
พิมพ์หน้านี้
|
หลายท่านอาจจะเคยสงสัยเหมือนผมว่าทำไมการยิงปืนให้เสียงดังถึงได้กลายเป็นสัญญาลักษณ์ของการแสดงออกถึงความเคารพนบนอบไปได้ทั้ง ๆ ที่เวลาที่เสียงปืนดังขึ้นน่าจะทำให้คนได้ยินได้ฟังตกใจเสียมากกว่า และจริง ๆ แล้วประเพณีการใช้เสียงดังของปืนเพื่อแสดงความเคารพก็ไม่ได้มีแต่เพียงประเทศไทยของเราอย่างเดียว เวลาดูข่าวต่างประทเศเราก็จะเห็นว่าชาติอื่นเมืองอื่นเขาก็ทำเหมือนกัน การยิงปืนให้เสียงดังเพื่อแสดงความเคารพหรือที่เรียกกันว่า การยิงสลุตนั้น ตามข้อเขียนของอาจารย์สมบัติ พลายน้อยและอาจารย์เบญจมาศ พลอินทร์ จากสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติท่านอธิบายไว้ว่าน่าจะมาจากภาษาลาตินว่า Salutio (อ่าน ซัล-ลูท-ติ-โอ ) ที่แปลว่าการทำความเคารพ การโค้งคำนับ ส่วนมูลเหตุที่ทำให้การยิงสลุตกลายมาเป็นเรื่องของการแสดงออกของการเคารพได้นั้น น่าจะมาจากการที่สมัยโบราณการติดต่อระหว่างประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการค้าหรือการไปมาหาสู่กันฉันท์มิตรของผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่ต้องการเชื่อมสัมพันธไมตรีกันต้องอาศัยการเดินทางโดยเรือเป็นหลัก ไม่ได้มีเครื่องบินเหมือนในปัจจุบัน แล้วการเดินเรือแต่ละครั้งก็ใช้เวลานาน ต้องผ่านน่านน้ำที่ซุกซุมไปด้วยโจรสลัด และภยันตรายมากมาย การมีปืนใหญ่ไว้ประจำเรือไว้จึงเป็นสิ่งที่ทำให้อุ่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าถ้าเกิดเหตุถูกปล้นหรือถูกโจมตีก็ยังมีอาวุธไว้ตอบโต้ และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเรืออกจากท่าจึงต้องบรรจุกระสุนดินดำเข้าไปในกระบอกของปืนใหญ่เสียก่อน เพราะขั้นตอนในการบรรจุกระสุนปืนใหญ่ในสมัยก่อนใช้เวลามากพอดู ขั้นตอนไหนทำเผื่อไว้ได้ก่อนก็ต้องทำไว้เพื่อจะได้ย่นระยะเวลาในการบรรจุกระสุนเพื่อตอบโต้ ถ้าหากถูกปล้นหรือถูกโจมตีขึ้นมาจริง ๆ แต่พอไม่มีสถานการณ์ร้ายแรงอะไรจะต้องใช้ปืนใหญ่และเข้าใกล้ท่าเรือของประเทศหรือรัฐที่จะไปผูกสัมพันธ์ด้วยก็เป็นเรื่องที่ต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจ เพราะคงไม่ดีแน่ที่จะไปผูกมิตรเขาทั้ง ๆ ที่บรรจุดินดำไว้ในกระบอกปืนใหญ่เต็มที เดียวจะพาลทำให้เจ้าบ้านขัดข้องหมองใจเสียเปล่า จึงต้องยิงปืนทิ้งดินดำออกก่อนที่จะเข้าเทียบท่าเรือประเทศที่จะไปผูกมิตรด้วย และถือเป็นการแสดงออกถึงการเคารพอธิปไตยของชาติอื่นที่เป็นเจ้าถิ่น ขณะเดียวกันเจ้าถิ่นเองก็จะยิงสลุตตอบรับการมาเยือนเพื่อแสดงการต้อนรับและเคารพตอบด้วยเช่นกัน โดยในสมัยโบราณมีกติกากันว่าเจ้าถิ่นจะยิงสลุตตอบเป็น 3 เท่าที่เรือยิงมา เช่นเรือยิงมา 1 นัดเจ้าถิ่นก็จะยิง 3 นัด เลยกลายเป็นประเพณีที่ทำต่อเนื่องกันมาแล้วก็วิวัฒนาการมาเป็นการแสดงความเคารพที่ได้รับการยอมรับในสากลประเทศอย่างในปัจจุบันนี้ แม้การเดินทางเยือนระหว่างกันปัจจุบันเครื่องบินจะกลายเป็นพาหนะสำคัญแทนเรือไปแล้วก็ตาม แต่ประเพณีก็ยังปฏิบัติกันอยู่ ส่วนเรื่องที่ว่าทำไมสลุตแสดงความเคารพทำไมต้องยิง 21 นัดนั้น เชื่อว่าน่าจะมีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศอังกฤษที่ถือว่าเป็นมหาอำนาจที่ล่าอนานิคมไปทั่วโลกได้วางกฎเอาไว้ ให้ชาติที่อ่อนแอกว่าทำความเคารพตนก่อน โดยสมัยแรกกำหนดให้ใช้ 7 นัด โดยถือเคล็ดตามคัมภีร์ผู้สร้างโลกใน 7 วัน ดังนั้น เมือเรือยิงให้แก่เจ้าของอ่าวหรือท่าเรือ เป็นจำนวน 7 นัด ทางป้อมที่เป็นชาติเจ้าของอ่าวหรือท่าเรือก็ต้องยิงตอบเป็นจำนวน 3 เท่าคือ 21 นัด ต่อมาก็ได้มีการตกลงกันว่าให้ยิงเท่ากันคือ 21 นัด ถือเป็นการยิงให้แก่ชาติ รวมทั้งพระมหากษัตริย์ด้วย ซึ่งปัจจุบันการยิงในประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆ ก็ใช้จำนวนนัดในการยิงสลุตต่างๆเป็นจำนวนเท่ากัน นับเป็นพิธีสากล สำหรับประเพณีการยิงสลุตในประเทศไทย มีปรากฏในพงศาวดารว่ารู้จักกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะเป็นช่วงระยะเวลาที่ไทยเราคบค้าสมาคมกับฝรั่งหลายชาติหลายภาษา จึงรู้ขนบธรรมเนียมของฝรั่ง ตามจดหมายเหตุของฝรั่งเศสกล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2223 เรือรบฝรั่งเศสชื่อ เลอโวตูร์ ได้เข้ามาในบางกอก และมองซิเออร์คอนูแอล นายเรือได้สอบถามไปทางกรุงศรีอยุธยาว่าจะยิงสลุตให้ชาติไทยเมื่อเรือผ่านป้อมที่บางกอกคือป้อมวิชัยประสิทธิ์จะขัดข้องหรือไหม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็รับสั่งให้ออกพระศักดิ์สงคราม ชาวเตอรกีผู้รักษาป้อม ยอมให้ฝรั่งเศสยิงสลุตได้ และมีเรื่องเล่ากันด้วยว่าธงชาติไทยเริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกที่นี่ เพราะตามธรรมเนียมต้องชักธงชาติขึ้นก่อน ฝรั่งเศสจึงจะยิงสลุตได้ (ป้อมดังกล่าว คือ ป้อมวิชาเยนทร์ที่สร้างขึ้นที่ปากน้ำบางกอกใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2208 ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวิชัยประสิทธิ์สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี) และทูตไทยที่ได้รับหน้าที่ในการยิงสลุตเป็นคนแรกเมื่อเดินทางไปฝรั่งเศสคือ ขุนพิชัยวาทิต และขุนพิทักษ์ไมตรี ต่อมาหลังแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไทยเราไม่นิยมฝรั่งเศส ประเพณีการยิงสลุตจึงหายไป จนมาในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการรื้อฟื้นประเพณีนี้ขึ้นมาอีก เมื่อเซอร์จอนเบาริง เป็นราชทูตมาเมื่อพ.ศ. 2398 ก็มีการขออนุญาตยิงสลุต 21 นัด และพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต พร้อมให้มีการยิงตอบด้วยจำนวนเท่ากัน โดยได้มีการออกประกาศให้ประชาชนได้ทราบเพื่อมิให้ตื่นตกใจด้วย เพราะสมัยนั้นเรายังไม่ถือการยิงสลุตเป็นประเพณีที่ต้องปฏิบัติ จนมาในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 เราจึงมีหลักเกณฑ์การยิงสลุต ที่เรียกว่า ข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ. 124 ขึ้น โดยผู้มีหน้าที่ยิงคือ เรือรบหลวง ยิงในทะเล และป้อมยิงสลุตยิงบนบก ซึ่งข้อบังคับดังกล่าวได้ใช้มาตลอดรัชกาลที่ 5 ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ได้ทรงเปลี่ยนแก้ไข โดยทรงตราเป็นพระราชกำหนดเรียกว่า พระราชกำหนดการยิงสลุต ร.ศ. 131 (พ.ศ.2455) การยิงสลุตแบ่งเป็นของหลวง แบบธรรมดา ใช้ยิง 21 นัด แบบพิเศษใช้ยิง 101 นัดในพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งพระราชกำหนดนี้ใช้ตลอดรัชกาลที่ 6 ครั้นรัชกาลที่ 7 มิให้ใช้เพื่อความประหยัด และได้ยกเลิกไปเมื่อพ.ศ. 2483 โดยปัจจุบัน การยิงสลุตใช้ข้อบังคับที่เรียกว่า ข้อบังคับทหารว่าด้วยการยิงสลุต ส่วนหลักเกณฑ์การยิงสลุตปัจจุบันพอสรุปได้ว่า ถ้าเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินีหรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐ ยิงสลุตจำนวน 21 นัด ถ้าเป็นระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ และเอกอัครราชทูต ยิงสลุต 19 นัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(ที่เป็นพลเรือน) พลเรือเอก และเอกอัครราชทูตพิเศษ ยิงสลุต 17 นัด พลเรือโท และอัครราชทูต ยิงสลุต 15 นัด พลเรือตรี และราชทูต ยิงสลุต 13 นัด (สามเหล่าทัพยศเท่ากัน ยิงสลุตเท่ากัน) อุปทูตยิงสลุต 11 นัด กงสุลใหญ่ ยิงสลุต 9นัด....และนี่ก็คือความเป็นมาของการแสดงความเคารพด้วยเสียงปืนที่เรียกว่า...ยิงสลุตนั่นเอง ****************************************** |
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |