พิมพ์หน้านี้
|
เจิ้งเหอแม่ทัพนักสำรวจโลก บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน
มนุษยชาติใดเป็นคนแรกที่ค้นพบทวีปอเมริกาก่อน ยังคงเป็นคำถามที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ โดยเฉพาะนักประวัติศาสตร์ซึ่งมีหน้าที่ขุดคุ้ยหลักฐานในอดีตมานำเสนอให้ผู้คนได้รับรู้ นักเดินเรือและนักสำรวจ เจิ้งเหอมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1371-1435 เขาเป็นนักเดินเรือผู้มีชื่อเสียงที่สุดของจีน เขาสร้างกองเรือที่ประกอบไปด้วยเรือประเภทต่างๆถึง 1,622 ลำในนานจิง และบางลำเป็นเรือไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ปัจจุบันอู่ต่อเรือสามแห่งยังมีอยู่ในเมืองนานจิง เจิ้งเหอเดินทางสำรวจโลกระหว่าง ค.ศ. 1405-1430 ถึง 7 ครั้งด้วยกัน โดยเดินทางเป็นระยะทางกว่า 50,000 กิโลเมตร แวะเยี่ยมประเทศต่างๆกว่า 30 ประเทศไปจนถึงโซมาเลียและยุโรปด้วย ใน ค.ศ. 1930 ได้มีการค้นพบเสาหินต้นหนึ่งในเมืองหนึ่งของจังหวัดฟูเจี้ยน ซึ่งมีการจารึกเล่าการเดินทางอันน่าทึ่งของเจิ้งเหอไว้ ในจารึกนั้นเจิ้งเหอได้อธิบายว่า เขาได้รับบัญชาจากจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงให้ออกเดินเรือไปยัง ประเทศที่ไกลโพ้นขอบฟ้าไปสู่ปลายสุดของโลก ภารกิจของเขาแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของจีนในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี ประเทศและดินแดนต่างๆที่เจิ้งเหอเดินทางไปและถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ทางการของราชวงศ์หมิง มีทั้งชวา สุมาตรา เวียดนาม สยาม เขมร ฟิลิปปินส์ ซีลอน บังกลาเทศ อินเดีย เยเมน อารเบีย โซมาเลีย โมกาดิชชู เนื่องจากการเดินทางจากจีนไปแอฟริกาถือว่าเป็นการเดินทางที่ยาวไกลในยุคนั้น อาจมีหลายคนไม่เชื่อว่าเขาเดินทางไปถึงจริง ดังนั้น ในตอนขากลับ เขาจึงเอายีราฟและสิงโตซึ่งเป็นสัตว์ประจำถิ่นในแอฟริกากลับมาเป็นหลักฐานด้วย ประวัติศาสตร์ทางการของจีนเกี่ยวกับเรื่องการเดินทางของเจิ้งเหอยังได้เอ่ยถึงคำว่า ฟรังกา (ซึ่งในตอนนั้นเป็นดินแดนที่ใช้อธิบายถึงประเทศฝรั่งเศส โปรตุเกส) และฮอลแลนด์ไว้ด้วย แต่ชาวฮอลแลนด์นั้นบันทึกประวัติศาสตร์ได้อธิบายในเชิงลักษณะว่า เป็นคนร่างสูง ผมและเคราสีแดง จมูกโด่งและเบ้าตาลึก ถ้าหากเขาได้พบกับชาวยุโรปในประเทศเหล่านั้น นั่นก็หมายความว่าเขาต้องล่องเรือรอบแหลมกู๊ดโฮป น่าเสียดายที่ความสำเร็จของเจิ้งเหอถูกประเทศอื่นๆมองเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ บันทึกของเขาจึงถูกทำลายและการสร้างเรือที่มีเสากระโดงมากกว่า 3 ต้นขึ้นไปถือเป็นความผิดที่มีโทษถึงตาย ดังนั้น หลักฐานการเดินทางของเขาซึ่งอาจรวมถึงการค้นพบอเมริกาจึงไม่มีการบันทึกไว้ ในแอฟริกาใกล้กับเคนยาปัจจุบัน มีคนหลายเผ่าที่หน้าคล้ายคนจีนอย่างเห็นได้ชัด คนเหล่านี้ถือว่าพวกตนเป็นลูกหลานของลูกเรือเจิ้งเหอ ความสำเร็จของเจิ้งเหอแสดงให้เห็นว่า ในอดีตจีนมีกองเรือที่ยิ่งใหญ่และมีความสามารถพอที่จะส่งกองเรือของตนออกสำรวจโลก แต่น่าเสียดายที่จีนไม่ได้ติดตามการเดินทางเหล่านี้และยังยุติการส่งเรือออกไปสำรวจโลกด้วย ดังนั้น ในศตวรรษต่อมา ผู้คนจึงเข้าใจว่าชาวยุโรปได้ค้นพบจีนแทนที่จีนเป็นผู้ค้นพบยุโรป จีนมีประเพณีการเดินทางในทะเลที่เก่าแก่มาก กองเรือของจีนได้แล่นไปถึงอินเดียตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น กะลาสีเรือชาวจีนมีเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งที่ช่วยพวกเขาในการเดินเรือ นั่นคือ เข็มทิศ หรือ ช้อนที่ด้ามชี้ไปทางใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการดูโชคชะตา กัปตันเรือชาวต่างประเทศคนหนึ่งเขียนไว้ว่า ในท่ามกลางความมืด นักเดินเรือชาวจีนจะดูเข็มที่ชี้ไปทางใต้และใช้สายดิ่ง เพื่อตรวจดูธรรมชาติของโคลนที่ก้นทะเลเพื่อที่จะรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน นอกจากนี้แล้วนักต่อเรือชาวจีนยังได้พัฒนาเทคนิคการสร้างการเดินเรืออีกมากมายหลายอย่าง เช่น หางเสือท้ายกระดูกงูของลำเรือ ห้องป้องกันน้ำเข้าใต้ท้องเรือซึ่งทำให้เรือไม่จม การหุ้มเกราะเรือ เป็นต้น ในจีนมีมุสลิมด้วยหรือ? จีนเป็นชาติอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดชาติหนึ่ง ในสมัยที่นบีมุฮัมมัดยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้สั่งบรรดาสาวกของท่านว่า จงศึกษาหาความรู้ แม้จะต้องไปไกลถึงเมืองจีนก็ตาม ทั้งๆที่ตัวท่านเองยังไม่เคยไปยังแผ่นดินจีนเลย หลังจากท่านนบีมุฮัมมัดเสียชีวิตไปประมาณ 10 กว่าปี รัฐบาลอิสลามในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุษมานก็ได้ส่งตัวแทนมุสลิมคณะหนึ่งไปเยี่ยมจีนใน ค.ศ. 651 เพื่อเชิญชวนจักรพรรดิจีนให้เข้ารับอิสลามและตัวแทนคณะนี้ได้สร้างมัสยิดแห่งหนึ่งไว้ที่เมืองกวางตุ้งซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า มัสยิดอนุสรณ์สถาน หลังจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นแล้ว มุสลิมกลุ่มแรกก็เข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ท่าเรือเฉงอานในสมัยราชวงศ์ถัง และหลังจากนั้นก็มีมุสลิมทยอยกันเข้าไปตั้งถิ่นฐานในจีนกันมากขึ้น บางครั้งเมื่อมีกบฏเกิดขึ้น จักรพรรดิจีนยังเคยขอความช่วยเหลือจากเคาะลีฟะฮฺบางคนและเคาะลีฟะฮฺก็ได้ตอบสนองด้วยการส่งทหารมุสลิมชาวเติร์กหลายพันคนไปช่วยจนสามารถปราบกบฏลงได้ หลังจากปราบกบฏแล้ว ทหารมุสลิมเชื้อสายเติร์กเหล่านี้ก็ตั้งถิ่นฐานอยู่ในจีนและได้แต่งงานกับหญิงชาวจีนที่นั่นจนแพร่ลูกออกหลานเป็นจำนวนมากมาย แม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่นอนเกี่ยวกับประชากรมุสลิมจีน แต่ก็เชื่อกันว่ามุสลิมในจีนปัจจุบันมีไม่ต่ำกว่า 60 ล้านคน จึงมิใช่เรื่องแปลกอะไรที่จีนในอดีตจะมีแม่ทัพเรือที่เป็นมุสลิม |
| ramadon | ||
เดือนรอมฎอน 1429 |
||
|
View All |
||
| VDO Presentation โครงการอบรมผู้สนใจ มูลนิธิสันติชน | ||
แนะนำโครงการอบรมผู้สนใจ มูลนิธิสันติชน |
||
|
View All |
||
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |