พิมพ์หน้านี้
|
(ภาพประกอบจาก 2bangkok.com) ผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร ออกมาอย่างไม่เป็นทางการแล้ว แทบจะไม่ต้องลุ้นกันยาวนานก็ทราบผลว่าใครได้รับเลือกให้เป็น ส.ว.กทม. เป็นไปตามคาดที่หญิงเหล็กอย่าง รสนา โตสิตระกูล ได้รับเลือกตั้งอย่างท่วมท้นด้วยคะแนน 758,403 คะแนน มากกว่าที่เคยได้รับเมื่อการเลือกตั้ง ส.ว.ปี 2549 ที่ได้รับเลือกเป็น ส.ว.อันดับ 4 จากจำนวนที่นั่ง ส.ว.ทั้งหมด 18 คน ด้วยคะแนน 118,332 คะแนน หลายคนวิเคราะห์กันอย่างไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ว่า เสียงของ ชนชั้นกลาง ยังอยู่ดีวันดีคืน แม้จะมีผู้มาใช้สิทธิ์น้อยกว่าการเลือกตั้ง ส.ว.เมื่อปี 2549 หากย้อนดูผลคะแนนเสียงจากการเลือกตั้ง ส.ว.เมื่อปี 2549 ท่ามกลางการชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พบว่าสัดส่วนของ ส.ว.จำนวน 18 ที่นั่ง มีผู้ที่ได้รับเลือกจากสาย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประมาณ 6 ที่นั่ง ซึ่งมีคะแนนเสียงรวมกันแล้ว ประมาณ 660,000 กว่าคะแนน บุคคลเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์, กล้านรงค์ จันฑิก, รสนา โตสิตระกูล, ขวัญสรวง อติโพธิ, บุญยอด สุขถิ่นไทย ฯลฯ ซึ่งเป็นผู้ที่เคยออกมาต่อต้านนายกฯ ทักษิณ หรือขึ้นเวทีในการชุมนุม จนคณะกรรมการการเลือกตั้งยุค พล.อ.วาสนา เพิ่มลาภ คาดโทษด้วยการไม่รับรอง ส.ว.ที่มาจากสายดังกล่าว ถึงกระนั้น ความแตกต่างในการเลือกตั้ง ส.ว.ระหว่างปี 2549 ที่มีผู้สมัครลงชิงชัยกว่า 260 คน เพื่อช่วงชิงเก้าอี้ ส.ว.กทม.ที่มีโควต้าถึง 18 ที่นั่ง กับการเลือกตั้งในครั้งนี้ เมื่อ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ว.จังหวัดละ 1 คน จึงทำให้มีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. เพียง 35 คน หนำซ้ำบุคคลที่มีชื่อเสียงมีเพียงน้อยรายเท่านั้น กลับมาที่การหาเสียงเลือกตั้ง ส.ว.กทม. ในครั้งนี้จะเห็นได้ว่า ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ นักบริหารและนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ที่ขึ้นป้ายคัดเอ้าท์ สร้างความสนใจตามท้องถนนเป็นคนแรก จนอาจจะเรียกได้ว่างานนี้ได้ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างชื่อให้กับตนเอง ขณะที่ รสนา เพิ่งจะรุกไล่ด้วยการหาเสียงเลือกตั้ง สื่อที่ผลิตและติดตั้งอย่างกระท่อนกระแท่นตามมีตามเกิด แหล่งข่าวจากสาย ผู้สนับสนุน รสนารายหนึ่งกล่าวกับเราว่า แรกเริ่มเดิมที รสนา มีเพียงเงินทุนสำหรับหาเสียงเลือกตั้งเพียง 40,000 บาทเท่านั้น แต่เพราะรสนามี เพื่อนพ้องน้องพี่ ทั้งในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) แวดวงคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย ทั้งการสมทบทุนผลิตสื่อโปสเตอร์ เอกสารแนะนำตัว เว็บไซต์และคลิปวีดีโอแนะนำตัวบนอินเตอร์เน็ต ไม่เว้นแม้แต่เยาวชน ซึ่งแทนที่ส่วนใหญ่จะเอนเอียงสนับสนุน พี่ดี้-นิติพงศ์ ห่อนาค นักแต่งเพลงที่น่าจะเข้ากับวัยรุ่น ก็มีหลายคนที่เป็น แฟนคลับ ของรสนา ออกมาช่วยกันตั้งเว็บไซต์ Rosana Fanclub แถมยังมีพิธีกรชื่อดังลูกหลานเดือนตุลาอย่าง วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นำศิลปินวัยรุ่นผลิตคลิปวีดีโอในชื่อ เบื่อการเมือง...แต่ บนเว็บไซต์ยูทิวบ์ พร้อมกับทำการ ฟอร์เวิร์ดเมล กันคนละไม้ละมืออย่างทั่วถึง เรียกได้ว่าการออกแรงช่วยครั้งนี้ วิเศษกว่าการติดโปสเตอร์แบบปูพรมเสียอีก
พร้อมกับความ หมั่นไส้ ในการเดินทางกลับเข้าประเทศของ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ชนชั้นกลางในกรุงเทพรับไม่ได้และมองว่าเป็นการจัดฉาก ซึ่งถือได้ว่าทฤษฎี สองนคราประชาธิปไตย ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่การเกิดม็อบพันธมิตร ล่วงเลยมาถึงการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ผ่านมา จวบจนกระทั่งในการเลือกตั้ง ส.ว.วันนี้ แม้จะมีการ ดิสเครดิต จากขั้วการเมืองฝั่งตรงข้าม ทั้งการนั้งเก้าอี้ในตำแหน่ง กรรมการบริหาร บมจ.อสมท. บทบาทสนับสนุนพันธมิตรฯ ปชต. ซึ่งเธอก็ได้ตอบคำถามว่าได้รับการทาบทามจริง แต่เพราะ อสมท.เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายผู้บริโภคเข้ามา โดยอยากให้เข้าไปดูว่า อสมท. จะแก้ไขให้ ถูกกฎหมาย ได้โดยไม่ต้อง ถอนการแปรรูป ได้อย่างไร ซึ่งจุดยืนของ รสนา ต่อต้านเฉพาะ กิจการที่ผูกขาด ไม่มีการแข่งขัน และเป็น สาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่กระทบชีวิตประชาชนในสังคม ซึ่งการทำหน้าที่ใน บมจ.อสมท.ได้รับเพียงค่าตอบแทนเบี้ยประชุมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้รับโบนัสเหมือนคณะกรรมการคนอื่นๆ แต่ทั้งนี้สังคมชนชั้นกลางไม่ได้ให้น้ำหนักตรงจุดนี้ เพราะถือว่าเป็นการ ดิสเครดิต จากขั้วอำนาจตรงข้ามเพื่อบั่นทอนความน่าเชื่อถือ ซึ่งข้อครหาหนีไม่พ้นมาจากฝ่ายสนับสนุน พรรคพลังประชาชน เมื่อเทียบคะแนนสูงสุด 3 อันดับแรก รสนาทิ้งห่าง อนุสรณ์ และ นิติพงศ์ แทบจะเกินครึ่ง โดยที่อันดับ 2 นิติพงศ์ได้คะแนน 222,634 คะแนน ตามมาด้วยอันดับ 3 ดร.อนุสรณ์ได้คะแนน 200,579 คะแนน ไม่นับรวมคะแนนอันดับ 4 อย่างอดีตตุลาการรัฐธรรมนูญมานิต วิทยาเต็ม ที่ได้คะแนนหลักหมื่น เพียง 76,670 คะแนน ซึ่งน้อยกว่าคะแนนในช่อง ไม่ประสงค์จะลงคะแนน ซึ่งมีสูงถึง 177,283 คะแนน ตัวแปรสำคัญก็คือ คะแนนของ รสนา ผู้สมัครหนึ่งเดียวของสายพันธมิตรฯ และเอ็นจีโอ กระจุกตัว อย่างหนาแน่นเนื่องจากมีผู้ท้าชิงเพียงคนเดียว ขณะที่ฝ่ายที่ท้าชิงจากสายของ พรรคพลังประชาชน กลับไม่เป็นที่เปิดเผย บ้างก็ว่าคนที่ไม่ประสงค์จะเลือกรสนา มีมากกว่าสองตัวเลือกที่ทำให้เกิดอาการ ตัดคะแนน กันเอง แม้กระทั่งผู้สมัครบางคนที่คาดหมายว่าจะมีคะแนนเสียงจากทางผู้สนับสนุนพรรคพลังประชาชน พอเอาเข้าจริงกลับไม่มีคะแนนแบบ บิ๊กล็อต ให้เห็นพอชื่นใจ เนื่องจากอยู่ในระหว่างเบนความสนใจกับการกลับมาของทักษิณ เพื่อต่อสู้คดีทุจริตเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามากกว่า นอกจากนี้ ความโดดเด่นทางการเมืองของผู้สมัครอันดับรองลงมาทั้ง นิติพงศ์ และ อนุสรณ์ เกิดมาจากผลงานทางการเมืองที่ไม่ปรากฎว่า มีจุดยืน เป็นอย่างไร แม้จะเป็นข้อดีที่จะบ่งบอกถึงความเป็นกลาง แต่ก็ทำให้สังคมต้องออกมาตั้งคำถาม โดยเฉพาะกับ อนุสรณ์ ที่ถูกมองถึง ข้างที่ยืนอยู่ อย่างน่าเคลือบแคลงสงสัย เมื่อเทียบกับจุดยืนของรสนา ที่ผ่านมา มีบทบาทสำคัญในการ เปิดโปงขบวนการทุจริต การจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ พ.ศ.2541 ล่าสุด เป็นแกนนำ ต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2548 จนได้รับชัยชนะในชั้นศาลปกครองสูงสุด จนได้รับเสียงชื่นชม และเมื่อมองถึงคุณสมบัติของผู้สมัครหน้าใหม่ นิติพงศ์ จากนักแต่งเพลง ขอชิมลางสู่สนามการเมือง แม้จะถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่มีความสนใจการเมือง แต่อย่าลืมว่าการเป็น ส.ว.ไม่ได้ง่ายเหมือนกับแต่งเพลง และในช่วงยามที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในช่วง หน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่ใช่เวลาที่จะมา ลองผิดลองถูก ท่ามกลางสถานการณ์ที่ต้องการ เรียกใช้ให้ถูกคน มากกว่าที่จะมาหัดเล่นการเมืองแบบเพิ่งท่อง ก.ไก่ และนั่นคือบทสรุปคร่าวๆ ที่อาจจะพอเป็นคำตอบได้ว่า ทำไม รสนา โตสิตระกูล ถึงได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งคงต้องดูกันต่อไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความเป็นห่วงถึงการแทรกแซงทางการเมือง ที่เป็นไปได้ว่าภายหลังอาจจะมีรายการ "ซื้อตำแหน่งอันทรงเกียรติ์" ในราคาถูกเพื่อรักษาเสถียรภาพของฝ่ายที่ควบคุมอำนาจก็เป็นได้ |