พิมพ์หน้านี้
|
โทนทั้งสองชนิดดังกล่าวนี้ ใช้ตีประกอบการเล่นพื้นเมืองของไทยอย่างหนึ่ง โดยใช้เครื่องดนตรีแต่ล้วนเครื่องตีทั้งนั้น มี ๑. กรับ ๑ คู่ หรือ ๒-๓ คู่ ก็ได้ ๒. ฉิ่ง ๓. โทน ตั้งแต่ ๑ ลูก ถึง ๔-๕ ลูกก็ได้ ใช้ทั้งโทนชาตรีและโทนมโหรีสุดแต่จะมีและหาได้ ตีประกอบการขับร้องและใช้เป็นจังหวะในการฟ้อนรำ เรียกกันว่า รำโทนซึ่งมานิยมเล่นกันแพร่หลายมากในระยะสงครามโลกครั้งที่ ๒ และในระยะนั้น รัฐบาลได้มอบให้กรมศิลปกรปรับปรุงบทร้อง ตลอดจนท่ารำและเครื่องดนตรีเสียใหม่จึงเลยเปลี่ยนชื่อเรียกการเล่นพื้นเมืองแบบนี้เสียใหม่ด้วยเรียกว่า รำวง ในการนี้ได้มีท่านผู้มีเกียรติบางท่านช่วยแต่งบทร้องให้ขับร้องและรำกันแพร่หลายเป็นที่นิยมทั่วไป จนนำรำวงไปเล่นสลับกับการเต้นรำในสถานลีลาศ ทั้งเป็นที่รู้จักและนิยมรำกันแพร่หลายไปจนในนานาประเทศ คำที่เรียกเครื่องตีขึ้นหนังหน้าเดียวของเราว่า โทน นี้บังเอิญไปตรงกับ โทล หรือ โทละ ของอินเดีย จะได้อย่างมาจากโทลของอินเดียหรืออย่างไรไม่ทราบได้ คงตั้งชื่อเอาตามเสียงที่ตี แต่รูปร่างไม่เหมือนกันเลย โทล (อินเดีย) รูปร่างเป็นทรงกระบอกยาวประมาณ ๕๐ ซม. ทำด้วยไม้ขุดคว้านด้านในให้เป็นโพรง ใช้ข้าวสุกผสมกับขี้เถ้าติดเพื่อให้เกิดเสียงกังวานใช้ตีด้วยไม้หรือด้วยมือ ถ้าตีด้วยมือใช้ฝ่ามือตี เครื่องดนตรีชนิดนี้มักจะใช้ในงานพิธีตามเทวสถาน ส่วนคำว่า ทับ ก็ดูมีสำเนียงใกล้กับคำขึ้นต้นของ ตับลา ซึ่งเป็นกลองคู่ของอินเดียขึ้นหนังหน้าเดียวเวลาตี ตั้งหงายหน้า ลูกหนึ่งเตี้ย ก้นกลมเหมือนบาตรต้องใช้ผ้าวงอย่างเสวียนรองก้น อีกลูกหนึ่งสูงกว่า รูปร่างเหมือนกระถางต้นไม้ ๒ ลูก ที่เอาปากกระถางทางกว้างรวมประกบกัน ใช้บรรเลงเป็นคู่คือ ๒ ลูก ผู้ตีคนเดียวตีลูกละมือ กลองชนิดตับลานี้ใช้แทน มฤทังค์ ก็ได้ ขอขอบคุณความรู้จากหนังสือเครื่องดนตรีไทย อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๐ โปรดติดตามความรู้เกี่ยวกับดนตรีไทย ที่เป็นมรดกของชาติในคราวต่อไป นะครับ นักดนตรีไทย นักเลงเพลงกลอง นิ้งหน่องครับ
|