองยังร้อนเป็นไฟจากแรงการเมืองของแต่ละฝ่ายอีกต่างหาก

คอลัมน์ที่13 : ยูคาลิปตัส

ยูคาลิปตัสเป็นไม้ต่างประเทศมีมากกว่า 700 ชนิด มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปออสเตรเลีย

ประเทศไทยเริ่มนำยูคาลิปตัสชนิดต่างๆ มาทดลองปลูกเมื่อพ.ศ. 2493 แต่ที่มีการทดลองกันจริงๆ คือเมื่อพ.ศ. 2507 พบว่าไม้ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส (Eucalytus camaldulensis) สามารถเจริญเติบโตได้ในแทบทุกสภาพพื้นที่ และมีอัตราการเจริญเติบโตสูงจึงนิยมปลูกกันมากอย่างแพร่หลาย

ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส สามารถเจริญเติบโตได้ในดินทุกสภาพ ตั้งแต่ในที่ริมน้ำ ที่ราบน้ำท่วมบางระยะในรอบปี แม้แต่ดินที่เป็นทรายและมีความแห้งแล้งติดต่อกันเป็นเวลานาน พื้นที่ดินเลวที่มีปริมาณน้ำฝนน้อยกว่า 650 ม.ม.ต่อปี รวมทั้งพื้นที่ที่มีดินเค็ม ดินเปรี้ยว แต่จะไม่ทนทานต่อดินที่มีหินปูนสูง

ยูคาลิปตัส คามาลดูเลนซิส เป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มีความสูง 24-26 เมตร และอาจสูงถึง 50 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เมตร หรือมากกว่านี้ รูปทรงสูง ตรง มีกิ่งก้านน้อย

ล่าสุดนายวุฒิพงศ์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมาจุดประเด็นว่ามีนโยบายส่งเสริมให้มีการปลูกป่ายูคาลิปตัสเพื่อนำมาผลิตเป็นพลังงานทดแทน ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งจากฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน

ฝ่ายที่สนับสนุนการปลูกยูคาลิปตัส ระบุประโยชน์ว่า ยูคาลิป ตัสสามารถ

1. ทำไม้ใช้สอย เฟอร์นิเจอร์ เครื่องเรือน ทำรั้ว ทำคอกปศุสัตว์ ทำเสา ใช้ในการก่อสร้างต่างๆ

2. ทำฟืน เผาถ่าน เพราะติดไฟได้ดีและมีขี้เถ้าน้อย ไม้ฟืนยูคา ลิปตัสให้พลังงานความร้อน 4,800 แคลอรี่ต่อกรัม ส่วนถ่านไม้ยูคาลิปตัสให้พลังงานความร้อน 7,400 แคลอรี่ต่อกรัม ใกล้เคียงกับถ่านไม้โกงกางซึ่งเป็นถ่านไม้ชั้นดี

3. ทำชิ้นไม้สับ เพื่อนำไปผลิตแผ่นชิ้นไม้อัด แผ่นใยไม้อัด แผ่นปาร์ติเกิล และแผ่นไม้อัดซีเมนต์ หรือส่งไปจำหน่ายให้กับโรงงานเยื่อกระดาษทั้งในประเทศและต่างประเทศ

4. ทำเยื่อไม้ ซึ่งนำไปใช้ทำเส้นใยเรยอนและทำผ้าแทนเส้นใยฝ้าย และปุยนุ่นได้

5. ทำกระดาษ เยื่อไม้ยูคาลิปตัส 1 ตันผลิตเยื่อกระดาษได้ประมาณ 1 ตัน คุณสมบัติเด่นคือมีความฟูสูงและทึบแสง ไฟเบอร์มีความแข็งแรงเหมาะต่อการใช้ทำกระดาษพิมพ์เขียวประเภทต่างๆ ได้

และอ้างผลวิจัยของนายนิคม แหลมสัก ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ที่ระบุว่า การปลูกยูคาลิปตัสไม่มีผลทางลบต่อระบบนิเวศ หรือต่อดินและน้ำ

แต่ก็ยอมรับว่า ผลการศึกษานี้ไม่ได้รวมไปถึงการปลูกไม้ยูคาฯในลักษณะของแปลงขนาดใหญ่ ซึ่งยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย

ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการปลูกป่ายูคาลิปตัส อ้างผลการวิจัยทางวิชาการเช่นกันว่า การปลูกยูคาลิปตัสมีผลเสียดังต่อไปนี้

1. มีผลกระทบต่อระบบนิเวศสูงมาก โดยเฉพาะเรื่องดิน น้ำ และสัตว์ ทั้งสัตว์ขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก เช่น มดแดง หรือแมลงต่างๆ จะถูกทำลายและไม่มีที่อยู่อาศัย

2. ผลกระทบที่เกิดต่อโครงสร้างของดิน โดยเฉพาะดินในเขตภาคอีสาน ซึ่งเป็นดินปนทราย เมื่อผ่านการปลูกป่ายูคาลิปตัสไปประมาณ 4-5 ปี พบว่าดินมีสภาพแห้งแล้งมาก เนื่องจากในบริเวณป่ายูคาลิปตัสจะไม่มีพืชต่างๆ สามารถเกิดขึ้นแซมได้ ดังนั้น เมื่อฝนตกลงมาจึงเกิดการชะล้างหน้าดินสูง

3. ยูคาลิปตัสเป็นพืชโตเร็ว รากของมันจึงดูดซับปุ๋ยและธาตุอาหารต่างๆ ได้ดีมาก พืชชนิดอื่นไม่สามารถจะแย่งแร่ธาตุสู้ได้

ข่าวสดรายวัน หน้า 2
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 17 ฉบับที่ 6288


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9
เสรีชนคนธรรมดา วันที่ : 25/02/2008 เวลา : 16.57 น.
http://www.oknation.net/blog/wewon

ลูกไม้เดิมๆ
ความคิดเห็นที่ 8
ลี้น้อย วันที่ : 25/02/2008 เวลา : 12.08 น.
http://www.oknation.net/blog/lom
ลี้น้อย 

...น่าจะไม่ใช่เรื่องซับซ้อน เพราะกลุ่มทุนจากจีน ต้องการพื้นที่ปลูกยูคาลิปตัส เพื่อสร้างโรงงานผลิตเยื่อกระดาษ ถ้าจำได้ ในต้นปี 2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จัดคาราวานแก้จน ที่ อ.อาจสามารถ ก็มีหมายเสียบวันสุดท้ายที่อ.เกษตรวิสัย ที่มีโครงการปลูกยูคาลิปตัสในคันนา แต่..สุดท้ายไหวตัวทัน เพราะนักข่าวแห่ตามไป.
ความคิดเห็นที่ 7
ลี้น้อย วันที่ : 25/02/2008 เวลา : 12.05 น.
http://www.oknation.net/blog/lom
ลี้น้อย 

สมัครกำลังบอกว่า ถ้าปลูกตามคันนาในภาคอีสานแล้วผลผลิตไม่ได้ตามเป้าที่จ้อหน้าจอ นาข้าวเสียหาย ก็แก้ปัญหาโดยการสร้างทางรถไฟเข้าทุ่งกุลา ไว้ทิ้งขยะ ตามแนวคิดเดิม สมัยเป็นผู้ว่าฯกทม.....
ความคิดเห็นที่ 6
ขุมทรัพย์เพชร. วันที่ : 25/02/2008 เวลา : 01.59 น.
http://www.oknation.net/blog/wahiniawitt

สภาพดินแถวแปดริ้ว-ปราจีน-สระแก้วแล้งจริงๆครับ แต่ก็เห็นว่ามีการจัดระบบชลประทานที่ใช้ได้ทีเดยว
ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็มีความพยายามบุกรุกป่าสงวน-ป่าชุมชนบริเวณพนมสารคาม ท่าตะเกียบเรื่อยไปถึงอุทยานแห่งชาติเขาอ่างฤาไน
จะสังเกตได้ว่าก่อนหน้านี้ก็มีการร่วมมือกับรัฐบาลจีนในสมัยบิ๊กจิ๋วให้ปลูกต้นกระดาษนี้เพื่อความร่ำรวย แต่ต่อมาก็ถูกต่อต้านจนเหลือชาวบ้านที่ปลูกอยู่ไม่มาก
คนที่ปลูกส่วนใหญ่จะได้รับพันธุ์(จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ)จากบริษัทกระดาษแล้วก็ขายคืนในราคาที่ถูกกว่าราคารับซื้อทั่วไป
แต่ถ้าใครเพาะเองจะได้ต้นที่มีรากแก้ว เนื้อไม้แน่นและให้ผลผลิตช้า
ความคิดเห็นที่ 5
kittinunn วันที่ : 25/02/2008 เวลา : 01.05 น.
http://www.oknation.net/blog/kittinunn
Fight for what we believe in.

เรื่องสวนป่ากิตติ ที่ลุงแคนว่า เป็นข่าวดังเมื่อปี 2533
ตอนนั้นกองบรรณาธิการไทยรัฐได้รางวัลดีเด่นด้วย

แต่ทีนี้ สงสัยต้องไปค้นศูนย์ข้อมูลไทยรัฐแล้วล่ะลุง
ความคิดเห็นที่ 4
Canไทเมือง วันที่ : 25/02/2008 เวลา : 00.43 น.
http://www.oknation.net/blog/canthai

แนะนำให้สืบค้น "สวนป่ากิตติ" ที่เคยมีเรื่องฉาวโฉ่เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ก็บุกเช่าพื้นที่ป่าสงวนปลูกยูคานี่แหละ

ลองให้นักวิชาการไปศึกษาเปรียบเทียบได้เลย
ความคิดเห็นที่ 3
Canไทเมือง วันที่ : 25/02/2008 เวลา : 00.43 น.
http://www.oknation.net/blog/canthai

แนะนำให้สืบค้น "สวนป
ความคิดเห็นที่ 2
kittinunn วันที่ : 25/02/2008 เวลา : 00.43 น.
http://www.oknation.net/blog/kittinunn
Fight for what we believe in.

สอิ้ง ไถวสินธุ์ ก็เหมือนหญิงสาวชนบททั้งหลาย ความรู้ในระบบไม่จำเป็นสำหรับคนที่อยู่ในวิถีทำไร่ ไถนา และหากแต่งงานไป ความรู้ในห้องเรียนก็ปิดฉากลง

จากหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาๆ บ้านป่าดงแม่เผด อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด ความจำเป็นในการต่อสู้เพื่อที่ทำกิน เพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอด อันเป็นปรากฎการณ์ร่วมของคนอีสานทั่วไป ผลักดันให้เธอก้าวกระโดดสู่เวทีการเป็นผู้นำเกินกว่าความรู้ชั้นประถม 4 หลายก้าวนัก

บทบาทการเคลื่อนไหวเรียกร้องที่ทำกินในปี 2522 หลังจากกรมป่าไม้มีนโยบายปลูกต้นยูคาลิปตัส ทำให้ชื่อและภาพของหญิงวัยกลางคน ผมแซมสีดอกเลา ใส่ผ้าถุง เสื้อหม้อนิลเก่าคร่ำ ผ้าขาวม้าพาดบ่า สวมรองเท้าฟองน้ำ เป็นที่คุ้นเคยของกลุ่มคนรากหญ้าที่โหยหาผู้นำในการต่อสู้บนแผ่นดินแล้งเข็ญ การได้รับการยอมรับอย่างสูง ทำให้สอิ้ง ไถวสินธุ์ สลัดกลิ่นโคลนสาบควาย กลายเป็นตัวแทนผู้หญิงไทยในเวทีระดับสากล จนกระทั่งปี 2540 โล่รางวัลผู้หญิงดีเด่น สาขาสิ่งแวดล้อม จากองค์การสหประชาชาติ ที่เธอได้รับคือ หลักประกันความเป็นผู้นำเกษตรกรหญิงที่เอาจริงเอาจัง และเมื่อถือธงนำ ผู้คนก็พร้อมจะเดินตาม

(จักรกฤษ เพิ่มพูล "อาเพศกำสรวล" เนชั่นสุดสัปดาห์)
ความคิดเห็นที่ 1
kittinunn วันที่ : 25/02/2008 เวลา : 00.40 น.
http://www.oknation.net/blog/kittinunn
Fight for what we believe in.

อ่านเพิ่มเติม
สำหรับแกนนำคาราวานคนจน "สะอิ้ง ไถวสินธุ์"

สะอิ้ง ไถวสินธุ์ กับจุดเปลี่ยน "คาราวานคนจน"
http://www.oknation.net/blog/kittinunn/2007/02/22/entry-1
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29  



ทางออกของ "สมัคร สุนทรเวช" ต่อวิกฤตการเมือง
ยุบสภา
3 คน
ลาออก
28 คน
ดื้อแพ่ง ใช้ความรุนแรง
13 คน

  โหวต 44 คน