โดย เอ.อิลยาส ชิสตี ศอบิรีย์
แปลและเรียบเรียงโดย อับดุลมาลิก สงวนธรรม
สมรภูมิที่กัรฺบาลาในปี ฮ.ศ. 61 ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างสัจธรรมกับความเท็จ หรือระหว่างอิสลามกับกุฟร( การปฏิเสธระบอบของอัลลอฮฺ )ตามที่พวกชีอะฮฺยืนยัน อีกทั้งมันยังไม่ใช่การญิฮาด มิเช่นนั้นแล้วบรรดาเศาะหาบะฮฺทั้งหมดจะต้องมาอยู่ฝ่ายฮัซรัตหุเซนอย่างแน่นอน ในช่วงเวลานั้น พลเมืองมุสลิมรวมทั้งบรรดาเศาะหาบะฮฺที่ยังมีชีวิตอยู่ได้บัยอะฮฺ(การให้สัตยาบันว่าจะจงรักภักดีต่อผู้นำ)ให้กับยะซีดกันหมดสิ้นแล้ว ยกเว้นฮัซรัตหุเซนและอับดุลลอฮฺ บิน ซุเบรฺ สองคนเท่านั้น (กรุณาอ่านหมายเหตุของทีมงาน Sunnahcyber ท้ายบทความประกอบด้วย)
ในตอนที่ฮัซรัตหุเซนตัดสินใจออกเดินทางจากมักกะฮฺไปยังเมืองกูฟะฮฺ(ในอิรัค)ตามคำเชื้อเชิญของคนที่นั่น ด้วยสัญญาว่าจะบัยอะฮฺให้ท่านและสนับสนุนการเป็นผู้นำของท่าน ชาวกูฟะฮฺส่งจดหมายเชื้อเชิญมาถึงท่านเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม มิตรสนิทของท่านและผู้หวังดีหลายต่อหลายคน อาทิ อับดุลลอฮฺ บิน อุมัร, อบูสะอีด คุฎรีย์, อบู ดัรฺดาอฺ, อับดุลลอฮฺ บิน อับบาส, อับดุลลอฮฺ อิบนฺ ญะอฺฟัรฺ, มุฮัมมัด บิน อบู หะนีฟะฮฺ, ญาบิรฺ อิบนฺ อับดิลลาฮ ฯลฯ ได้พยายามเหนี่ยวรั้งและเกลี้ยกล่อมไม่ให้ท่านออกเดินทางเพราะมันเต็มไปด้วยความเสี่ยงและอันตราย บางคนยังเตือนท่านถึงความเหลาะแหละโลเลของชาวกูฟะฮฺที่เคยทำกับบิดาของท่าน และพี่ชายของท่านมาแล้ว อย่างไรก็ตาม ความพยายามของพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ และฮัซรัตหุเซนได้ออกเดินทางเพื่อภารกิจของการปฏิรูปที่ท่านคิดขึ้นบนพื้นฐานอิจญ์ติฮาด( การวินิจฉัยทางศาสนา )ของท่านเอง อย่างไรก็ตาม การเดินทางครั้งนี้ไม่มีเป้าหมายเพื่อการสู้รบ เพราะขบวนของท่านประกอบด้วยคนเพียง 60-70 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกในครอบครัวของท่านเอง มันเป็นเพียงการมีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างไปจากยะซีด และฮัซรัตหุเซนต้องการทำให้สถานการณ์ดีขึ้น มันไม่ใช่การเผชิญหน้าระหว่างอิสลามกับกุฟร ทั้งนี้เพราะคู่ปฏิปักษ์เองก็ไม่ได้กล่าวหากันและกันว่าเป็นกาฟิรฺ(คนนอกศาสนา) ชาวกูฟะฮฺ(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพลพรรคของอิบนฺ ซะบาอฺ)กำลังเล่นเกมส์ต่อต้านอิสลามและอุมมะฮฺมุสลิมภายใต้ข้ออ้างว่ารักและภักดีต่อฮัซรัตหุเซน ซึ่งเราจะได้ทราบกันในภายหลัง
ในตอนที่ฮัซรัตหุเซนอยู่บนเส้นทางสู่เมืองกูฟะฮฺ ท่านได้ทราบข่าวว่ามุสลิม บิน อะกีลถูกสังหารเสียแล้ว ท่านมุสลิมผู้นี้เป็นลูกพี่ลูกน้องของท่าน ท่านส่งตัวเขาไปสืบดูสถานการณ์ในเมืองกูฟะฮฺก่อนหน้าที่ท่านจะออกเดินทางมา เมื่อทราบข่าวการสิ้นชีวิตของมุสลิม บิน อะกีล ฮัซรัตหุเซนสูญเสียความมั่นใจและความไว้วางใจที่มีต่อชาวกูฟะฮฺ และท่านได้ตัดสินใจที่จะเดินทางกลับ แต่ญาติพี่น้องของท่านมุสลิม บิน อะกีล ที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของพวกสาบะฮฺกลับยืนกรานที่จะล้างแค้นฆาตกรที่สังหารท่านมุสลิมให้ได้ เพราะเหตุนี้ ฮัซรัตหุเซนจึงเปลี่ยนใจและเดินทางต่อไปยังเมืองกูฟะฮฺ
เมื่อฮัซรัตหุเซนเดินทางมาถึงกัรฺบาลา อุบัยดุลลอฮฺ อิบนฺ ซิยาด ข้าหลวงเมืองกูฟะฮฺคนใหม่ได้ส่งอุมัร บิน สะอีดเป็นผู้นำกองทหารจำนวนหนึ่งมาสะกัดการเดินทางของฮัซรัตหุเซน อิบนฺ สะอีดได้ทำการเจรจากับฮัซรัตหุเซน โดยที่ฮัซรัตหุเซนเสนอที่จะประนีประนอมถ้าอีกฝ่ายยอมรับหนึ่งในสามของเงื่อนไขต่อไปนี้ :
1. อนุญาตให้ฮัซรัตหุเซนเข้าร่วมการญิฮาดที่พรมแดนของอาณาจักรอิสลาม
2. หรือให้ฮัซรัตหุเซนกลับไปยังมะดีนะฮฺได้
3. หรือให้ฮัซรัตหุเซนได้พบกับยะซีด(บางรายงาน เช่น ใน ฏอรีค ตะบารีย์ ระบุว่า ฮัซรัตหุเซนจะให้บัยอะฮฺต่อยะซีดด้วยตัวของท่านเอง โดยไม่ผ่านคนกลาง)
อุมัร บิน สะอีดยอมรับในเงื่อนไขสุดท้าย และขอความเห็นชอบจากข้าหลวง(อิบนฺ ซิยาด) อย่างไรก็ตาม อิบนฺ ซิยาดกลับยืนกรานว่าการบัยอะฮฺจะต้องกระทำผ่านมือของตนเอง ซึ่งฝ่ายฮัซรัตหุเซนไม่ยอมรับในข้อนี้ ท้ายที่สุดการสู้รบได้อุบัติขึ้นและจบลงด้วยการพลีชีพของฮัซรัตหุเซน
จากเหตุการณ์ที่เล่ามาพิสูจน์ไม่ได้ว่ายะซีดเกี่ยวข้องกับการสังหารฮัซรัตหุเซน เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เขียนขึ้นโดยพวกชีอะฮฺ เป็นเพราะการดูถูกเหยียดหยามและความจงเกลียดจงชัง จึงมีการสาดโคลนเข้าใส่ยะซีดโดยพรรณนาเรื่องราวต่างๆ จนเกินความเป็นจริง เพราะเหตุนี้จึงมีพี่น้องมุสลิมบางคนยังคงกล่าวหายะซีดอยู่เพราะหลงเชื่อไปตามการแต่งแต้มเติมสีสรรของพวกชีอะฮฺ
ข้อเท็จจริงนั้นมีอยู่ว่า เมื่อข่าวการพลีชีพของฮัซรัตหุเซนล่วงรู้ถึงยะซีด ทั้งเขาและครอบครัวของเขาร้องไห้ ยะซีดถึงกับพูดว่า : ขออัลลอฮฺสาปแช่งอุบัยดุลลอฮฺ อิบนฺ ซิยาด ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ! ถ้าเขาเป็นญาติของฮัซรัตหุเซน เขาจะไม่ฆ่าท่าน ฉันจะยอมรับข้อเสนอเพื่อการพิจารณาของชาวอิรักโดยไม่สังหารหุเซน แล้วยะซีดได้ให้การต้อนรับและจัดหาสถานที่พักพิงให้กับสมาชิกในครอบครัวของฮัซรัตหุเซนที่ยังเหลืออยู่ด้วยความกรุณาอย่างยิ่ง และยังได้จัดแจงให้พวกเขาได้เดินทางกลับไปยังมะดีนะฮฺด้วยเกียรติและความเคารพอย่างสูง
ถ้ายะซีดมีส่วนร่วมในการสังหารฮัซรัตหุเซนจริง คนในครอบครัวของฮัซรัตหุเซนที่ยังเหลืออยู่ก็คงจะไม่พักอยู่กับยะซีดในฐานะที่เป็นอาคันตุกะของเขาเป็นเวลาหลายวันหลังจากที่เพิ่งเกิดเหตุการณ์กัรฺบาลาสดๆ ร้อนๆ หากเป็นเรา เราจะสามารถพำนักและรับประทานอาหารร่วมกับฆาตกรอำมหิตที่สังหารญาติพี่น้องของเราได้ไหม? ทั้งหมดเป็นการโฆษณาชวนเชื่อต่อต้านยะซีดที่พวกชีอะฮฺยุคหลังสร้างขึ้นเพื่อเปิดปังความจริงที่เกิดขึ้น และเพื่อปกปิดความผิดของพวกชีอะฮฺในยุคต้นๆ
ความเข้าใจในลักษณะเช่นนั้นเป็นความหลงผิดอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงอันชัดเจนนั้นก็คือ บรรดาเศาะหาบะฮฺหลายร้อยคนที่ยังมีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น ทุกคนวางตัวอยู่ห่างๆ เหตุการณ์นี้ ทั้งนี้เพื่อปกป้องมิให้อุมมะฮฺมุสลิมเข้าไปพัวพัน และเพื่อป้องกันมิให้เกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ ถ้ามันเป็นการเผชิญหน้าระหว่างความดีและความชั่วแล้ว พวกเศาะหาบะฮฺที่ตลอดชีวิตของพวกเขาไม่เคยผละหนีการญิฮาดมาก่อนเลย จะต้องทุ่มเทสนับสนุนฮัซรัตหุเซนจนสุดตัวอย่างแน่นอน
พอมาถึงจุดนี้ ขอกล่าวถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดที่ยะซีดมีต่อครอบครัวของฮัซรัตหุเซนบ้าง ในปี ฮ.ศ.53 ครั้งนั้นยะซีดในฐานะที่เป็นอะมีรุ้ล ฮุจญาต สู่นครมักกะฮฺ และหลังฮัจญ์มาสู่มะดีนะฮฺ ในโอกาสนั้นยะซีดได้แต่งงานกับซัยยิดะฮฺ อุมมุ มุฮัมมัด บุตรสาวของอับดุลลอฮฺ บิน ญะอฺฟัรฺ ตะฮฺยารฺ ผู้ซึ่งเป็นบุตรเขยของฮัซรัตอะลี และเป็นพี่เขยของฮัซรัตหะซันและฮัซรัตหุเซน ทุกวันนี้ ผู้คนจดจำชื่อของยะซีดเพียงในแง่ของการกล่าวโทษตามทิศทางของพวกชีอะฮฺ และมักจะละเลยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ หรืออย่างน้อยที่สุดไม่ได้ตรวจสอบตัวเองเพื่อแยกแยะความจริงออกจากความเท็จ
มีข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นคือว่า เมื่อเริ่มตระหนักถึงการตระบัดสัตย์ของชาวกูฟะฮฺแล้ว ฮัซรัตหุเซนรู้สึกใจหาย และต้องการเดินทางไปต่อไปยังดามัสกัสเพื่อบัยอะฮฺให้กับยะซีด แต่ผู้วางแผนลับที่ร่วมเดินทางมากับฮัซรัตหุเซน(ผู้เรียกตัวเองว่าเป็นชีอะฮฺอะลี แต่เป็นกำมะลอ)เห็นว่าพวกตนจะถึงกับวิบัติอย่างแน่นอนถ้าปล่อยให้มีการปรองดองเกิดขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงทำการลอบสังหารฮัซรัตหุเซนพร้อมกับสมาชิกในครอบครัวของท่านที่มาด้วยกัน
เมื่อเราได้ศึกษาลำดับของเหตุการณ์ก่อนหลัง บทสรุปที่เราได้มีดังนี้คือ :
1. ชาวกูฟะฮฺส่งจดหมายไปเชื้อเชิญฮัซรัตหุเซนให้เดินทางไปยังเมืองกูฟะฮฺ
2. ผู้เชื้อเชิญคือพวกชีอะฮฺ
3. บรรดาผู้ที่เชื้อเชิญฮัซรัตหุเซนมานั่นแหละที่ลอบสังหารท่านหุเซน จับกุมสมาชิกในครอบครัวของท่าน และปล้นสะดมทรัพย์สินของพวกเขา
4. บรรดาผู้หญิงของพวกฆาตกรที่สังหารฮัซรัตหุเซนแสร้งร่ำร้องคร่ำครวญเพื่อตบตาประชาชน
5. พวกฆาตกรที่ลอบสังหารท่านฮัซรัตหุเซนเป็นพวกชีอะฮฺในกูฟะฮฺ พวกนี้อยู่นอกขอบเขตอุมมะฮฺของรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ
รายละเอียดของโศกนาฏกรรมที่กัรฺบาลาสามารถศึกษาได้จากบทความเรื่อง เก็บตกเหตุการณ์ที่กัรบาลาจากหลักฐานของฝ่ายชีอะฮฺ ของท่านเมาลานา อัลลอฮฺ ยารฺ คาน ซึ่งท่านประมวลขึ้นจากหลักฐานของฝ่ายชีอะฮฺเอง ท่านเมาลานาผู้นี้ได้อุทิศชีวิตทั้งชีวิตของท่านในการเผชิญหน้ากับพวกชีอะฮฺ ท่านได้เปิดโปงตำนานและความหลอกหลวงนานาประการของพวกเขาลงในหนังสือของท่าน
พวกชีอะฮฺได้สร้างภาพของยะซีดให้เป็นทรราช ลามก ขี้เมาและออกนอกลู่นอกทาง พวกเขาจะอธิบายอย่างไรกับความยำเกรงและความมีชื่อเสียงของยะซีด ในขณะที่กองทหารภายใต้การบังคับบัญชาของเขายกออกจากเมืองดามัสกัสเพื่อญิฮาดในสมรภูมิคอนสแตนติโนเปิลเป็นเวลา 9 เดือน ในระหว่างช่วงเวลานี้ เศาะหาบะฮฺอาวุโสรวมทั้งฮัซรัตหุเซนด้วยได้ทำละหมาดตามหลังยะซีด ในทำนองเดียวกัน ในปี ฮ.ศ. 50 และ 53 ยะซีดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอะมีรุล ฮุจญาต และในฐานะดังกล่าวเขาได้นำพี่น้องมุสลิมประกอบพิธีฮัจญ์ และพี่น้องมุสลิมทั่วโลกได้ทำละหมาดตามหลังเขา
มีคนถามอิมามเฆาะซาลีว่า ตามที่กล่าวกันว่ายะซีดมีส่วนพัวพันในการสังหารฮัซรัตหุเซนนั้นถือเป็นเหตุผลสนับสนุนที่จะทำการสาปแช่งเขาได้หรือไม่ เกี่ยวกับเรื่องนี้อิมามเฆาะซาลีตอบว่า :
การสาปแช่งมุสลิมคนใดคนหนึ่งจะกระทำมิได้ ผู้ใดก็ตามที่สาปแช่งพี่น้องมุสลิม ผู้นั้นเองจะเป็นฝ่ายถูกสาปแช่ง ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ กล่าวว่า มุสลิมจะถูกสาปแช่งมิได้ นอกจากนี้ ชะรีอะฮฺยังห้ามมิให้เราทำการสาปแช่งสัตว์ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการสาปแช่งมุสลิมจะเป็นสิ่งอนุมัติได้อย่างไร ก็ในเมื่อเกียรติยศของมุสลิมคนหนึ่งนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์กว่าอัล-กะอฺบะฮฺดังที่มีกล่าวไว้ในหะดีษ (อิบนฺ มาญะฮฺ)
ความศรัทธาในอิสลามของยะซีดเป็นความจริงโดยไม่ต้องสงสัย สำหรับในกรณีการเสียชีวิตของฮัซรัตหุเซน ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดยืนยันว่ายะซีดสังหารท่าน หรือออกคำสั่งให้สังหารท่าน หรือทำการอนุมัติแผนการดังกล่าว ในเมื่อเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ยืนยันให้ชัดเจนออกมา แล้วการสงสัยหรือการกล่าวหายะซีดจะเป็นเรื่องที่ชอบตามกฎหมายอิสลามได้อย่างไร ในเมื่อการตั้งข้อสงสัยพี่น้องมุสลิมด้วยกันเป็นสิ่งหะรอมในอิสลาม
อัลลอฮฺ สุบหฯ พระผู้ทรงเกรียงไกรได้ทรงมีพระดำรัสในอัล-กุรฺอานมีใจความว่า : โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย! พวกเจ้าจงปลีกตัวให้พ้นจากส่วนใหญ่ของการสงสัย แท้จริงการสงสัยบางอย่างนั้นเป็นบาป และพวกเจ้าอย่าสอดแนม และบางคนในหมู่พวกเจ้าอย่านินทาซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ? พวกเจ้าย่อมเกลียดมัน และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ (อัล-หุญุร็อต 49:12)
ท่านอบูหุรอยเราะฮฺรายงานว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ กล่าวว่า การดูหมิ่นเหยียดหยามพี่น้องมุสลิมถือเป็นความชั่วได้ประการหนึ่งสำหรับผู้ใดก็ตามที่จะทำ เลือด ทรัพย์สินและเกียรติของมุสลิมทุกคนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับมุสลิม (หะดีษมุสลิม)
อิมามเฆาะซาลียังกล่าวเพิ่มเติมว่า : บุคคลใดก็ตามที่คิดว่ายะซีดมีคำสั่งให้สังหารอัล-หุเซน หรือชมชอบการสังหารอัล-หุเซน บุคคลดังกล่าวเป็นคนเบาปัญญาอย่างยิ่ง
..
สำหรับคำกล่าวว่า ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ หลังชื่อของยะซีดนั้น ไม่ใช่จะเป็นเรื่องอนุมัติเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนให้กระทำอีกด้วย นอกจากนี้ เมื่อเราขอดุอาอฺให้อัลลอฮฺ สุหบฯ ทรงอภัยโทษให้กับพี่น้องมุสลิมทุกคน เรายังรวมยะซีดเข้าไว้ด้วยเลย และยะซีดนั้นเป็นมุอมิน(ผู้ศรัทธา)คนหนึ่งโดยแน่นอน (หนังสือวะฟิยาต อัล-อะอยาน, เบรุต, หน้า 288)
พวกชีอะฮฺสาดโคลนเข้าใส่ความประพฤติและบุคลิกของยะซีดจนหาดีไม่ได้ ทั้งนี้เป็นเพราะความประสงค์ร้ายและอคติจึงพยายามบิดเบือนภาพลักษณ์ของเขาให้เป็นคนติดเหล้า ตัณหาจัด มีความมุ่งร้ายและความเป็นปฏิปักษ์ แต่เรื่องนี้ท่านมุฮัมมัด บิน อัล-หะนาฟีย์ พี่ชายของฮัซรัตหุเซนเคยปฏิเสธมาแล้ว ท่านให้ความเห็นว่า :
ไม่ว่าท่านจะขุดเอาความชั่วอะไรมาป้ายให้เขา(ยะซีด) ฉันขอเป็นพยานว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่เลย ฉันได้อยู่กับเขา และพบว่าเขาเป็นผู้ดำรงการละหมาดอย่างสม่ำเสมอ เป็นผู้ปรารถนาดีต่อคนอื่น เป็นผู้ชมชอบความรู้ทางด้านชะรีอะฮฺ และทำตามสุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ (อัล-บิดายะฮฺ วัน-นิฮายะฮฺ, เล่ม 8, หน้า 233)
ยะซีดเคยเป็นผู้บัญชาการกองทัพมุสลิมที่ยกไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิล กองทัพนี้ถูกส่งออกไปปฏิบัติภารกิจในสมัยการปกครองของฮัซรัตมุอาวิยะฮฺ บรรดาผู้ที่ร่วมเดินทางไปในกองทัพมีเศาะหาบะฮฺอาวุโสและมีชื่อเสียงรวมอยู่ด้วย อาทิ ฮัซรัตอบู อัยยูบ อันศอรีย์ ซึ่งเมื่อท่านผู้นี้สิ้นชีวิต ยะซีดเป็นคนนำละหมาดญะนาซะฮฺให้กับท่าน ตามคำสั่งเสียของท่านเอง การปฏิบัติภารกิจแนวหน้าครั้งนี้เกิดขึ้นในปี ฮ.ศ. 51 ซึ่งฮัซรัตหุเซนเองได้ออกสู้รบภายใต้การนำของยะซีดด้วยเช่นกัน กองทัพมุสลิมนี้เป็นกองกำลังแรกที่บุกทะลวงเข้าไปยังแผ่นดินของคอนสแตนติโนเปิล และตามหะดีษที่รายงานโดยอับดุลลอฮฺ บิน อุมัร ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ กล่าวว่า :
กองทัพซึ่งยาตราเข้าไปในคอนสแตนติโนเปิลเป็นกองทัพแรกจะได้รับความโปรดปราน(จากอัลลอฮฺ) (หะดีษบันทึกโดยอัล-บุคอรี)
ยะซีดเป็นผู้บัญชาการของกองทัพมุสลิมที่ยาตราเข้าไปทำการญิฮาดในคอนสแตนติโนเปิล ดังนั้นเขาจึงเข้าข่ายได้รับคุณความดีตามความในหะดีษนี้ด้วยเช่นกัน ตามนัยของหะดีษท่านนบี ศ็อลฯ เพราะฉะนั้นพี่น้องมุสลิมจึงมิบังควรที่จะใส่ร้ายป้ายสียะซีด ทั้งนี้เพราะทุกคนในกองทัพดังกล่าวล้วนได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ สุบหฯ ตามความในหะดีษข้างต้น พี่น้องมุสลิมที่ยังไม่กระจ่างที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของพวกชีอะฮฺจึงมิบังควรที่จะละเมิดขอบเขตด้วยการสาปแช่งยะซีด ด้วยเพราะความรักในฮัซรัตหุเซนและอะหลุลบัยตฺ
อีกสิ่งหนึ่งที่เราควรจะระมัดระวังนั้นคือการใช้คำนำหน้าว่า อิมาม และคำต่อท้ายว่า อะลัยฮิสสะลาม ที่นำมาใช้กับฮัซรัตหุเซน พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่เมื่อรำลึกถึงฮัซรัตหุเซนก็จะนึกถึงชื่อ อิมาม หุเซน อะลัยฮิสสะลาม โดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ว่าการเรียกหาอย่างนี้จะเป็นท่าทีของพวกชีอะฮฺก็ตาม สำหรับเศาะหาบะฮฺทุกคน เราจะใช้คำว่า ฮัซรัต นำหน้าเพื่อแสดงความเคารพนับถือ เช่น ฮัซรัตอบู บักร, ฮัซรัตอุมัร, ฮัซรัตอุษมาน, ฮัซรัตอะลี ฯลฯ เราจะไม่พูดว่าอิมามอบูบักร หรืออิมามอุมัร ในทำนองเดียวกัน ภายกลังชื่อของเศาะหาบะฮฺทุกคน เราจะใช้คำว่า ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ (ขออัลลอฮฺให้ความโปรดปรานแก่เขา) และเราจะไม่ใช้คำต่อท้ายว่า อะลัยฮิสสะลาม (ขอความสันติจากอัลลอฮฺจงมีแด่เขา) ซึ่งถูกสงวนเอาไว้สำหรับบรรดานบีของอัลลอฮฺ สุบหฯ เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ใช้คำว่า ฮัซรัตอบูบักร อะลัยฮิสสะลาม หรือฮัซรัตอุมัร อะลัยฮิสสะลาม แต่ในกรณีของฮัซรัตหุเซน เราบางคนกลับใช้คำว่า อะลัยฮิสสะลาม เราเคยคิดบ้างไหมว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้? สาเหตุนั้นเนื่องมาจากอิทธิพลของลัทธิชีอะฮฺได้คลืบคลานเข้ามาในจิตใจของเราโดยไม่รู้สึกตัวนั่นเอง
ขอให้เรารำลึกอยู่เสมอว่า อิมามะฮฺ นั้นเป็นหลักศรัทธาข้อหนึ่งของพวกชีอะฮฺ และตามความเชื่อของพวกเขา อิมามเป็นมะอฺศูม หรือผู้ไร้บาปเหมือนกับบรรดานบี และยังได้รับการแต่งตั้งและมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้โดยอัลลอฮฺ สุบหฯ อีกด้วย พวกชีอะฮฺถือเอาฮัซรัตหุเซนเป็นอิมามคนหนึ่งในบรรดาอิมามทั้งสิบสอง พวกชีอะฮฺจึงใช้คำว่า อิมาม นำหน้าชื่อของฮัซรัตหุเซน แม้ว่าในทัศนะของมุสลิมสุนนีย์ ท่านเป็นเศาะหาบีย์คนหนึ่ง มิใช่ อิมามผู้ไร้บาป ที่อัลลอฮฺ สุบหฯ ทรงแต่งตั้งและมอบหมายอำนาจหน้าที่ เราไม่ได้เห็นด้วยกับหลักศรัทธาของชีอะฮฺในเรื่องอิมามะฮฺ ดังนั้น เราควรจะใช้คำว่า ฮัซรัตหุเซน ร่อฎิยัลลอฮุ อันฮุ มากกว่าคำว่า อิมามหุเซน อะลัยฮิสสะลาม ซึ่งเป็นแนวทางและกลวิธีของพวกชีอะฮฺตามความเชื่อและการปฏิบัติที่ผิดพลาดของพวกเขา
-------------------------
หมายเหตุ : ชื่อจริงของบทความนี้ คือ ยะซีดกับโศกนาฏกรรมกัรฺบาลา : ความจริงหรือความเท็จ ผู้เขียน (เอ.อิลยาส ชิสตี ศอบิรีย์)แสดงความคิดเห็นปกป้องยะซีด อิบนฺ มุอาวิยะฮฺ ว่าไม่ได้สั่งการและไม่ได้รู้เห็น หรือสนับสนุนการสังหารท่านหุเซนและครอบครัวอย่างโหดร้ายทารุณตามที่เข้าใจกัน และสามารถสรุปได้อย่างชัดเจนว่า ผู้เขียนถือว่าทั้งหมดเป็นความผิดของอุบัยดุลลอฮฺ อิบนฺ ซิยาด ข้าหลวงเมืองกูฟะฮฺคนใหม่แต่เพียงผู้เดียว ทีมงาน Sunnahcyber เองมิได้เห็นด้วยกับทัศนะดังกล่าวแต่อย่างใด แต่ได้นำบทความดังกล่าวมาตีพิมพ์เอาไว้ เพื่อจะบอกให้ผู้อ่านรู้ว่า ในหมู่ชนสุนนีย์นั้นก็มีคนที่มีทัศนะดังกล่าวอยู่เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในบทความนี้ อาจจะมีบางส่วนที่เป็นประเด็นให้พี่น้องได้นำไปสืบค้นหาความจริงกันต่อไป (อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง)
กรุณาอ่านบทความเรื่อง ทัศนะของชาวซุนนีย์ต่อเหตุการณ์ที่กัรฺบะลา ประกอบด้วยเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง