พิมพ์หน้านี้
|
ปัจจุบันนี้ ขบวนรถธรรมดาสายเหนือมุ่งสู่จังหวัดทางภาคเหนือ ไปได้ไกลสุดเพียงแค่พิษณุโลกเท่านั้น เข้าใจว่าการรถไฟแห่งประเทศไทยนำรถดีเซลรางอื่นมาวิ่งแทน ซึ่งมีทั้งรถเร็ว และรถด่วนสปรินเตอร์ หากใครที่นั่งชั้น 3 ด้วยขบวนรถเร็วดังกล่าว ก็จะต้องบวกค่าธรรมเนียมแต่ละประเภทรถแตกต่างกันไป ลองมานั่งรถไฟชั้น 3 ซึ่งเป็นรถธรรมดาเพียงสายเดียวที่ไปถึงภาคเหนือ นั่นก็คือ ขบวนที่ 201 กรุงเทพฯ-พิษณุโลก ด้วยค่าโดยสารถูกที่สุดเพียงแค่ 69 บาท แต่จะได้สัมผัสบรรยากาศแบบชาวบ้านๆ แม้บางช่วงอากาศภายในรถจะร้อนอบอ้าวก็ตาม แต่ก็ถือเป็นการหาประสบการณ์แบบครบเครื่อง เรียกได้ว่า โหด-มันส์-ฮา เลยทีเดียว
เป็นปกติสำหรับรถขบวน 201 เมื่อมาเยือนมักจะจอดอยู่ที่ชานชาลาที่ 8 ของสถานีรถไฟหัวลำโพง หลังจากที่ซื้อตั๋วเสร็จแล้ว วันนี้นับว่าโชคดีที่ขบวนรถออกตัวเร็ว แค่เก้าโมงครึ่งก็ออกตัวรถได้แล้ว เนื่องจากต้องรอรถไฟสายกรุงเทพฯ-หัวหิน ซึ่งออกใกล้เคียงกับเวลาตรงนำหน้าไปก่อน แม้จะอยู่คนละชานชาลา จากปกติต้องออกตัวรถตามคิวอยู่ลำดับถัดไป ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีกว่ารถจะออก ขบวนรถสายนี้จากหัวลำโพงออกมารถจะไม่ค่อยแน่น มีทั้งชาวบ้านที่ลงรถตามรายทาง นักท่องเที่ยวต่างชาติเลือกรถขบวนนี้ไปลงที่สถานีอยุธยา เพื่อเที่ยวชมโบราณสถานย่านกรุงเก่า เพราะไม่ต้องไปนั่งรถไกลถึงหมอชิต อีกทั้งได้บรรยากาศวิถีชีวิตแบบชาวบ้าน ในราคาประหยัด ผู้โดยสารจะเริ่มหนาแน่นตั้งแต่สถานีบางซื่อ ซึ่งจอดแช่เป็นเวลานานเพื่อขนส่งผู้โดยสาร ไปจนกระทั่งสถานีบางเขน หลักสี่ ซึ่งคนที่อาศัยย่านงามวงศ์วาน นนทบุรี แจ้งวัฒนะ ใครที่ไม่อยากนั่งรถย้อนไปหัวลำโพง ก็จะซื้อตั๋วและขึ้นรถตรงจุดนี้ บนโบกี้รถไฟคนจะอัดแน่นแทบจะเรียกได้ว่าไม่มีที่นั่งเลยทีเดียว รางรถไฟจากกรุงเทพฯ จะเริ่มต้นที่สองราง จนกระทั่งขยายเป็นสามรางตั้งแต่สถานีรังสิตเป็นต้นไป จากนั้นจะลดเหลือสองรางตั้งแต่สถานีชุมทางบ้านภาชี ซึ่งเป็นทางแยกของรถไฟไปยังสายเหนือ และสายอีสาน จากนั้นเมื่อเลยลพบุรีไปแล้วจะเหลือเพียงแค่รางเดียว บางครั้งอาจจะสับรางหยุดรถ ให้รถสปรินเตอร์แซงหน้า หรือสวนทาง เช่นเดียวกับโบกี้บรรทุกน้ำมันและปูนซีเมนต์ ท่ามกลางความจอแจของผู้โดยสาร และพ่อค้าแม่ขาย หากไม่นับความกลัวด้านความปลอดภัย เนื่องจากอาจจะมีเรื่องของมิจฉาชีพ ซึ่งไม่อาจทราบได้ โบกี้รถไฟสายนี้บางช่วงเหมาะแก่การนั่งพักผ่อน เพราะลมเย็นพัดออกมาริมหน้าต่าง แต่บางช่วงร้อนได้ใจเพราะติดกับหญ้าข้างทาง ไอความร้อนจากทุ่งนาจะเข้าไปในโบกี้ ทำให้เหนียวตัวได้ง่าย แถมสร้างความรำคาญหากต้องการงีบหลับบนรถไฟ บรรยากาศตลอดสองข้างทาง ผ่านอยุธยาไปแล้วจะเป็นทุ่งนาเขียวขจีไปตลอดเส้นทาง ทางด้านทิศตะวันออกเมื่อผ่านบ้านภาชีไปแล้วจะเป็นภูเขาไกลลิบลับ ผ่านสถานีลพบุรีจะพบกับ "ศาลพระกาฬ" ทางทิศตะวันออก "พระปรางค์สามยอด" ทางทิศตะวันตก ลิงหลายตัวจะนั่งจ้องโบกี้รถไฟรอให้ใครเอากล้วยโยนมาให้ และเลยสถานีปากน้ำโพจะเห็นทะเลสาบกว้างใหญ่ที่เรียกว่า "บึงบอระเพ็ด" สุดลูกหูลูกตา อาหารการกินบนรถไฟมีมาให้เห็นอยู่เรื่อยๆ นอกจากแม่ค้าหิ้วกระติกเครื่องดื่มที่เดินไปมาทั่วโบกี้ ข้าวกล่องประเภทข้าวผัด ข้าวกระเพราไข่ดาว ถือเป็นอาหารยอดนิยมที่นำมาขายบนรถไฟ สนนราคากล่องละ 10 บาท นอกจากนี้ยังมีข้าวเหนียวหมูปิ้ง จำหน่ายห่อละ 10 บาท ข้าวเหนียว 5 บาท
ใครที่อดใจรอของอร่อยในท้องถิ่น สถานีชุมทางบ้านภาชีจะพบกับ ไอศกรีมโบราณ ซึ่งทำมาจากกะทิ พ่อค้าแม่ขายจะถือถาด ซึ่งมีถ้วยใส่ไอศกรีมจำนวนมาก พร้อมหลอดดูด ราคาถ้วยละ 5 บาท แต่ให้ความแปลกใหม่เพราะปกติจะใส่ถ้วยใหญ่และมีช้อนตัก ไม่ได้มีหลอดกาแฟหั่นสำหรับดูดเหมือนที่นี่
มาถึงสถานีท่าเรือจะมี ข้าวต้มหมู รสชาติเข้มข้น จำหน่ายถ้วยละ 10 บาท ขนมจีบชุดละ 20 บาท และที่เห็นเป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่สถานีนี้เป็นต้นมาก็คือ บะหมี่แห้งหมูแดง ที่แม่ค้านำมาห่อใบตองจำหน่าย ขนาดจิ๋วกระทงละ 10 บาท แต่อิ่มอร่อยได้ไม่แพ้เมนูอื่น นอกจากอาหารการกินแล้ว จะเห็นขนมผิงที่สถานนครสวรรค์ รวมไปถึงเครื่องดื่มชาเย็น กาแฟเย็น ตั้งแต่สถานีชุมแสงเป็นต้นไป เรียกง่ายๆ ว่ามีของกินครบ แทบไม่อดตายถ้าพกสตางค์ แม้มีไม่เยอะก็อิ่มได้ ขอฝากเล็กน้อยก็คือ ดูเรื่องความสะอาดของอาหารที่ขายให้กับเราซักหน่อยน่าจะดี
|
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||