พิมพ์หน้านี้
|
อ่านหัวเรื่องของคุณจักรกฤษ เพิ่มพูล บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ในบล็อกส่วนตัวของเขา อดที่จะนำมาใช้ในหัวเรื่องของตัวเองไม่ได้ ถึงจะเป็นเพียงผู้บริโภคที่จ่ายเงินให้กับห้างนี้มาบ้าง สิบกว่าปีก่อนหน้านี้ อาคารห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นบริเวณละแวกบ้าน ตอนเด็กๆ ยังไม่เข้าใจว่า โลตัส มันคือห้างแบบไหน จะเหมือนกับเดอะมอลล์ที่เดินอยู่ก็ไม่ใช่ จะเหมือนแม็คโครที่ขายของยกโหลก็ไม่เชิง เพราะที่นั่นขายของทั้งของปลีกและของยกโหล แต่ทุกคนเข้ามาซื้อของได้โดยไม่ต้องมีบัตรสมาชิก ซึ่งต่างจากห้างแม็คโครที่ใครจะเข้าได้ต้องมีบัตรสมาชิกเท่านั้น ร้านค้าละแวกบ้านส่วนมากหากไม่ซื้อของที่ยี่ปั๊วซาปั๊วแถวตลาด ก็ต้องขับรถปิคอั๊พขนของที่แม็คโคร ซึ่งอยู่แถวบางบอน บ่อยครั้งเวลาที่กำลังวิ่งเล่นในโรงเรียน บนโต๊ะครูในห้องพักครูของโรงเรียนวัดแห่งหนึ่ง สังเกตเห็นแม็คโครเมล์ แค็ดตาล็อกโปรโมชั่นส่งมาถึงคุณครูเป็นประจำ ซึ่งเข้าใจว่าที่บ้านคุณครูเปิดร้านขายของเป็นรายได้เสริม ผลของการเปิดห้างโลตัส ทำให้ร้านโชห่วยปากซอยละแวกบ้านในช่วงหลังๆ ขายไม่ดีเหมือนแต่ก่อน ของที่ขายอยู่เริ่มขายไม่ได้ เริ่มมีฝุ่นจับ ลูกค้าไม่ค่อยแวะเวียนเข้ามาแต่ก่อน ช่วงเวลาหนึ่งร้านค้าเหล่านี้ถึงกับปิดตัวลงช่วงระยะหนึ่ง เพราะแบกรับภาระไม่ไหว อีกร้านหนึ่งแปลงสภาพตึกของตัวเองเป็นร้านเกมส์เพลย์สเตชั่น ในขณะเดียวกัน ห้างโลตัสละแวกบ้านกลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของผู้คนทั้งจังหวัด มีตั้งแต่ชนชั้นกลาง ข้าราชการ แม้แต่สาวโรงงานยังแวะเวียนเข้ามายลโฉมสินค้าที่เรียงไว้เป็นสัดส่วน บางคนเข้ามาตากแอร์เพราะเห็นว่ามีอะไรดูมากกว่าอยู่กับบ้าน ในขณะนั้นมีเพียงศูนย์อาหารเล็กๆ ร้านแว่นตา ก่อนที่จะทำการรีโนเวทครั้งใหญ่เมื่อโตขึ้น หากไม่นับคดีมโนสาเร่ ที่คนขายซาลาเปาในห้างถูกทางโลตัสดำเนินคดี ข้อหายักยอกซาลาเปาที่เป็นของเตรียมทิ้งให้ลูกหลานกิน โลตัสเป็นที่โจษจันถึงการรุกคืบเปิดสาขาอย่างกระหน่ำ พร้อมๆ กับผลกระทบผู้ประกอบการโชห่วย ที่ขายของเป็นอาชีพเลี้ยงตัว ยิ่งระยะหลังห้างโลตัสมีกลุ่มเทสโก้จากอังกฤษ เทคโอเวอร์เครือเจริญโภคภัณฑ์ การลงทุนเปิดสาขาด้วยเม็ดเงินมหาศาล การเปิดสาขาขยายตัวจากในเมืองใหญ่ สู่แทบทุกจังหวัดแม้แต่ในชุมชนเก่าแก่ แรงต้านการเปิดห้างโลตัส หรือชื่อใหม่เทสโก้โลตัส เกิดขึ้นตั้งแต่การใช้อาวุธสงครามทำลายตัวอาคารห้าง ไปจนกระทั่งการรวมตัวของประชาชนผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่ง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาจากนักวิชาการด้านการค้ามีมาอย่างต่อเนื่อง การรวมตัวจากเฉพาะในชุมชน ก็ขยายตัวเป็นเครือข่าย และร่วมจับจมูกดมกลิ่นต่อเนื่อง เรียกได้ว่าหากโลตัสสร้างที่ไหน ก็จะไปต้านการเปิดที่นั่น ดีหน่อยตรงที่การต่อต้านไม่ได้แรงถึงขั้น "มึงสร้าง กูเผา" เหมือนเหมืองแทนทาลั่มที่ภูเก็ต ที่ผ่านมาโลตัสพยายามใช้กลยุทธ ทั้งการซื้อหน้าโฆษณาที่ประชาสัมพันธ์ส่วนที่ดีของห้าง แยกจากโฆษณาโปรโมชั่นต่างหาก หรือการจะทำ CSR ด้านอนุรักษ์พลังงาน จากการเปิดสาขาบรรทัดทองและศาลายา การปรับเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ แม้กระทั่งแบรนด์ที่หันมาใช้พื้นสีเขียวทั้งตราสัญลักษณ์ ดูเหมือนโลตัสพยายามจะสร้างความเป็นมิตร ไม่ให้แบรนด์นี้กลายเป็น "แบรนด์ปีศาจ" สำหรับฝ่ายต่อต้าน แต่ดูเหมือนการรุกคืบของฝ่ายต่อต้าน เฉกเช่นการเลื่อนเปิดสาขาเลยของห้างโลตัสอย่างไม่มีกำหนด และตามมาด้วยสาขาอื่นๆ นอกจากจะทำให้โลตัสเสียประโยชน์อย่างมหาศาลแล้ว ยังพบว่ารายได้ในระยะหลังๆ ลดลงจากแรงต้านของฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหว จนอาจจะคาดเดาได้ว่า ทำอย่างไรถึงจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตัดไฟแต่ต้นลม แม้จะดูโหดร้ายก็ตาม การที่ทางห้างเทสโก้โลตัส ฟ้องร้องบรรณาธิการเซ็คชั่นการตลาด หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ "นงศ์นาถ ห่านวิไล" คอลัมนิสต์อิสระ "กมล กระมลตระกูล" และคณะกรรมการหอการค้าไทย "ว่าที่ร้อยเอกจิตร์ ศิรธรานนท์" ด้วยจำนวนเงินเริ่มต้นที่หลักร้อยล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงการุกกลับของนายทุน ที่มองว่าหากปล่อยให้เกิดกระแสต้าน โดยที่ทำตัวเป็นพระเอกต่อลูกค้าเพียงอย่างเดียว ก็คงไม่ได้อะไรนอกจากชื่อเสียงที่เสียหายทีละคืบ ทีละคืบ โลตัสอาจจะไม่ได้หวังอะไรจากยอดค่าเสียหาย หนำซ้ำบทเรียนที่อดีตนายกฯ ฟ้องร้องต่อสุภิญญา กลางณรงค์ด้วยค่าเสียหายเป็นเงิน 400 ล้านบาท ซึ่งสุดท้ายศาลได้ยกฟ้อง อาจจะคาดการณ์ถึงผลของคดีต่อโลตัส ที่มีความเสียเปรียบมากกว่า ผู้เสียหาย แต่การสร้างปรากฎการณ์เป็นศัตรูโดยเฉพาะกับสื่อ โลตัสคาดหวังที่จะให้เลือดที่แผลหยุดไหลลง ก่อนที่ฝ่ายต่อต้านจะรุกคืบไปมากกว่านี้ วันนี้โลตัส กับกรุงเทพธุรกิจอาจจะระหองระแหง ขณะเดียวกันแม็คโครซื้อโฆษณาในคมชัดลึก เพื่อโฆษณาในคอลัมน์มิตรแท้โชห่วยทุกสุดสัปดาห์ ขณะเดียวกันห้างโลตัสหลายแห่งกำลังทยอยปรับปรุงตัวอาคารให้เป็นโทนสีเขียว ขณะเดียวกันยังมีคนอีกมากเข้าไปช็อปปิ้งในห้างโลตัส โดยไม่ได้นึกถึงข่าวคราวที่เกิดขึ้นต่อกรุงเทพธุรกิจ หรือต่อกระแสต้านโชห่วย ความต่างของสังคม โดยเฉพาะสังคมแห่งการบริโภค ทำให้เราต้องมาตั้งคำถามด้วยประโยคที่ว่า "มีใครสักคนไหมที่รักคนอย่างกูแบบด้วยใจบ้างวะ...?" เพราะสังคมการค้าที่ต่อสู้ด้วยกลยุทธ์การตลาด โฆษณา สิ่งล่อใจ ศัตรูทางธุรกิจ ผลกำไรขาดทุน รวมไปถึงกระบวนการยุติธรรมที่ใช้ประหัตประหารด้วยค่าเสียหายจำนวนสูงๆ กัน อย่างน้อย ใจที่ได้รับกลับมา ต่อให้แคชเชียร์ไหว้ขอบคุณเวลาซื้อของ หรือยามเป่านกหวีดข้ามถนน มันก็เป็นผลตอบแทนจากเงินที่เราจ่ายให้นายทุนจากการซื้อของ แม้แต่น้ำโค้กหนึ่งแก้ว หรือลูกชินเพียงหนึ่งไม้เท่านั้นเอง |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||