พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อวานนี้ คุณเมธา มาสขาว เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.) ส่งอีเมลมาให้ เป็นกำหนดการจัดเสวนาเวทีสาธารณะ ในหัวข้อ ผลกระทบของห้างค้าปลีกยักษ์ต่อชุมชน และสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะจัดขึ้นในวันนี้ (8 พ.ค.) ที่สำนักงานกรรมการสิทธิ์ฯ ตึกเดียวกับ ป.ป.ง.ตรงสะพานหัวช้าง ถ.พญาไท งานนี้ใครมีเวลาว่างและสนใจ ก็ไปร่วมงานกันได้ แต่ต้องขออภัยพี่พณตรงนี้เลยละกันว่า ไปไม่ได้จริงๆ เพราะขลุกอยู่ที่ออฟฟิศ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าท่านศรีบูรพาดิจิตอล อาหยุ่น ของผมจะไปพูดเรื่อง การคุกคามสื่อยุคใหม่ พร้อมคนในแวดวงสื่อและนักธุรกิจชื่อดังในช่วงบ่าย ซึ่งพี่พณรับหน้าที่ดำเนินรายการ วันก่อนได้พบเจอ อาหยุ่น นั่งอยู่ที่ล็อบบี้ห้องโถงของโรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ในวันรับรางวัลศรีบูรพา แต่ก็ไม่ได้ทักทาย เนื่องจากต้องรับผิดชอบงานที่ทำอยู่ แต่ก็มีสื่อมวลชนและเพื่อนในวงการน้ำหมึกล้อมหน้าล้อมหลังพอสมควร เห็นว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 2-3 ปีที่อาหยุ่นท่านไปพูดเวทีข้างนอก ขอฝากเรียนเชิญทุกท่านไปร่วมรับฟังและเสนอแนะกันได้ พูดถึงคดีสะเทือนขวัญในวงการสื่อสารมวลชน เมื่อคอลัมนิสต์ บรรณาธิการเซ็กชั่น รวมทั้งรองเลขาธิการหอการค้าไทย ถูกห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายตั้งแต่ 100 ไปจนถึง 1000 ล้านบาท โดยตั้งข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากการที่พวกเขาแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับการแสวงหาผลกำไรและการขยายสาขา จนส่งผลกระทบต่อวิถีการค้าดั้งเดิม ก่อนหน้านี้หากยังจำกันได้ คุณสุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อปฏิรูปสื่อ (คปส.) ก็เคยถูกบริษัทสื่อสารยักษ์ใหญ่ฟ้องทั้งแพ่งทั้งอาญา เรียกค่าเสียหาย 400 ล้านบาท พร้อมกับหนังสือพิมพ์ที่ลงตีพิมพ์ข่าว หลังเธอสัมภาษณ์เกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อนในบริษัทสื่อสารของนักการเมืองรายหนึ่ง ถ้าไม่นับคดีที่ภาคธุรกิจฟ้องร้อง ในทางการเมืองก็มีเรื่องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายอยู่ไม่น้อย ถ้านอกจากกรณีสนธิกับทักษิณแล้ว หากใครที่ยังจำได้ เสนาบดีที่คุมบังเหียนด้วยคำผรุสวาทคนหนึ่ง เคยไล่ฟ้องดะกับคนที่วิพากษ์วิจารณ์มาแล้ว ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเป็นคุณประสาร มฤคพิทักษ์ เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่คิดว่าคงไม่ได้มีแค่คนเดียว ซึ่งสุดท้ายก็ยอมความกันได้ ผมดูจุดจบของคดีหมิ่นประมาท เอาของคุณสุภิญญา ในที่สุดศาลอาญาตัดสินยกฟ้อง เมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2549 โดยให้เหตุผลว่า ... เป็นการให้สัมภาษณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะ และติชมด้วยความเป็นธรรม ... ซึ่งประโยคเหล่านี้ทำให้ลองเสิร์ชในกูเกิ้ลด้วยความสนใจ เหตุยกเว้นความผิด หมิ่นประมาท ตามกฎหมาย มีเหตุหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติว่า ถ้าเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตใจ เพื่อติชมด้วยความเป็นธรรม ตามวิสัยของประชาชนที่พึงกระทำได้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต (1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท อ่านแล้วทำให้คาดเดาได้ไม่ยากว่า คดีหมิ่นประมาทที่กล่าวในตอนต้นจะจบลงอย่างไร แต่ทีนี้เราจะไปตัดสินอะไรแบบสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับกระบวนการยุติธรรมที่จะทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นเด่นชัด นำไปสู่การชำระข้อกล่าวหาทั้งหลายทั้งปวงว่าเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม คำถามที่ตามมาก็คือ แม้เราจะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจที่สื่ออกมา แต่เมื่อการถูกฟ้องร้องด้วยจำนวนเงินที่สูงทำให้เกิดความหวาดระแวง ตรงนี้กลายเป็นข้อบ่งชี้ถึง การคุกคามสื่อ อย่างหนึ่ง ด้วยการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวนสูงๆ เพื่อหวังที่จะทำให้เกิดความกลัว จนไม่กล้าที่จะมีเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ วิธีปิดปากคนด้วยการนำ กระบวนการทางกฎหมาย เพื่อข่มขู่ผู้อื่น โดยใช้ค่าเสียหายเป็นตัวตั้ง แน่นอนแม้ในทางมารยาทจะเป็นเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาพึงกระทำ แต่บางครั้งการฟ้องร้องด้วยมิจฉาทิฐิ หรือคาดหวังเพื่อสยบเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถือเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะระดับของภาษาที่ใช้ในการวิพากษ์วิจารณ์ แม้จะมีระดับความอ่อนโยนหรือความรุนแรงต่างกันก็ตาม แต่การแสดงความคิดเห็นต้องดูที่วัตถุประสงค์และเหตุผลเป็นหลัก หากดูแค่ภาษาแล้วนำไปฟ้องร้อง สมมติเด็กอายุ 10 ขวบด่านายกฯ ว่าพูดจาไม่สุภาพ มิต้องถูกหิ้วขึ้นโรงขึ้นศาลแล้วชาร์จค่าเสียหายให้เด็กร้องไห้กระจองอแงกันเลยหรือ สมมติไปไกลว่า แม้เรายึดมั่นในสิ่งที่เราคิดเห็น โดยเป็นไปด้วยเหตุและผล แต่ความหวั่นวิตกถึงชะตากรรมตัวเองในระหว่างที่เรื่องกำลังพิจารณาคดี ผลสัมฤทธิ์ของอัตลักษณ์ในตัวก็คือ ไม่ปล่อยวางก็หยุดวิพากษ์วิจารณ์ ก็ยังเป็นสูตรสำเร็จที่ได้ผล กลเม็ดเคล็ดลับของฝ่ายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่อยากให้ตัวเองต้องถูกกระทำฝ่ายเดียว สิ่งที่เราเห็นอยู่ในตอนนี้ อาจจะเป็นบรรทัดฐานที่ดีสำหรับบล็อกเกอร์ ที่ถือเป็นนักวารสารสมัครเล่น คอยตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของบ้านเมือง คู่ขนานกับสื่อกระแสหลัก หากวันใดที่การฟ้องร้องลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นกับตัว ลองมองโลกในแง่ร้ายสักวัน หากบล็อกเกอร์ที่เป็นคนธรรมดา ถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายพร้อมกับบรรณาธิการ (หรือเจ้าของเว็บไซต์) เป็นพันล้าน เราอาจจะรู้สึกหวั่นไหวกับการถูกฟ้องร้อง อาจจะเป็นครั้งแรกที่ต้องเสียเวลา กับสิ่งที่มองว่ามันไม่น่าจะเกิดขึ้นกับตัว หรือในชีวิตเสียด้วยซ้ำไป ในขณะเดียวกันยังต้องเกรงใจบรรณาธิการ ที่ต้องเสียเวลากับเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกต่างหาก โจทย์แบบนี้ลองไปคิดกันดูครับ ไม่สนุกหรอก แต่ทำให้เราเตรียมพร้อมกับสิ่งที่ตามมาโดยไม่คาดคิด หลังโพสต์เรื่องในแต่ละวันพร้อมกับนั่งถอนหายใจหนึ่งเฮือก |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |