วันจันทร์ ที่ 16 มิถุนายน 2551
โชคลางไสยศาสตร์และความจริง
Posted by
โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม
,
ผู้อ่าน : 203
, 14:35:35 น.
| หมวดหมู่ :
บทความ
พิมพ์หน้านี้
|
โชคลางไสยศาสตร์และความจริง บทความโดย ฮารูน ยะฮยา แปลและเรียบเรียงโดยอจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม ตลอดระยะเวลาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มนุษย์ต้องรับมือกับปัญหาหลายอย่างที่ไม่สามารถหาร่องรอยได้เป็นผลสำเร็จ แต่ถึงกระนั้น ความตายก็ยังเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ทุกคนที่ปรากฏตัวขึ้นบนโลกนี้ไม่ว่าจะเมื่อใดต่างได้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องตาย มนุษย์เพียงแต่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง และเมื่อถึงวันนั้นเขาก็จะต้องตาย บางคนตายตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มในขณะที่บางคนตายตั้งแต่ยังเป็นเด็กทารก บางคนได้ผ่านขั้นตอนต่างๆของชีวิตและต้องเผชิญกับความตายในตอนหลัง ไม่มีสิ่งใดที่มนุษย์เป็นเจ้าของไม่ว่าจะทรัพย์สิน สถานภาพอันสูงส่ง ชื่อเสียง ความยิ่งใหญ่ ความเชื่อมั่นและความดีจะสามารถป้องกันความตายได้ มนุษย์ทั้งหมดไม่สามารถต่อต้านความตายได้และไม่มีข้อยกเว้น คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะคิดถึงเรื่องความตาย พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งจุดจบอันเด็ดขาดนี้จะเกิดขึ้นกับพวกเขา พวกเขามีความเชื่อผิดๆว่าถ้าหากเขาไม่คิดถึงมัน มันก็จะทำให้พวกเขารอดพ้นจากความตาย ในการพูดคุยประจำวัน คนที่ตั้งใจจะพูดถึงเรื่องความตายจะถูกขัดจังหวะทันที แต่การเตือนให้ระลึกถึงสัญญาณหนึ่งของพระเจ้าแม้เพียงนิดเดียวก็จะขจัดเมฆหนาที่ปิดบังสายตาของมนุษย์ในเรื่องนี้ให้หมดไป อย่างไรก็ตามคนส่วนใหญ่ที่ไม่เห็นความสำคัญของการดำเนินชีวิตจะรู้สึกไม่สบายใจเมื่อมีการพูดถึงความจริงในเรื่องนี้กับพวกเขา แต่ยิ่งพวกเขาพยายามที่จะหนีจากการคิดถึงเรื่องความตาย เวลาแห่งความตายก็ยิ่งครอบงำพวกเขามากขึ้นเท่านั้น ท่าทีใฝ่ชั่วของพวกเขาจะเป็นตัวกำหนดความน่าสะพรึงกลัวที่พวกเขาจะต้องได้พบในนาทีแห่งความตายในวันแห่งการตัดสินและในระหว่างการลงโทษอันนิรันดร เวลาทำงานสวนทางกับมนุษย์ คุณเคยได้ยินบ้างไหมว่ามนุษย์สามารถต่อต้านการมีอายุและความตายได้ ? หรือคุณเคยรู้จักใครบ้างที่จะไม่ตาย ? ไม่เคยอย่างแน่นอน ที่ไม่เคยก็เพราะว่ามนุษย์ไม่มีอิทธิพลต่อร่างกายหรือชีวิตของเขา การที่มนุษย์เองไม่สามารถเลือกเกิดได้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ความจริงนี้เป็นที่เห็นได้ชัดเจน หลักฐานอีกชิ้นหนึ่งก็คือการสิ้นหวังของมนุษย์เมื่อต้องเผชิญกับความตาย เจ้าของชีวิตคือผู้ที่ประทานชีวิตแก่มนุษย์ และเมื่อใดก็ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็จะเอามันกลับ พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของชีวิตได้บอกมนุษย์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในกุรอานที่ประทานแก่ท่านนบีของพระองค์ว่า : ? เราไม่ได้ทำให้มนุษย์คนใดก่อนหน้าเจ้ามีชีวิตยั่งยืน และถ้าเจ้าตายพวกเขาจะมีชีวิตยั่งยืนกระนั้นหรือ ?? (กุรอาน 21:34) ขณะนี้ มีผู้คนนับหลายล้านคนกำลังมีชีวิตอยู่รอบโลก จากตรงนี้ เราสรุปได้ว่าผู้คนจำนวนมากมายสุดคณานับได้เกิดขึ้นและตายจากไปตั้งแต่มนุษย์คนแรกถูกสร้างขึ้นบนโลก พวกเขาตายไปโดยไม่มีการยกเว้น ความตายเป็นบั้นปลายที่แน่นอนอย่างหนึ่ง เพราะผู้คนในอดีตเช่นเดียวกับผู้คนในปัจจุบันก็มีชีวิตแต่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงจุดจบที่มิอาจหลีกเลี่ยงนี้ได้ ดังที่กุรอานได้กล่าวไว้ว่า : ? ทุกชีวิตจะได้ลิ้มรสความตายและสูเจ้าจะได้รับการตอบแทนของสูเจ้าโดยครบถ้วนในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ ใครก็ตามที่ได้ถูกทำให้ห่างจากไฟนรกและได้ถูกรับเข้าสู่สวรรค์ก็เป็นได้รับชัยชนะ ชีวิตของโลกนี้ก็เป็นแค่เพียงความสนุกสนานแห่งการหลอกลวงเท่านั้น? (กุรอาน 3:185) การถือว่าความตายเป็นเรื่องบังเอิญหรือความโชคร้าย ความตายมิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ เช่นเดียวกับกรณีอุบัติเหตุอื่นๆ หากแต่มันเป็นลิขิตของพระเจ้า เช่นเดียวกับวันเกิดของมนุษย์ได้ถูกกำหนดไว้ฉันใด วันตายของมนุษย์ก็ได้ถูกกำหนดไว้จนถึงวินาทีสุดท้ายฉันนั้น มนุษย์ต่างรีบเร่งไปยังนาทีสุดท้ายนั้นโดยทิ้งเวลาทุกชั่วโมงทุกนาทีที่ถูกมอบให้แก่เขา ความตายของทุกคนรวมทั้งสถานที่และเวลาตลอดจนลักษณะการตายของเขาก็ได้ถูกกำหนดไว้เป็นการล่วงหน้าแล้วทั้งสิ้น แม้กระนั้นก็ตาม คนส่วนใหญ่ยังทึกทักเอาว่าความตายเป็นจุดสุดท้ายของลำดับเหตุการณ์ต่างๆที่เป็นเหตุเป็นผลในขณะที่เหตุผลที่แท้จริงของความตายนั้นพระเจ้าเป็นผู้ทรงรู้แต่เพียงผู้เดียว เรื่องราวของตายที่เกิดขึ้นทุกวันได้ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ หลังจากที่อ่านเรื่องเหล่านี้แล้ว บางทีคุณอาจจะได้ยินคำพูดโง่ๆเช่น : ?เขาสามารถรอดชีวิตได้ ถ้าหากมีการระวังตัวกว่านี้? หรือ ?เขาไม่น่าจะตายถ้าหากสิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้น? มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานกว่าหรือสั้นกว่าเวลาที่ได้ถูกกำหนดไว้สำหรับเขาแล้ว อย่างไรก็ตามคนที่ห่างไกลจากความนึกคิดที่มาจากความศรัทธาจะมองว่าความตายเป็นองค์ประกอบของความบังเอิญที่เกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน ในคัมภีร์กุรอาน พระผู้เป็นเจ้าได้เตือนบรรดาผู้ศรัทธาถึงเรื่องความคิดที่บิดเบือนว่า : ?บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงอย่าเป็นเหมือนบรรดาผู้ปฏิเสธและกล่าวถึงพี่น้องของพวกเขาเมื่อพวกเขาเหล่านั้นออกเดินทางหรือออกไปทำการรบว่า ? ถ้าพวกเขาอยู่กับเรา พวกเขาก็จะไม่ตายหรือถูกฆ่า? อัลลอฮฺจะทำให้พวกเขาเสียใจในคำพูดของพวกเขา อัลลอฮฺต่างหากที่ได้ทรงกำหนดชีวิตและความตาย พระองค์ทรงเห็นสิ่งที่สูเจ้าทำ? (กุรอาน 3:156) การทึกทักเอาว่าความตายเป็นเหตุบังเอิญนั้นเป็นความโง่เขลาขนาดหนักและเป็นการอวดดี ดังที่ข้อความจากกุรอานข้างต้นได้กล่าวไว้ นี่เป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวและความกระวนกระวายให้แก่มนุษย์ เพราะบรรดาผู้ปฏิเสธหรือผู้ไม่เชื่อในกุรอานซึ่งสูญเสียญาติหรือคนที่ตนรักนั้นคือสาเหตุแห่งความปวดร้าวและความเศร้าโศกเสียใจ การคิดว่าความตายเกิดขึ้นจากความโชคร้ายหรือความไม่ระมัดระวัง ทำให้พวกเขาคิดว่าความตายมีหนทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ให้พวกเขามีความเศร้าโศกเสียใจมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเศร้าโศกเสียใจนี้ก็มิใช่อื่นใดนอกไปจากการลงโทษความไม่ศรัทธานั่นเอง ในทางตรงข้าม สาเหตุของความตายนั้นมิใช่เพราะอุบัติเหตุหรือเพราะโรคหรือเพราะสิ่งใดอื่น พระเจ้าต่างหากที่เป็นผู้สร้างสาเหตุเหล่านี้ขึ้นมา ทันทีที่เวลาที่เราได้รับมาสิ้นสุดลง ชีวิตของเราก็ต้องจบสิ้นด้วยเหตุผลที่ปรากฏ ขณะเดียวกัน ไม่มีทรัพยากรทางวัตถุใดๆที่ถูกนำมาช่วยชีวิตมนุษย์ให้พ้นจากความตายจะสามารถนำลมหายใจแห่งชีวิตให้กลับมาได้อีกครั้งหนึ่ง พระผู้เป็นเจ้าได้ขีดเส้นใต้กฎอันนี้ของพระองค์ไว้ในอายะฮฺนี้ :?ไม่มีชีวิตใดจะตายนอกไปจากด้วยอนุมัติของอัลลอฮในเวลาที่ถูกกำหนดไว้??(กุรอาน 3:145) ผู้ศรัทธารู้ดีว่าชีวิตแห่งโลกนี้เป็นชีวิตชั่วคราว เขารู้ว่าพระผู้เป็นเจ้าของเราผู้ประทานความโปรดปรานแก่เราในโลกนี้จะนำชีวิตของเขากลับไปเมื่อใดก็ตามที่พระองค์ทรงปงระสงค์และจะเรียกเขาให้ไปรับผิดชอบต่อการกระทำของเขา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเขาได้ใช้ชีวิตทั้งหมดของเขาไปเพื่อแสวงความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า เขาจึงไม่กังวลถึงเรื่องความตายของเขา นี่คือลักษณะที่ดีอย่างหนึ่งของการมีความศรัทธา ในตอนที่ศาสดามุฮัมมัดของเราเริ่มต้นนมาซนั้น ท่านได้อ่านว่า : "แท้จริง การนมาซของฉัน การอุทิศพลีของฉัน ชีวิตของฉันและการตายของฉันนั้นเพื่ออัลลอฮฺพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก?
|