โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน
“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้า ดังที่เคยบัญญัติให้แก่ชนก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 183
Permalink : http://www.oknation.net/blog/knowislam
วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม 2551
“เจิ้งเหอ”แม่ทัพนักสำรวจโลก
Posted by โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม , ผู้อ่าน : 163 , 12:44:06 น.   | หมวดหมู่ : บทความ  
พิมพ์หน้านี้


“เจิ้งเหอ”แม่ทัพนักสำรวจโลก

บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน  ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

มนุษยชาติใดเป็นคนแรกที่ค้นพบทวีปอเมริกาก่อน ยังคงเป็นคำถามที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ โดยเฉพาะนักประวัติศาสตร์ซึ่งมีหน้าที่ขุดคุ้ยหลักฐานในอดีตมานำเสนอให้ผู้คนได้รับรู้
ในการประชุมสัมมนาของราชสมาคมภูมิศาสตร์ (Royal Geographical Society) ซึ่งจัดขึ้นในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2002 นายเกวิน เมนซีส (Gavin Menzies) อดีตวิศวกรเรือดำน้ำและนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่ง ได้นำเสนอผลงานการศึกษาของเขาในที่ประชุมว่า “เจิ้งเหอ” นักเดินเรือชาวจีนมุสลิมในสมัยราชวงศ์หมิงเป็นผู้ค้นพบอเมริกาก่อนโคลัมบัส 70 ปี
หลักฐานที่นายเกวินมั่นใจและนำมาสนับสนุนการศึกษาค้นคว้าของเขาก็คือ แผนที่ของทวีปอเมริกาซึ่งถูกทำขึ้นก่อนการเดินทางของโคลัมบัส โบราณวัตถุและแผนที่ทางดาราศาสตร์ที่สามารถย้อนลึกไปได้ถึงสมัยของเจิ้งเหอ
นายเกวินกล่าวว่า เขาได้รับแผนที่การเดินเรือของจีนที่มีความเกี่ยวข้องกับการเดินทางของเจิ้งเหอในปี ค.ศ. 1421-1423 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากองเรือของเจิ้งเหอได้แล่นไปถึงทางใต้สุดของแอฟริกาและอเมริกาใต้มาแล้ว
นอกจากจะอาศัยหลักฐานต่างๆทางประวัติศาสตร์แล้ว เขายังได้ใช้โปรแกรมซอฟต์แวร์ทางด้านดาราศาสตร์ที่ชื่อว่า “สตาร์รี ไนท์” (Starry Night) มาช่วยในการศึกษาหาความจริงของเขาด้วย
นายเกวินกล่าวว่า เขามีแผนที่ดวงดาวเก่าแก่ของจีนฉบับหนึ่ง ซึ่งเมื่อเขาตั้งโปรแกรมทางด้านดาราศาสตร์สตาร์รีไนท์ย้อนไปถึง ค.ศ. 1421 เขาก็พบว่า ดาวดวงนั้นอยู่เหนือกองเรือของแม่ทัพเจิ้งเหอ ซึ่งทำให้เขาเชื่อมั่นว่าเจิ้งเหอเป็นคนหนึ่งที่พบทวีปอเมริกาก่อนโคลัมบัส

นักเดินเรือและนักสำรวจ เจิ้งเหอมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1371-1435 เขาเป็นนักเดินเรือผู้มีชื่อเสียงที่สุดของจีน เขาสร้างกองเรือที่ประกอบไปด้วยเรือประเภทต่างๆถึง 1,622 ลำในนานจิง และบางลำเป็นเรือไม้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ปัจจุบันอู่ต่อเรือสามแห่งยังมีอยู่ในเมืองนานจิง เจิ้งเหอเดินทางสำรวจโลกระหว่าง ค.ศ. 1405-1430 ถึง 7 ครั้งด้วยกัน โดยเดินทางเป็นระยะทางกว่า 50,000 กิโลเมตร แวะเยี่ยมประเทศต่างๆกว่า 30 ประเทศไปจนถึงโซมาเลียและยุโรปด้วย ใน ค.ศ. 1930 ได้มีการค้นพบเสาหินต้นหนึ่งในเมืองหนึ่งของจังหวัดฟูเจี้ยน ซึ่งมีการจารึกเล่าการเดินทางอันน่าทึ่งของเจิ้งเหอไว้ ในจารึกนั้นเจิ้งเหอได้อธิบายว่า เขาได้รับบัญชาจากจักรพรรดิแห่งราชวงศ์หมิงให้ออกเดินเรือไปยัง “ประเทศที่ไกลโพ้นขอบฟ้าไปสู่ปลายสุดของโลก” ภารกิจของเขาแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของจีนในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี ประเทศและดินแดนต่างๆที่เจิ้งเหอเดินทางไปและถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ทางการของราชวงศ์หมิง มีทั้งชวา สุมาตรา เวียดนาม สยาม เขมร ฟิลิปปินส์ ซีลอน บังกลาเทศ อินเดีย เยเมน อารเบีย โซมาเลีย โมกาดิชชู เนื่องจากการเดินทางจากจีนไปแอฟริกาถือว่าเป็นการเดินทางที่ยาวไกลในยุคนั้น อาจมีหลายคนไม่เชื่อว่าเขาเดินทางไปถึงจริง ดังนั้น ในตอนขากลับ เขาจึงเอายีราฟและสิงโตซึ่งเป็นสัตว์ประจำถิ่นในแอฟริกากลับมาเป็นหลักฐานด้วย ประวัติศาสตร์ทางการของจีนเกี่ยวกับเรื่องการเดินทางของเจิ้งเหอยังได้เอ่ยถึงคำว่า “ฟรังกา” (ซึ่งในตอนนั้นเป็นดินแดนที่ใช้อธิบายถึงประเทศฝรั่งเศส โปรตุเกส) และฮอลแลนด์ไว้ด้วย แต่ชาวฮอลแลนด์นั้นบันทึกประวัติศาสตร์ได้อธิบายในเชิงลักษณะว่า เป็นคนร่างสูง ผมและเคราสีแดง จมูกโด่งและเบ้าตาลึก ถ้าหากเขาได้พบกับชาวยุโรปในประเทศเหล่านั้น นั่นก็หมายความว่าเขาต้องล่องเรือรอบแหลมกู๊ดโฮป น่าเสียดายที่ความสำเร็จของเจิ้งเหอถูกประเทศอื่นๆมองเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ บันทึกของเขาจึงถูกทำลายและการสร้างเรือที่มีเสากระโดงมากกว่า 3 ต้นขึ้นไปถือเป็นความผิดที่มีโทษถึงตาย ดังนั้น หลักฐานการเดินทางของเขาซึ่งอาจรวมถึงการค้นพบอเมริกาจึงไม่มีการบันทึกไว้

 ในแอฟริกาใกล้กับเคนยาปัจจุบัน มีคนหลายเผ่าที่หน้าคล้ายคนจีนอย่างเห็นได้ชัด คนเหล่านี้ถือว่าพวกตนเป็นลูกหลานของลูกเรือเจิ้งเหอ ความสำเร็จของเจิ้งเหอแสดงให้เห็นว่า ในอดีตจีนมีกองเรือที่ยิ่งใหญ่และมีความสามารถพอที่จะส่งกองเรือของตนออกสำรวจโลก แต่น่าเสียดายที่จีนไม่ได้ติดตามการเดินทางเหล่านี้และยังยุติการส่งเรือออกไปสำรวจโลกด้วย ดังนั้น ในศตวรรษต่อมา ผู้คนจึงเข้าใจว่าชาวยุโรปได้ค้นพบจีนแทนที่จีนเป็นผู้ค้นพบยุโรป จีนมีประเพณีการเดินทางในทะเลที่เก่าแก่มาก กองเรือของจีนได้แล่นไปถึงอินเดียตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น กะลาสีเรือชาวจีนมีเครื่องมือสำคัญชิ้นหนึ่งที่ช่วยพวกเขาในการเดินเรือ นั่นคือ เข็มทิศ หรือ “ช้อนที่ด้ามชี้ไปทางใต้” ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการดูโชคชะตา กัปตันเรือชาวต่างประเทศคนหนึ่งเขียนไว้ว่า “ในท่ามกลางความมืด นักเดินเรือชาวจีนจะดูเข็มที่ชี้ไปทางใต้และใช้สายดิ่ง เพื่อตรวจดูธรรมชาติของโคลนที่ก้นทะเลเพื่อที่จะรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน” นอกจากนี้แล้วนักต่อเรือชาวจีนยังได้พัฒนาเทคนิคการสร้างการเดินเรืออีกมากมายหลายอย่าง เช่น หางเสือท้ายกระดูกงูของลำเรือ ห้องป้องกันน้ำเข้าใต้ท้องเรือซึ่งทำให้เรือไม่จม การหุ้มเกราะเรือ เป็นต้น ในจีนมีมุสลิมด้วยหรือ? จีนเป็นชาติอารยธรรมเก่าแก่ที่สุดชาติหนึ่ง ในสมัยที่นบีมุฮัมมัดยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้สั่งบรรดาสาวกของท่านว่า “จงศึกษาหาความรู้ แม้จะต้องไปไกลถึงเมืองจีนก็ตาม” ทั้งๆที่ตัวท่านเองยังไม่เคยไปยังแผ่นดินจีนเลย หลังจากท่านนบีมุฮัมมัดเสียชีวิตไปประมาณ 10 กว่าปี รัฐบาลอิสลามในสมัยเคาะลีฟะฮฺอุษมานก็ได้ส่งตัวแทนมุสลิมคณะหนึ่งไปเยี่ยมจีนใน ค.ศ. 651 เพื่อเชิญชวนจักรพรรดิจีนให้เข้ารับอิสลามและตัวแทนคณะนี้ได้สร้างมัสยิดแห่งหนึ่งไว้ที่เมืองกวางตุ้งซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า “มัสยิดอนุสรณ์สถาน” หลังจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้นแล้ว มุสลิมกลุ่มแรกก็เข้าไปตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ท่าเรือเฉงอานในสมัยราชวงศ์ถัง และหลังจากนั้นก็มีมุสลิมทยอยกันเข้าไปตั้งถิ่นฐานในจีนกันมากขึ้น บางครั้งเมื่อมีกบฏเกิดขึ้น จักรพรรดิจีนยังเคยขอความช่วยเหลือจากเคาะลีฟะฮฺบางคนและเคาะลีฟะฮฺก็ได้ตอบสนองด้วยการส่งทหารมุสลิมชาวเติร์กหลายพันคนไปช่วยจนสามารถปราบกบฏลงได้ หลังจากปราบกบฏแล้ว ทหารมุสลิมเชื้อสายเติร์กเหล่านี้ก็ตั้งถิ่นฐานอยู่ในจีนและได้แต่งงานกับหญิงชาวจีนที่นั่นจนแพร่ลูกออกหลานเป็นจำนวนมากมาย แม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่นอนเกี่ยวกับประชากรมุสลิมจีน แต่ก็เชื่อกันว่ามุสลิมในจีนปัจจุบันมีไม่ต่ำกว่า 60 ล้านคน จึงมิใช่เรื่องแปลกอะไรที่จีนในอดีตจะมีแม่ทัพเรือที่เป็นมุสลิม


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
ยายเม้าท์เองค่ะ วันที่ : 29/05/2008 เวลา : 19.26 น.
http://www.oknation.net/blog/yaimout
"เม้าท์"  กันไหมคะ? คุณๆขา....

น่าศึกษาค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
musachiza วันที่ : 29/05/2008 เวลา : 14.19 น.
http://www.oknation.net/blog/musachiza
Bin humzah

ขอบคุณกับข้อมูลครับ
ผมคิดว่านักรบและนักปกครองมุสลิม
ก็ควรส่งเสริมเช่นกัน หากอยู่ในทางที่ถูกต้อง
ไม่เห็นจะเสียหายอะไร
เพราะชาติอื่นศาสนาอื่นก็สงเสริม
นักรบและนักปกครองเช่นกัน
ในการสร้างชาติของเขา
ทุกสาขามันก็สำคัญทั้งนั้นแหละ
ขึ้นอยู่กับคุณธรรมและวามถูกต้องต่างหาก

ไม่เห็นต้องตามกระแส
ความคิดเห็นที่ 1
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 29/05/2008 เวลา : 12.57 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

ชาวมุสลิมดัง ๆ ในประวัติศาสตร์โลก ควรได้รับการเผยแพร่นะครับ แต่ไม่จำเป็นต้องส่งเสริมพวกนักรบ นักปกครอง ควรส่งเสริมให้โลกได้รู้เรื่องของคนเก่ง ๆ ในศาสตร์ต่าง ๆ

เช่น ความรุ่งเรืองในยุคอุมัยยัด อับบาสิด นั้นมีหลายคน คนที่คิดเลขอารบิคได้นั้นก็เยี่ยมมาก คนที่วัดโลกได้นั้นก็สุดยอด เอาคนเหล่านี้มาศึกษากันแทนที่ฝรั่งกันเถอะครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

VDO Presentation โครงการอบรมผู้สนใจ มูลนิธิสันติชน

แนะนำโครงการอบรมผู้สนใจ มูลนิธิสันติชน

View All
<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31