วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน 2551
ยูดายกับอิสลามนับถือพระเจ้าองค์เดียวเช่นกัน แต่ทำไมถึงต่างกัน ?
Posted by
โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม
,
ผู้อ่าน : 212
, 11:09:33 น.
| หมวดหมู่ :
บทความ
พิมพ์หน้านี้
|
ยูดายกับอิสลามนับถือพระเจ้าองค์เดียวเช่นกัน แต่ทำไมถึงต่างกัน? บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน 
ถาม มุสลิมมักจะพูดว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้อิสลามแตกต่างไปจากศาสนาอื่นก็คือเรื่องการศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว แต่ยิวก็เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ตลอดชีวิตของผม พ่อแม่ของผมก็สักการะพระเจ้าองค์เดียว แล้วมีอะไรที่อิสลามจะแตกต่างจากศาสนายูดาย ? ตอบ ชาฮุล ฮะมีด นักวิชาการศาสนาเปรียบเทียบได้ตอบเรื่องนี้ว่า :- เรายินดีมากที่คุณถามเรื่องนี้มา ในฐานะที่คุณเป็นสมาชิกในประชาคมชาวยิว เราถือว่าคุณเป็นชาวคัมภีร์ (อะฮฺลุลกิตาบ) ความจริงแล้ว มุสลิมก็มีความศรัทธาในโมเสส ศาสดาของชาวยิวซึ่งได้รับคัมภีร์โตราห์ (ในภาษาเรียกว่า ?เตารอต? จากพระเจ้า) นอกจากนี้แล้ว มุสลิมยังต้องศรัทธาในศาสดาทั้งหมดที่ชาวยิวให้ความเคารพด้วย เช่น อับราฮัม เดวิด โซโลมอน และคนอื่นๆ แต่สำหรับมุสลิมแล้ว ศาสดาเหล่านั้นคือศาสดาแห่งอิสลาม เพราะศาสดาทุกท่านได้ถูกคัดเลือกมาโดยอัลลอฮฺ (ยะฮฺเวห์ หรือ เอโลฮิม) เพื่อให้มาเป็นผู้นำสาส์นของพระองค์ไปยังมนุษยชาติ เพื่อนำมนุษย์ออกจากความมืดสู่แสงสว่าง ศาสดาทั้งหมดล้วนเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียวที่เป็นผู้ทรงสร้างและผู้ทรงอภิบาลสากลจักรวาลทั้งหมด ดังนั้น ศาสดาทั้งหมดจึงเป็นมุสลิม (ผู้ยอมจำนนต่อพระเจ้าองค์เดียว) และศาสนาของศาสดาเหล่านั้นก็คืออิสลาม (การยอมจำนนหรือการเชื่อฟังโดยไม่มีเงื่อนไขต่อพระเจ้าองค์เดียว) สำหรับมุสลิม หลักศรัทธาสำคัญประการแรกก็คือการเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวและความเชื่อนี้ถูกเรียกว่า ?เตาฮีด? ถึงแม้คำนี้โดยภาษาแล้วจะหมายถึงความเป็นหนึ่งเดียว แต่มันก็ยังมีความคิดหลากหลายในคำนี้จากทัศนะของอิสลาม กล่าวคือ มันหมายความว่าอัลลอฮฺได้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่งและพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าและทรงเป็นนายของทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกสิ่งที่มีอยู่จึงเป็นหนึ่ง ดังนั้น ทุกสิ่งจึงต้องอยู่ภายใต้กฎเดียว ไม่ใช่สองหรือสามกฎ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่เราเรียกว่าธรรมชาติก็เป็นหนึ่งด้วย ประการที่สอง เตาฮีดในอิสลามหมายความว่าอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงสร้างมนุษย์ทั้งหมด ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงเท่าเทียมกันต่อหน้าอัลลอฮฺโดยไม่คำนึงถึงสีผิว เผ่าพันธุ์หรือชาติตระกูล พูดอีกอย่างหนึ่ง นี่คือความเป็นพี่น้องกันของมนุษย์หรือความเป็นหนึ่งเดียวของมนุษยชาติ ประการที่สาม เตาฮีดยังหมายความว่าศาสนาของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว เนื่องจากอัลลอฮฺได้ส่งศาสดาของพระองค์มาตั้งแต่เริ่มมีมนุษยชาติทั้งนี้เพื่อนำทางมนุษย์ให้อยู่บนหนทางที่เที่ยงตรง ดังนั้น ศาสดาทั้งหมดจึงสอนศาสนาของพระเจ้าเหมือนกันและศาสนานั้นสอนมนุษย์ให้ดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังคำบัญชาของพระองค์ ในคัมภีร์ไบเบิลฉบับพันธสัญญาเก่าเราได้เห็นถึงการเน้นย้ำเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า แต่ชาวยิวมีความรู้สึกว่าพวกตนเป็น ?ลูกหลานที่พระเจ้าทรงเลือก? ดังนั้นพวกตนจึงเหนือกว่ามนุษย์คนอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ชาวยิวจึงไม่ยอมรับความเป็นพี่น้องกันและความเสมอภาคกันในหมู่มนุษยชาติ ประเด็นสำคัญของปัญหาปาเลสไตน์มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับความคิดที่ว่าลูกหลานอิสราเอลมีความเหนือกว่า คัมภีร์โตราห์พูดได้พูดว่าปาเลสไตน์เป็นของขวัญของพระเจ้าที่ประทานแก่ลูกหลานของอับราฮัม แต่ชาวยิวเชื่อว่าเนื่องจากพวกตนได้ถูก ?คัดเลือก? โดยพระเจ้า ดังนั้นลูกหลานคนอื่นของอับราฮัมจึงไม่มีสิทธิ์ในแผ่นดินนี้ โดยเฉพาะชาวยิวได้โต้แย้งว่าลูกชายคนแรกของอับราฮัมไม่มีสิทธิ์ในแผ่นดินนี้เนื่องจากแม่ของลูกชายคนโตของท่านเป็นทาส แม้แต่ในปัจจุบันที่เรามักจะได้ยินการพูดถึงเรื่องความเสมอภาพ ความเป็นพี่น้องกันและสิทธิมนุษยชน แต่ชาวยิวและชาวคริสเตียนที่เผยแพร่ศาสนาคริสต์ในอเมริกาก็ยังคงยึดถืออคติในเรื่องนี้ พวกเขาถือว่าชาวอาหรับซึ่งเป็นลูกหลานของอิสมาอีล(อิชมาเอล)ลูกชายคนแรกของอับราฮัมไม่มีสิทธิ์ในแผ่นดินที่พวกเขาถือกำเนิดขึ้นมาเพราะว่าแผ่นดินนั้นได้ถูกเยโฮวาห์สัญญาไว้กับลูกหลานที่เกิดจากลูกชายคนที่สองของอับราฮัม ตรงนี้เราจึงได้เห็นความแตกต่างระหว่างความเชื่อในพระเจ้าของอิสลามและความเชื่อของชาวยิว ศาสนายูดายที่ปฏิบัติกันในปัจจุบันนี้เน้นเรื่องการกำเนิดของบุคคลเพื่อกำหนดเอกลักษณ์ของคนผู้นั้นว่าเป็นยิว งานเขียนของชาวยิวต่อไปนี้เป็นหลักฐานที่อธิบายว่ายิวคือใคร : ?เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องจำไว้ว่าการเป็นยิวนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสิ่งที่คุณเชื่อหรือสิ่งที่คุณทำ คนที่เกิดจากพ่อแม่ที่มิใช่ยิวถึงแม้พ่อแม่ของเขาจะเชื่อทุกสิ่งที่ยิวเชื่อและปฏิบัติตามกฎของยิวและประเพณีของศาสนายูดายก็ยังไม่ใช่ยิวแม้แต่ในสายตาของนักปฏิรูปสายกลางของศาสนายูดายก็ตามและคนที่เกิดจากแม่ชาวยิวที่ปฏิเสธพระเจ้าและไม่เคยปฏิบัติศาสนาของยิวก็ยังคงเป็นยิว แม้แต่ในทัศนะของคนที่เคร่งศาสนาที่สุด ในความหมายนี้ ศาสนายูดายจึงเหมือนกับเรื่องเชื้อชาติมากกว่าศาสนาและการเป็นยิวก็เหมือนกับการเป็นพลเมือง? ความเป็นยิวของใครคนหนึ่งคนใดจะถูกกำหนดโดยการเกิด ไม่ใช่โดยความเชื่อและการปฏิบัติ ด้วยเหตุผลนี้ชาวยิวจึงถือว่าพวกตนมีสถานะพิเศษในโลกในสายตาของเยโฮวาห์ นี่เป็นความหมายของการที่พวกเขาได้ถูกพระเจ้าเลือกมา แต่นี่คือสิ่งที่เราอาจเรียกได้ว่า ?ลัทธิถือชาติพันธุ์? ถึงแม้ว่าชาวยิวหลายคนจะเรียกมันว่า ?เชื้อชาติ? ก็ตาม แต่มันก็เป็นลัทธิถือชาติพันธ์ของตัวเองว่าเหนือกว่าชาติพันธุ์อื่นและเป็นเรื่องน่าขำที่ชาวยิวจะกล่าวหาใครก็ตามที่พูดเช่นนี้ว่า ?แอนตี้เซมิติค? (ต่อต้านเผ่าพันธุ์เซมิติค) ความจริงแล้ว อิสลามก็ยอมรับความคิดเรื่องการถูกคัดเลือกของลูกหลานอิสราเอล แต่นั่นก็ในยุคของศาสดาและในห้วงเวลาทางประวัติศาสตร์ของชาวยิวเท่านั้น ซึ่งเป็นอภิสิทธิ์ที่ได้หมดสิ้นไปแล้วเมื่อพวกยิวได้เปลี่ยนแปลงคัมภีร์ของพวกตนและไม่ได้ทำหน้าที่ชนชาติที่นำทางผู้คน ชนชาติที่น่าจะมีความเมตตาต่อมนุษยชาติ ลูกหลานของอิสราเอลรับความทุกข์ทรมานภายใต้การปกครองของฟาโรห์แต่อัลลอฮฺก็ได้ทรงช่วยเหลือพวกเขาให้รอดพ้นจนข้ามทะเลแดงได้อย่างมหัศจรรย์ นี่คือทั้งหมดของความจำเริญที่คัมภีร์กุรอานเอ่ยถึง นอกจากนี้แล้วถึงแม้พวกยิวจะเนรคุณและไม่เป็นธรรมก็ตาม อัลลอฮฺก็ยังได้ส่งศาสดาอีกหลายคนมานำทางชาวยิวไปสู่หนทางที่ถูกต้อง แต่ถึงกระนั้นชาวยิวก็ยังคงฝ่าฝืนและหาหนทางที่จะหลบเลี่ยงหรือฝ่าฝืนคำบัญชาของอัลลอฮฺ แม้กระทั่งปฏิเสธพระองค์อย่างไม่เกรงกลัว นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมชาวยิวจึงต้องได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนครั้งแล้วครั้งเล่าและทำไมชาวยิวถึงต้องแตกกระจัดกระจายไปทั่วโลก อย่างไรก็ตามอัลลอฮฺก็ยังทรงเมตตาและปรานีบ่าวของพระองค์ที่สำนึกผิดและหันกลับมาสู่หนทางที่ถูกต้องอีกด้วยการประทานคัมภีร์กุรอานลงมา กล่าวโดยย่อแล้ว อิสลามปฏิเสธข้ออ้างของชาวยิวที่กล่าวว่าตนเองเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกให้เหนือกว่าคนอื่นซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าของบ่าวทุกคนของพระองค์ ชาวยิวมองพระเจ้าว่าเข้าข้างพวกตน เป็นพระเจ้าที่ถือเผ่าพันธุ์ ในขณะที่อิสลามเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงเมตตาต่อมนุษย์ทุกคนโดยไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์หรือสีผิว ข้อความต่อไปนี้จากคัมภีร์กุรอานเป็นสิ่งที่ยืนยันได้อย่างดี ?โอ้มนุษย์เอ๋ย เราได้สร้างสูเจ้าจากเพศชายและเพศหญิง และเราได้ให้สูเจ้าแยกเป็นเผ่าเป็นตระกูลเพื่อจะได้รู้จักกัน แท้จริงผู้มีเกียรติยิ่งในหมู่สูเจ้าในทัศนะของอัลลอฮฺคือผู้ทียำเกรงยิ่งในหมู่สูเจ้า แท้จริง อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน? (กุรอาน 49:13)
|