วันพุธ ที่ 30 เมษายน 2551
ความสำคัญของฮะดีษ
Posted by
โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม
,
ผู้อ่าน : 226
, 09:36:31 น.
| หมวดหมู่ :
บทความ
พิมพ์หน้านี้
|
ความสำคัญของฮะดีษ บทความโดย ดร.คอลิด อัลวี แปลและเรียบเรียงโดย อาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน  ปัญหาเรื่องความสำคัญของฮะดีษเป็นปัญหาอีกเรื่องหนึ่งซึ่งหลายคนได้หยิบยกขึ้นมาถามกันครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยเหตุผลและวัตถุประสงค์ต่างๆกัน แต่มีคนส่วนหนึ่งถามเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อหาข้ออ้างที่จะปฏิเสธซุนนะฮฺของท่านนบี คำถามที่เราพบเป็นประจำก็คือ ทำไมมุสลิมเราจึงได้ให้ความสำคัญแก่ฮะดีษมากทั้งๆที่เรามีคัมภีร์กุรอานซึ่งเป็นวจนะของอัลลอฮฺอยู่แล้ว ? ทำไมเราจะต้องไปหาทางนำจากที่อื่นนอกเหนือไปจากนี้ ? เพื่อที่จะพูดถึงปัญหาเรื่องนี้ เราจำเป็นที่จะต้องรู้ถึงฐานะของนบีในอิสลามเสียก่อน เพราะว่าสถานะของฮะดีษนั้นขึ้นอยู่กับสถานะของนบี เมื่อพิจารณถึงสถานะของนบี อาจมีคนมองเห็นถึงความเป็นไปได้ 3 อย่าง นั่นคือ 1) นบีมีหน้าที่นำวจนะของพระผู้เป็นเจ้ามายังมนุษยชาติเท่านั้นและไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากนี้แล้ว 2) นบีไม่เพียงแต่จะนำวจนะของพระผู้เป็นเจ้ามาเท่านั้น แต่ยังต้องปฏิบัติไปตามวจนะดังกล่าวและอธิบายวจนะเหล่านั้นในช่วงระยะเวลาอันจำกัดและหลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว คัมภีร์กุรอานอย่างเดียวก็น่าที่จะเพียงพอสำหรับการนำทางมนุษย์ 3) ไม่มีข้อสงสัยว่านบีจะต้องนำวจนะของพระผู้เป็นเจ้ามายังมนุษยชาติ แต่มันก็เป็นหน้าที่ของท่านเช่นกันที่จะต้องปฏิบัติตามและอธิบายวจนะของพระองค์ให้แก่ผู้คน การกระทำและการอธิบายของท่านเป็นแหล่งที่มาของทางนำตลอดไป คำพูด การปฏิบัติและการอธิบายของท่านเป็นแหล่งที่มาของแสงสว่างสำหรับมุสลิมในทุกยุค นักวิชาการมุสลิมมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าประเด็นที่สามดังกล่าวมานั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในเรื่องสถานะของนบีในอิสลาม คัมภีร์กุรอานได้กล่าวถึงความสำคัญของนบีไว้หลายตอนด้วยกัน ตัวอย่างเช่น แท้จริง ในรอซูลุลลอฮฺนั้นมีแบบอย่างที่ดีงามสำหรับผู้ที่หวังจะพบอัลลออฺและวันปรโลกและรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมาก (กุรอาน 33:21) จากอายะฮฺดังกล่าวมานี้ มุสลิมทุกคนจึงต้องมีแบบอย่างที่ดีงามของท่านนบีไว้เป็นอุดมคติในชีวิต ในอีกอายะฮฺหนึ่ง อัลลอฮฺได้ทำให้ท่านนบีเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด(ฮุกม)สำหรับมุสลิม ไม่มีใครสามารถเป็นมุสลิมได้ถ้าหากคนผู้นั้นไม่ยอมรับการตัดสินของท่านนบี แต่ไม่เลย ฉันขอสาบานด้วยพระเจ้าของเจ้าว่าเขาเหล่านั้นจะยังไม่ศรัทธาจนกว่าพวกเขาจะให้เจ้า(มุฮัมมัด)ตัดสินในสิ่งที่ขัดแย้งกันระหว่างพวกเขา แล้วพวกเขาไม่พบความคับใจใดๆในจิตใจของพวกเขาจากสิ่งที่เจ้าได้ตัดสินไปและพวกเขายอมจำนนด้วยดี (กุรอาน 4:65) ในขณะที่อธิบายถึงคุณสมบัติของมุสลิม คัมภีร์กุรอานกล่าวว่า : แท้จริง คำตอบของบรรดาผู้ศรัทธาเมื่อถูกเรียกร้องไปสู่อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์เพื่อให้ตัดสินระหว่างพวกเขาก็คือ ?เราได้ยินแล้ว และเราเชื่อฟัง? ชนเหล่านี้คือผู้ประสบความสำเร็จ (กุรอาน 24:51) ในหลายแห่งด้วยกันที่คัมภีร์กุรอานได้ให้คำชี้ขาดในเรื่องนี้ คัมภีร์กุรอานกล่าวว่า ?จงเชื่อฟังอัลลอฮฺและจงเชื่อฟังรอซูล? (กุรอาน 4:59) และ ?อะไรก็ตามที่รอซูลนำมาให้เจ้า สูเจ้าก็จงรับไว้ และอะไรที่เขาห้าม ก็จงละเว้น? (กุรอาน 59:7) คัมภีร์กุรอานมีความชัดเจนในการยืนยันถึงสถานะของนบี ตามคัมภีร์กุรอาน ท่านนบีมีสถานะ 4 ประการและสถานะทั้งสี่นี้จะต้องได้รับการเชื่อฟัง นั่นคือ ท่านเป็น ?มุอัลลิม วะ มุร็อบบี? (ครูและผู้ให้การศึกษา) ท่านเป็นผู้อธิบายคัมภีร์ เป็นผู้ตัดสินและเป็นผู้ปกครอง ด้วยสถานะเหล่านี้ท่านจึงเป็นแบบอย่างที่ดีงามสำหรับมุสลิม คัมภีร์กุรอานยังพูดถึงเรื่องนี้ไว้อีกมากมาย เช่น โดยแน่นอนยิ่ง อัลลอฮฺได้ประทานความโปรดปรานแก่บรรดาผู้ศรัทธาเมื่อพระองค์ได้ทรงตั้งรอซูลขึ้นมาคนหนึ่งในหมู่พวกเขาเองเพื่อมาสาธยายวจนะของพระองค์ เพื่อขัดเกลาชีวิตของพวกเขาและสอนคัมภีร์และวิทยาปัญญาให้แก่พวกเขาถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาได้อยู่ในการหลงทางอย่างชัดแจ้งก็ตาม (กุรอาน 3:164) ...และเราได้ให้อัลกุรอานแก่เจ้าเพื่อเจ้าจะได้สร้างความกระจ่างให้แก่มนุษย์ในสิ่งที่ได้ถูกส่งมาแก่พวกเขา (กุรอาน 16:44) เขากำชับคนเหล่านั้นให้ปฏิบัติตามคุณธรรมและห้ามปรามพวกเขาจากความชั่ว เขาทำให้สิ่งที่ดีทั้งหลายเป็นที่อนุมัติสำหรับคนเหล่านั้นและทำให้สิ่งที่เลวเป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขา เขาทำให้คนเหล่านั้นหลุดพ้นจากภาระหนักและปลดปล่อยพวกเขาจากโซ่ตรวนที่พันธนาการคนเหล่านั้นอยู่ (กุรอาน 7:157) บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงเชื่อฟังอัลลอฮฺและจงเชื่อฟังรอซูลและบรรดาผู้ที่ได้รับมอบอำนาจในหมู่สูเจ้า ดังนั้น หากสูเจ้าโต้แย้งกันในสิ่งใด จงอ้างมันกลับไปยังอัลลอฮฺและรอซูลถ้าสูเจ้าศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้ายอย่างแท้จริง นั่นเป็นการดีกว่าและเป็นการดีที่สุดในการยุติ (กุรอาน 4:59) ไม่เหมาะสมสำหรับชายผู้ศรัทธาและหญิงผู้ศรัทธาที่เมื่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ได้ตัดสินใจในเรื่องได้ไปแล้ว พวกเขาจะมาเกี่ยงในเรื่องของพวกเขาอีกและใครก็ตามที่ไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ แน่นอนพวกเขาได้หลงผิดไปอย่างชัดแจ้ง (กุรอาน 33:36) จากอายะฮฺดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ คัมภีร์กุรอานได้อธิบายถึงบุคลิกของท่านนบีในด้านต่างๆทั้งนี้เพื่อให้เราสามารถตัดสินถึงความสำคัญของท่านนบีได้ ยังมีอายะฮฺที่สำคัญอีกอายะฮฺหนึ่งซึ่งเป็นคำตัดสินชี้ขาดต่อบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อในฮะดีษว่าเป็นหลักฐานที่เชื่อถือได้ของกฎหมายอิสลาม นั่นคือ และผู้ใดเป็นปฏิปักษ์ต่อรอซูลหลังจากทางนำได้เป็นที่กระจ่างแก่เขาแล้ว และปฏิบัติตามแนวทางอื่นจากแนวทางของผู้ศรัทธา เราจะทิ้งเขาไว้ในทางที่เขาได้เลือกและเราจะทำให้เขาเข้าไปในนรกอันเป็นปลายทางที่ชั่วช้า (กุรอาน 4:115) ในขณะที่กำชับมุสลิมให้เชื่อฟังท่านนบี คัมภีร์กุรอานยังได้ประกาศอีกว่าความเป็นนบีของมุฮัมมัดนั้นอยู่เหนือกาลเวลาและสถานที่ ท่านเป็นนบีคนสุดท้ายและเป็นรอซูลของอัลลอฮฺสำหรับมนุษยชาติทั้งหมดในอนาคตที่จะมาถึง ฮะดีษมิได้เป็นสิ่งใดนอกไปจากสิ่งที่สะท้อนถึงตัวตนของท่านนบีผู้ที่จะต้องได้รับการเชื่อฟังและปฏิบัติตามไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ใครก็ตามที่ศึกษาคัมภีร์กุรอานจะเห็นว่าคัมภีร์กุรอานจะพูดถึงหลักการกว้างๆหรือพูดแต่เฉพาะสิ่งที่จำเป็นของศาสนาส่วนเรื่องรายละเอียดจะพูดน้อยมาก เพราะในเรื่องรายละเอียดนั้นท่านนบีมุฮัมมัดจะมาเป็นผู้ปฏิบัติให้เห็นว่าคำสั่งนั้นๆจะต้องทำอย่างไรหรือไม่ก็โดยการอธิบายรายละเอียดให้ ซุนนะฮฺหรือฮะดีษของท่านนบีจึงไม่เพียงแต่เป็นสิ่งจำเป็นหลังจากที่ท่านเสียชีวิตไปแล้วเท่านั้น เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ด้วย การปฏิบัติทางศาสนาที่สำคัญที่สุดของอิสลามก็คือการนมาซและการจ่ายซะกาต แต่เมื่อตอนที่คำสั่งเกี่ยวกับเรื่องการนมาซและการจ่ายซะกาตได้ถูกประทานลงมาครั้งแล้วครั้งเล่าทั้งในมักก๊ะฮฺและมะดีนะฮฺนั้น รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ก็ไมได้มีการบอกรายละเอียดไว้ คัมภีร์ กุรอานสั่งแต่เพียง ?จงดำรงนมาซ? ท่านนบีเองเป็นผู้ที่มาบอกรายละเอียดของการนมาซและได้กล่าวว่า ?จงนมาซเหมือนดังที่พวกท่านเห็นฉันนมาซ? การจ่ายซะกาตก็เป็นอีกคำสั่งหนึ่งซึ่งถูกกล่าวครั้งแล้วครั้งเล่าในคัมภีร์กุรอาน แต่ก็ท่านนบีอีกนั่นแหละที่ได้มาวางกฎระเบียบในการจ่ายและการรวบรวมให้ นี่เป็นแค่เพียงสองตัวอย่าง แต่เนื่องจากอิสลามคือวิถีชีวิตที่ครอบคลุมพฤติกรรมของมนุษย์ในทุกด้าน ดังนั้นยังมีอีกนับร้อยประเด็นที่ท่านจะต้องมาอธิบายรายละเอียดทั้งโดยการพูดและการกระทำ นอกจากนี้แล้ว บรรดานักวิชาการยังได้พูดกันในรายละเอียดอีกว่าฮะดีษเป็น ?วะฮีย์ที่ซ่อนเร้น? (วะฮ์ยุน คอฟี) และเป็นความรู้อันล้ำเลิศของนบีอีกด้วย ซึ่งในที่นี้จะไม่ขอพูดถึงรายละเอียด แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องการจะทำความเข้าใจให้เป็นที่กระจ่างก็คือว่ามีหลายกรณีที่ท่านนบีได้พยายามแสดงความคิดเห็นจากสติปัญญาของท่านโดยที่ไม่ได้รับวะฮีย์และความเห็นของท่านก็เป็นที่ยอมรับหรือไม่ก็ถูกแก้ไขโดยวะฮีย์ ที่สำคัญก็คือความสำคัญของซุนนะฮฺนั้น ถึงแม้จะเป็นแหล่งข้อมูลหลักฐานขั้นที่สองของอิสลามก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องที่บรรดาสาวกของท่านนบีได้ลงมติยอมรับกันไปแล้ว มุอาซอิบนุญะบัล สาวกในสมัยของท่านนบีเองได้กล่าวแก่นบีว่าเขาจะตัดสินตามซุนนะฮฺถ้าหากเขาไม่พบการแก้ปัญหาในคัมภีร์กุรอาน ฮะดีษยิ่งมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นสำหรับมุสลิมอันเนื่องมาจากความจริงที่ว่าท่านนบีมุฮัมมัดไม่เพียงแต่จะสอนเท่านั้น แต่ยังได้แปรคำสอนของท่านออกมาเป็นการปฏิบัติให้เห็นในทุกเรื่องที่สำคัญของชีวิตอีกด้วย ท่านมีชีวิตอยู่เป็นเวลา 23 ปีหลังจากที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรอซูลุลลอฮฺ (ศาสนทูตของอัลลอฮฺ) ท่านได้ทำให้สังคมของท่านเป็นสังคมที่วางพื้นฐานอยู่บนศาสนาโดยท่านไดปฏิบัติด้วยตัวของท่านเอง ท่านได้สร้างรัฐขึ้นมาและได้บริหารรัฐนี้ในฐานะประมุขสูงสุดทำหน้าที่รักษาความสงบและระเบียบภายใน นำกองทหารออกไปต่อต้านศัตรู ตัดสินคดีความต่างๆ ลงโทษอาชญากรและวางกฎระเบียบในการดำเนินชีวิตทุกด้าน ท่านแต่งงานและทิ้งรูปแบบชีวิตครอบครัว ความจริงที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือท่านไม่ได้ประกาศตัวเองว่าอยู่เหนือกฎหมายที่ท่านกำหนดแก่คนอื่น การปฏิบัติของท่านจึงมิใช่เป็นแค่เพียงการปฏิบัติส่วนตัว แต่เป็นการอธิบายรายละเอียดและการปฏิบัติในสิ่งที่ท่านได้สอน
|