พิมพ์หน้านี้
|
แนวทางการแก้ปัญหาการจัดการขยะมูลฝอย จังหวัดภูเก็ต ปัญหาขยะมูลฝอยจังหวัดภูเก็ตได้เข้าสู่ภาวะวิกฤติตั้งแต่ปี 2549 ทั้งนี้เนื่องจากอัตราการเพิ่มของปริมาณขยะมูลฝอยระหว่างปี 2548 - 2549 สูงถึง 17% มากกว่าอัตราเฉลี่ยการเพิ่มขึ้นของหลายปีที่ผ่านมา ที่ประมาณ 6 - 7% ประกอบกับการที่โรงคัดแยกหยุดการดำเนินงานซึ่งแม้จะไม่สามารถดำเนินงานให้มี ประสิทธิภาพตามที่คาดหวังแต่ก็ช่วยลดปริมาณขยะที่นำเข้าสู่เตาเผาได้ประมาณ 20-30 ตัน/วัน
ในการวิเคราะห์แนวโน้มของสถานการณ์ขยะมูลฝอยในโครงการศึกษาเพื่อปรับปรุงระบบการ จัดการขยะมูลฝอย จังหวัดภูเก็ต ปี 2547 โดยมูลนิธิเพื่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมและพลังงาน โดยการใช้อัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะมูลฝอยที่ประมาณร้อยละ 7 ต่อปี พบว่าปริมาณขยะมูลฝอยที่เข้าสู่เตาเผามากกว่า 500 ตัน/วันในปี 2552 ต่อจากนั้น จังหวัดภูเก็ตจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติด้านการจัดการขยะมูลฝอยเนื่องมาจากปริมาณขยะมูลฝอยเกินขีดความสามารถของระบบกำจัด และเป็นช่วงเวลาที่เตาเผาขนาด 250 ตัน/วันที่ใช้อยู่ในปัจจุบันต้องหยุดการทำงานเพื่อติดตั้งห้องเผาที่ 2 แต่สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากการวิเคราะห์แนวโน้มของสถานการณ์ข้างต้น เนื่องจากปริมาณขยะมูลฝอยรวมที่เข้าสู่เตาเผามากกว่า 500 ตัน/วัน ตั้งแต่ปลายปี 2549และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
อัตราการเพิ่มขึ้นระหว่างปี 2548-2549 สูงถึง 17.11% และเมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของปริมาณขยะมูลฝอยรายวันของปี 2549 กับปริมาณขยะมูลฝอยรายวันของช่วง 3 เดือนแรกของปี 2550 กับมีอัตราการเพิ่มที่สูงมากกว่า 21% ทั้งที่ข้อมูลในอดีตจะเป็นช่วงที่ปริมาณขยะมูลฝอยรายวันจะลดลงเนื่องจากเป็นช่วง นอกฤดูกาลท่องเที่ยว จากข้อมูลดังกล่าวสามารถสรุปสถานการณ์การจัดการขยะมูลฝอยได้ดังนี้ 1. วิกฤติการจัดการขยะมูลฝอยได้เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ปี 2549 เร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ในปี 2547 ถึง 3 ปี 2. ปริมาณขยะมูลฝอยที่เพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยเดิมและปัจจุบันปริมาณขยะมูลฝอยที่ท้องถิ่นต่างส่ง เข้าสู่ระบบกำจัดมีมากกว่า 500 ตัน/วันซึ่งเป็นระดับของขีดความสามารถในการกำจัดเมื่อติดตั้งห้องเผาที่ 2 แล้ว 3. ความล่าช้าของโครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบกำจัดขยะมูลฝอยของเทศบาลนครภูเก็ต ส่งผลให้พื้นที่ฝังกลบที่มีแผนเตรียมไว้สำหรับรองรับปริมาณขยะในช่วงของการก่อสร้าง ติดตั้งห้องเผาที่ 2 ไม่เพียงพอที่จะรองรับปริมาณขยะมูลฝอยได้ตามที่คาดการณ์ไว้ จะต้องทบทวนแผนการใช้พื้นที่และวิธีการใหม่ทั้งระบบ 4. จากผลการดำเนินงานโครงการปรับปรุงระบบการจัดการขยะมูลฝอย จังหวัดภูเก็ต พบว่า ยังคงมีปัญหาขยะตกค้างในหลายพื้นที่ โดยบางท้องถิ่นกำลังดำเนินการปรับปรุงประสิทธิภาพในการเก็บขน ทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยที่นำส่งระบบกำจัดสูงกว่าข้อมูลในอดีต นอกจากนั้น การขยายตัวของเขตเมืองเกิดขึ้นในทุกท้องถิ่นโดยเฉพาะด้านตะวันออกของจังหวัด เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ปริมาณขยะมูลฝอยในท้องถิ่นขนาดเล็กมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก จนไม่สามารถคาดการณ์ปริมาณขยะมูลฝอยในอนาคตได้ เว้นแต่จะมีการนำมาตรการผังเมืองมาบังคับใช้อย่างจริงจัง 5. ปริมาณขยะมูลฝอยของแต่ละท้องถิ่นที่มากขึ้น ทำให้ต้นทุนการจัดเก็บและการขนส่งของท้องถิ่นสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการขนส่งอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 6. การเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบของขยะมูลฝอยมีผลด้านลบต่อประสิทธิภาพในการทำงานของระบบเตาเผา จากสถานการณ์ดังกล่าว มีความจำเป็นที่จังหวัดจะต้องทบทวนโครงสร้างการจัดการขยะมูลฝอย ทั้งนี้เนื่องจากระบบกำจัดขยะแบบเตาเผาอยู่ภายใต้การดูแลของจังหวัด โดยมีเทศบาลนครภูเก็ตได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบบริหารดำเนินการ ดังนั้น ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติการจัดการขยะมูลฝอยที่จังหวัดมอบหมายให้เทศบาลนครภูเก็ตจัดทำแผน จึงเป็นเพียงแผนการปรับปรุงระบบกำจัดที่ไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติของจังหวัดได้ ในรายงานการศึกษาเพื่อปรับปรุงระบบการจัดการขยะมูลฝอยปี 2547 และรายงานสรุปผู้บริหารสำหรับโครงการปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยรวม เทศบาลนครภูเก็ต ปี 2548 ได้เสนอให้จังหวัดทบทวนการศึกษาโดยต้องสำรวจข้อเท็จจริงของอัตราการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะมูลฝอย รายท้องถิ่นเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการคาดการณ์ปริมาณขยะมูลฝอยที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำมาพิจารณาถึงโครงสร้างและขนาดของระบบกำจัดขยะมูลฝอยที่สามารถรองรับปัญหาได้อย่างแท้จริง โครงสร้างการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของจังหวัดภูเก็ตมีลักษณะของการเป็นศูนย์ซึ่งรัฐมีนโยบายสนับสนุนซึ่งหมายถึงการทำงานร่วมกันขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่รัฐกลับไม่ชัดเจนและไม่เข้าใจถึงประเด็นการบริหารจัดการ กรณีระบบกำจัดขยะมูลฝอย จังหวัดภูเก็ตเป็นตัวอย่างสำคัญและน่าจะเป็น ตัวอย่างนำร่องในการบริหารจัดการ โดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับกรณีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรีที่หยุดการดำเนินงานไปแล้ว จังหวัดภูเก็ตมีทางเลือกไม่มากนักในการแก้ปัญหาวิกฤติขยะมูลฝอยที่กำลังเผชิญอยู่ ทางหนึ่งคือการหางบประมาณเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดอย่างไม่มีขีดจำกัด และอีกทางหนึ่งคือการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการให้ท้องถิ่นทุกท้องถิ่นเข้ามามีส่วนรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และต้องเข้าใจว่าระบบกำจัดขยะมูลฝอยที่ขีดจำกัดและมีต้นทุน ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในอนาคต เพื่อเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น นอกเหนือจากการจัดทำการศึกษาความเหมาะสมในการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบกำจัดแบบเตาเผาเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากรัฐแล้ว จังหวัดจะต้องใช้มาตรการกำหนดสัดส่วนของปริมาณขยะมูลฝอยที่จะนำมากำจัดของแต่ละท้องถิ่น โดยให้ปริมาณขยะมูลฝอยรวมทั้งจังหวัดเท่ากับขีดความสามารถของระบบกำจัด 250 ตัน/วัน และจะเพิ่มเป็น 500 ตัน/วัน เมื่อการติดตั้งห้องเผาที่ 2 แล้วเสร็จ สัดส่วนของแต่ละท้องถิ่นได้มาจากสัดส่วนค่าเฉลี่ยปริมาณขยะมูลฝอยของแต่ละท้องถิ่นย้อนหลัง 3 ปี โดยปริมาณขยะมูลฝอยที่นำมากำจัดในสัดส่วนที่กำหนดจะมีค่ากำจัดตามที่จังหวัดได้กำหนดไว้ แต่หากเกินที่กำหนดจะต้องจ่ายค่ากำจัดเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า นอกจากนั้น จังหวัดควรกำหนดให้ทุกท้องถิ่นจัดเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการขยะมูลฝอยและค่าธรรมเนียมอื่นๆจากสถานที่พักคนงานชั่วคราวในอัตราที่เหมาะสมและเท่ากันทุกท้องถิ่น เนื่องจากสถานที่พักคนงานดังกล่าวเกิดขึ้นจำนวนมากและเป็นแหล่งกำเนิดขยะมูลฝอยและน้ำเสียที่ท้องถิ่นไม่สามารถ วางแผนรองรับได้จนเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของชุมชนในท้องถิ่นเอง |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||