พิมพ์หน้านี้
|
บทบาทของการแพทย์อิสลามต่อเรอเนสซองยุโรป The Islamic Medicine: Its Role in the Western Renaissance บทความโดย ลานา อัมรีล ช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 15 ยุโรปตื่นตัวด้านความรู้, วัฒนธรรม, และวิทยาศาสตร์ไปทั่วทั้งทวีป จากนั้นเรอเนสซองหรือการฟื้นฟูศิลปวิทยาการก็ได้ก่อกำเนิดขึ้น วิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นส่วนหนึ่งของแสวงหาทางปัญญาในช่วงนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากโรงเรียนแพทย์จำนวนมากมายที่ก่อตั้งขึ้นมาทั่วยุโรป การแพทย์อิสลามมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการก่อตั้งและการพัฒนาของโรงเรียนแพทย์ในยุโรป โดยเฉพาะในโรงเรียนแพทย์แห่งแรกๆ เช่นที่ซาแลร์โน ด้านใต้ของอิตาลี และที่มองเปลิเอและปารีสในฝรั่งเศส ช่วงยุคทองของศิลปวิทยาการอิสลามเมื่อ 1,000 ก่อนหน้านี้ ชาวอาหรับมิได้ทำแค่เพียงแปลตำรากรีกมาเท่านั้น พวกเขาสร้างแพทย์ชื่อดังจนเป็นตำนานของยุค, ตัวยารักษาอาการป่วยไข้ซึ่งในสมัยก่อนหน้านั้นยังไม่มีใครรู้จัก, และท้ายที่สุดคือโรงเรียนแพทย์ของพวกเขาซึ่งกลายเป็นแม่แบบของโรงเรียนแพทย์ในโลกตะวันตก ยุโรปได้ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์แบบเดียวกับอาหรับขึ้นมา, จัดระเบียบองค์กรเหมือนกัน, และก็สอนหลักสูตรเดียวกัน แสตมป์ประเทศดูไบ เพื่อระลึกถึงอวิเซนนา เจ้าชายแห่งวงการแพทย์ เราจะมาดูกันถึงการแพทย์อิสลามในศตวรรษที่ 10 จากนั้นก็เป็นบทบาทของการแพทย์อิสลามต่อการแพทย์ยุโรปในช่วงการตื่นตัวทางปัญญาของยุโรปและต่อมาด้วยยุคเรอเนสซอง ย้อนหลังไปไกลถึงศตวรรษที่ 10 วงการแพทย์อิสลามประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ
1. องค์กรทางการแพทย์ องค์กรทางการแพทย์ของอิสลามต่างจากของกรีกโบราณ เพราะองค์กรทางการแพทย์อิสลามประกอบด้วย โรงเรียนแพทย์ ซึ่งสอนทฤษฎี, ห้องสมุด ที่ล้นหลามไปด้วยหนังสือสาขาต่างๆ, และ โรงพยาบาล ให้นักเรียนได้ฝึกฝนรักษาคนไข้โดยตรงและจำแนกแยกแยะอาการของโรค ตัวอย่างของโรงพยาบาลที่เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนแพทย์ได้แก่ โรงพยาบาลแบกแดด (อิรัก), โรงพยาบาลเรย์, โรงพยาบาลอิบนุ ตูลูน (อียิปต์) นอกจากนี้แล้ว องค์กรนี้ยังวางเขื่อนไขให้นักเรียนที่ต้องการศึกษาวิชาแพทย์ศาสตร์ต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการที่มีประธานคณะกรรมการเป็นนักวิทยาศาสตร์ คณะกรรมการชุดนี้ยังมีอำนาจถอนใบอนุญาตของแพทย์รายนั้นได้หากพิจารณาแล้วเห็นว่าแพทย์คนนั้นมีความรู้ไม่เพียงพอ 2. แพทย์ศาสตร์หรือเวชกรรมแผนใหม่ การแพทย์แผนใหม่ของมุสลิมมีพื้นฐานบนการสังเกต ซึ่งคล้ายคลึงกับแพทย์สมัยโบราณ แต่การแพทย์อิสลามได้พัฒนาให้จำแนกแยกแยะลักษณะอาการของโรคเป็นหลายๆ ประเภท ซึ่งระบบนี้ทำให้แพทย์สามารถอธิบายอาการป่วยแบบใหม่ๆ ได้หลายอย่างเช่น โรคไข้ทรพิษ (ฝีดาษ) ที่อธิบายโดย ราเซส (Rhases หรือ อัล-ราซี Al-Rasi ค.ศ.865-925) และ อวิเซนนา (Avicenna หรือ อิบนุซินา Ibn Sina ค.ศ.980-1037), โรคหัด, เยื่อหุ้มปอดอักเสบ, และอื่นๆ ตำราชุด Continen ของราเซสประกอบด้วยหนังสือถึง 70 เล่ม ได้รวบรวมความรู้ด้านการแพทย์ในสมัยศตวรรษที่ 10 ไว้ทั้งหมด ส่วนตำรา อัล-กอนูน (Qanun หรือ Canon of Medicine) ของอวิเซนนานั้นเขียนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ครอบคลุมการแพทย์ทุกสาขา และได้กลายมาเป็น ไบเบิลของวงการแพทย์ ของโลกยุคกลาง อัล-กอนูนใช้เป็นตำราแพทย์ในมหาวิทยาลัยแพทย์ยุโรปจนถึงปี 1650 อวิเซนนาได้รับสมญานามว่า เจ้าชายแห่งวงการแพทย์ 3. เภสัชตำรับแผนใหม่ ชาวอาหรับพัฒนาสารหรือยาที่ใช้ในการรักษาโรคยุคแรกๆ พวกเขาจัดระบบยาและกฎของศาสตร์ด้านนี้ เราสามารถดูได้จากหนังสือ Nichajat ar Rutba ที่เขียนขึ้นในปี 1236 ส่วนฉบับสำเนาที่คัดลอกในศตวรรษที่ 15 ยังถูกเก็บรักษาไว้ที่กรุงซาราเยโว ประเทศบอสเนีย สิ่งเหล่านี้ทำให้การแพทย์อิสลามขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว และตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 แล้วที่ชื่อต่อไปนี้ถูกจารึกไว้ในวงการแพทย์ ทั้ง ราเซส ในอิหร่าน, อัล-มากูดี (Al-Macoudy) และอาลีอิบนุ อับบาส อัล-มาจูซี (Ali ibn Abbas al-Majusi เสียชีวิตค.ศ.982-994) ในอิรัก, อิบนุ อัล-จัซซาร์ (Ibn al-Jazzar ค.ศ.855-955) ในตูนีเซีย, และ อัลบูคาซิส (Albucasis หรือ อัล-ซาฮ์ราวี Al-Zahrawi ค.ศ.936-1013) ในสเปน ยุโรปได้ประโยชน์จากพัฒนาการในวงการแพทย์อิสลามเพราะมีชาวยุโรปจำนวนมากเข้าศึกษาในโรงเรียนอิสลามและโดยเฉพาะที่เมืองกอร์โดบา อาณาจักรมุสลิมสเปน เฉพาะที่มีชื่อเสียงได้แก่ เกอร์เบิร์ตแห่งออริแลค (Gerbert of Aurillac ค.ศ.946-1003 ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นโป๊ปซิลเวสเตอร์ที่ 2), เจอราดแห่งครีโมนา (Gerard of Cremona ค.ศ.1114-87), Arnaldus de Villanueva (ค.ศ.1235-1311), คอนสแตนติน ดิอาฟริกัน ( โรงเรียนแพทย์แห่งแรกๆ ในยุโรปเป็นที่รู้จักกันก็เพราะตำราแพทย์อิสลาม ได้แก่ โรงเรียนแพทย์ซาแลร์โนในอิตาลี, มองเปลิเอและปารีสในฝรั่งเศส
หน้าแรกของ อัล-กอนูน (Al-Qanun หรือ Canon of Medicine เอนไซโกลปิเดียด้านการแพทย์ของอวิเซนนาที่ใช้สอนในโรงเรียนแพทย์ยุโรปจนถึงปี 1650 โรงเรียนแพทย์ซาแลร์โน อิตาลี ซาแลร์โนได้กลายมาเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งแรกสุดของโลกคริสเตียนหลังจากที่คอนสแตนติน ดิอาฟริกัน ได้เดินทางมาที่นี่ ในปี 1065 เขาได้ขนตำราแพทย์อิสลามจำนวนมหาศาลลงเรือจากอาฟริกามาที่อิตาลี และด้วยการสนับสนุนจากอาร์คบิชอบอัลฟานัสแห่งซาแลร์โน คอนสแตนตินได้เริ่มแปลตำราภาษาอารบิกเหล่านี้เป็นภาษาละติน (แต่ที่แปลๆ ไป คอนสแตนตินมักไม่ได้ระบุแหล่งข้อมูลไว้ ราวกับเป็นผู้แต่งตำราซะเอง แต่ท้ายที่สุดเมื่อมาดูเนื้อหาแล้วก็รู้ว่าแปลมาจากตำราอาหรับเล่มใด ผู้แปล) ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์ที่ซาแลร์โน โดยเลียนแบบโรงเรียนแพทย์ของโลกมุสลิมทั้งที่ตะวันออกและที่สเปน การศึกษาด้านแพทย์มีทั้งในห้องสมุดและในโรงพยาบาล และนักเรียนจะทำงานตามคำชี้แนะของคณะครู จากนั้นโรงเรียนซาแลร์โนก็มีชื่อเสียงขึ้นเพราะการจัดองค์กรใหม่และการแพทย์แบบใหม่ ซึ่งมีบทบาทนำไปสู่การฟื้นฟูวิทยาการในอิตาลี และยังทำให้มหาวิทยาลัยซาแลร์โนเป็นโรงเรียนแพทย์ที่โด่งดังที่สุดในโลกคริสเตียนตะวันตกในยุคนั้น ตำราเด่นๆ ที่คอนสแตนตินแปลมาได้แก่ · Liber pantegni แปลมาจากตำราแพทย์ Kitab Kamil as-sin'a at-tibbiya (the complete or perfect' book on medical art) หรือรู้จักกันในชื่อ กิตาบ อัล-มาลิกี (Kitab al-Maliki) ของอาลี อิบนุ อับบาส อัล-มาจูซี หนังสือเล่มนี้เขียนเสร็จในปี 980 เป็นตำราวิชาการอาหรับที่สำคัญที่สุดก่อนยุคของอวิเซนนา และตำราแปลชุดนี้กลายเป็นตำราพื้นฐานของวิชาแพทย์ศาสตร์ที่ซาแลร์โนไปในเวลาไม่นาน และเป็นแนวทางของรูปแบบการศึกษาของโลกสมัยกลางในเวลาต่อมา อัล-มาจูซีเป็นชาวเปอร์เซีย บรรพบุรุษนับถือศาสนาโซโรเอสเตอร์ แต่ตัวเขาเองเป็นมุสลิม ความศรัทธาในอัลลอฮของเขาปรากฎอยู่ทั่วไปในหนังสือที่เขาแต่ง · Viaticum แปลมาจากตำรา Kitab Zad al-Musafir wa qut al-Hadir (Provision for the traveler and nutrition for the sedentary) ของ อิบนุฮาลิด อัล-กัซซาร์ (Ibn Halid al-Gazzar เสียชีวิตค.ศ.1004) เป็นหนังสืออาหรับที่โด่งดังมากมีเนื้อหาเด่นด้านทันตกรรม อัล-กัซซาร์เป็นชาวอาฟริกาเหนือ · Liber de gradibus แปลมาจาก Kitab al-adwiya al-mufrada (Treatise on Simple Drugs) ของอิบนุ อัล-จัซซาร์ แห่งคอยราวัน ตูนีเซีย · Liber de isagogis ของโยฮันนิชัส (Johanitius) นั้นทำให้โลกตะวันตกได้รู้จักวิธีการใหม่ๆ ด้านแพทย์ศาสตร์ ตำราโลกตะวันตกพร่ำบอกเราแค่ชื่อละตินแบบนี้ โดยละเลยที่จะบอกว่าโยฮันนิชัสแท้จริงก็คือ ฮูนาอีน อิบนุ อิสฮัค (Hunayn Ibn Ishaq ค.ศ.809-873) และตำรา Liber de isagogis ของเขาความจริงก็คือหนังสือ มัสซาอิล ฟีอิลติบ (maasail fil tib) หรือ medical questions (ปริศนาด้านการแพทย์)
การเรียนกายวิภาคศาสตร์ที่โรงเรียนแพทย์มองเปลิเอ ฝรั่งเศส (จาก Chauliac's 1363 Drande Chirurgie) คอนสแตนตินได้แปลตำราอื่นๆ อีกมากมายทั้งด้านโภชนาการ, กระเพาะอาหาร, ภาวะซึมเศร้า, อาการหลงลืม ซึ่งโดยมากเขียนโดยแพทย์มุสลิมในคอยราวัน เมืองหลวงของตูนีเซียที่บ้านเกิดของเขา หนังสือเหล่านี้เมื่อแปลแล้วคอนสแตนตินตั้งชื่อใหม่เป็นภาษาละติน บางทีหนังสือแปลของคอนสแตนตินที่มีบทบาทต่อการแพทย์ยุโรปในระยะยาวก็คือ ตำราด้านโภชนาการ, อาการไข้, และด้านปัสสาวะ Liber febribus, Liber de dietis universalibus et particularibus และ Liber de urines ที่เขียนโดย ไอแซค อิสราเอลลี เบน โซโลมอน (Isaac Israeli Ben Solomon ค.ศ.832-932) ชาวยิวในอียิปต์ เป็นแพทย์ในราชสำนักฟาตีมียาของอียิปต์ คอนสแตนตินแปลตำรามาโดยบอกว่าตัวเองเขียนเองอีกตามเคย จนปี 1515 โรงพิมพ์ที่ลียง ฝรั่งเศส พิมพ์หนังสือ Opera Omnia Isaci ของไอแซค อิสราเอลลี ออกมา ถึงจับได้ว่าคอนสแตนตินลอกมาจากหนังสือของไอแซค ในช่วง 20 ปีถัดจากนั้น คอนสแตนตินก็ยังแปลตำราอาหรับต่อไปควบคู่กับสอนลูกศิษย์ที่โรงเรียนแพทย์ซาแลร์โน และเสียชีวิตในปี 1087 ที่สำนักสงฆ์มอนเตคัสสิโน อิตาลี
ก่อนศตวรรษที่ 13 หลักสูตรของซาแลร์โนเน้นที่ตำราของฮิปโปกราเตส แต่หลังจากเจอราดแห่งครีโมนาได้แปลตำราอาหรับออกมาชุดใหญ่ดังกล่าวข้างต้น การแพทย์อาหรับก็เข้ามามีอิทธิพลที่ซาแลร์โนแบบเต็มๆ แทนที่ฮิปโปกราเตส ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะกษัตริย์เฟรเดริกที่ 2 (Frederic II ค.ศ.1194-1250) แห่งโฮลี่โรมัน ที่ได้พิทักษ์ปกป้องศิลปวิทยาการอาหรับอย่างเต็มที่ ปี 1221 กษัตริย์เฟรเดริกที่ 2 ได้ออกประกาศห้ามแพทย์คนใดในราชอาณาจักรรักษาผู้ป่วยจนกว่าจะผ่านการทดสอบและได้รับใบอนุญาตจากโรงเรียนแพทย์ซาแลร์โน และนอกจากนี้พระองค์ยังกำหนดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาแพทย์ที่ซาแลร์โนใหม่ดังนี้: · 3 ปีแรกศึกษาปรัชญาและวรรณกรรม · จากนั้นศึกษาด้านการแพทย์ 5 ปี · ฝึกเป็นผู้ช่วยแพทย์ 1 ปี · จากนั้นต้องทดสอบวิชาความรู้แพทย์จากตำราของฮิปโปกราเตสและอวิเซนนา (คล้ายสอบ comprehensive ของนักเรียนปริญญาโทสมัยนี้) · รับใบรับรองเป็นแพทย์จากคณาจารย์และกษัตริย์เฟรเดริก ในหลักสูตรของโรงเรียน มิได้มีเฉพาะหนังสือด้านการแพทย์ที่แปลจากตำราแพทย์อาหรับโดยคอนสแตนตินเท่านั้น แต่รวมไปถึงหนังสืออีกไม่กี่เล่มที่เขียนขึ้นโดยอาจารย์ที่สอนที่ซาแลร์โน แต่ในหนังสือของอาจารย์เหล่านั้น ก็มีสัญญาณที่บ่งบอกว่าได้รับอิทธิพลมาจากการแพทย์มุสลิมเยอะแยะไปหมด ในบรรดาหนังสือที่โด่งดังได้แก่
· Antidotarium ตำรายาบางส่วนลอกมาจากหนังสือของกาเลนและตำรายาของแพทย์อาหรับ · Practica Chirurgiae (The Practice of Surgery) หรืออาจเรียกว่า Chirurgiae Magistri Rogerii (The Surgery of Master Rogerius) เขียนขึ้นในปี 1180 โดย โรเจอรีอุส ซาแลร์นีทานัส (Rogerius Salernitanus ก่อนค.ศ.1140-ค.ศ.1195) อาจารย์แพทย์ที่ซาแลร์โน ดูๆ แล้วราวกับเขียนขึ้นมาเอง แต่ท้ายที่สุดก็พบว่าลอกมาจากตำรา อัล-ตัสรีฟ (Al-Tasrif) ของอัลบูคาซิสอยู่ดี เราสามารถกล่าวได้ว่า การแพทย์อิสลามเป็นรากฐานที่ทำให้โรงเรียนแพทย์ที่ซาแลร์โนพัฒนาขึ้นมาจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ความสำเร็จของโรงเรียนแพทย์ซาแลร์โนทำให้มีการเปิดโรงเรียนแพทย์ในยุโรปกันขนานใหญ่ โรงเรียนที่มีชื่อเสียงได้แก่ โบโลญญา ปาดัว ปิซา เนเปิลส์ ในอิตาลี, มองเปลิเอและปารีส ในฝรั่งเศส
โรงเรียนแพทย์มองเปลิเอ ฝรั่งเศส เมืองมองเปลิเอตั้งอยู่ทางด้านใต้ของฝรั่งเศส ช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 12 การแพทย์ที่นั่นปั่นป่วนมาก ใครๆ ก็สามารถเปิดโรงเรียนสอนวิชาแพทย์และดูแลรักษาผู้ป่วยได้ ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ มาบังคับ จนกระทั่งในปี 1220 คาดินัลด์คอนราด ตัวแทนของโป๊ปออนอรีอุสที่ 3 (Honorius III ค.ศ.1148-1227) เข้ามาจัดระบบระเบียบเรื่องนี้ ก่อตั้งโรงเรียนแพทย์มองเปลิเอและจัดองค์กรให้เป็นแนวเดียวกับโรงเรียนแพทย์อาหรับ ด้วยวิธีนี้ทำให้ไม่มีหมอเถื่อนอีกต่อไป ผู้ที่สามารถรักษาผู้ป่วยได้จะต้องได้รับอนุญาตจากคณะลูกขุนซึ่งประกอบไปด้วยนักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งและมีบาทหลวงเป็นประธาน ในช่วงนี้มีตำราที่ใช้สอนนักเรียนแพทย์ 16 เล่ม ในจำนวนนี้มี 13 เล่มเป็นตำราแพทย์อาหรับ ได้แก่ · อัล-กอนูน (The Canon) ของอวิเซนนา · the Antidotarium, the Continent, the Al-Mansouri, และ the Aphorisms ของราเซส · ตำราด้านโรคติดต่อ; แนะแนวของแพทย์และน้ำพุ, ตำราอาการไข้ ของไอแซค อิสราเอลลี เบน โซโลมอน · the Isagoge ของ Honein ซึ่งความจริงก็คือ มัสซาอิล ฟีอิลติบ หรือ medical questions (ปริศนาด้านการแพทย์) ของ ฮูนาอีน อิบนุ อิสฮัค · งานแปลของคอนสแตนติน ดิอาฟริกัน ทั้งที่แปลจากหนังสือของ อิบนุ อับบาส อัล-มาจูซี, อิบนุ อัล-จัซซาร์, และ Mesue the Elder (Masawaiyh ค.ศ.777-857 แพทย์ชาวคริสต์ เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของกาหลิบราชวงศ์อับบาซียาที่กรุงแบกแดด) · the Techne, De Morbo et Accidenti ของกาเลน;
ช่วงศตวรรษที่ 13-14 การแพทย์อิสลามเป็นตำราสำคัญที่สุดของหลักสูตรการเรียนการสอนที่โรงเรียนแพทย์มองเปลิเอ อาจารย์แพทย์ให้ความเห็นต่ออวิเซนนา, พวกเขาอธิบายเรื่องราเซสและ Mesue the Elder ในขณะที่จะอ้างถึงกาเลนเป็นครั้งคราว ส่วนฮิปโปกราเตสนั้นถูกเอามาอ้างอิงน้อยมาก ในขณะที่แพทย์กรีกโบราณคนอื่นๆ นะหรือ? แทบไม่มีใครรู้จักเลยมั้ง! ในบรรดาอาจารย์แพทย์ที่มีชื่อเสียงได้แก่ Arnaud de Viulleneuve, Ermengaud Blein, Pierre de Capestang, Jean Jacme และอีกหลายๆ คน ซึ่งถูกเรียกรวมกันว่า ปราชญ์อาหรับ เพราะพวกเขาทั้งหมดสอนการแพทย์อาหรับ! หนังสือ The book of the lessons and keys ในบันทึกของมหาวิทยาลัยคงบอกเราได้ถึงหลักสูตรของโรงเรียนแพทย์มองเปลิเอช่วงปี 1489-1500 เราพบว่า:
โรงเรียนแพทย์ปารีส ฝรั่งเศส การเรียนการสอนของที่นี่คล้ายคลึงกับโรงเรียนแพทย์มองเปลิเอที่สุด หนึ่งในอาจารย์ที่โด่งดังที่สุดของโรงเรียนแพทย์ปารีสคือ Gilles de Corbeil เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนแพทย์ซาแลร์โน ปี 1395 ห้องสมุดของโรงเรียนแพทย์ปารีสเพิ่มหนังสือเข้าไป 8 เล่ม ปรากฎว่า 5 เล่มในนั้นเป็นตำราแพทย์อาหรับ: the Concordance ของ Jean de Saint Aiman, the Concordance ของ Jean de Saint Flour, the Usu Particum ของกาเลน, the Simple ของ Mesue the Elder, the Practice ของ Mesue the Elder, the Theriaca ของอัลบูคาซิส, the Antidotarium ของอัลบูคาซิส และรวมไปถึงหนังสือล้ำค่าอีกเล่มหนึ่ง เพชรน้ำงามและโดดเด่นที่สุดของมหาวิทยาลัย นั่นคือ Totum Continens ของราเซส ซึ่งเรารู้ประวัติของหนังสือเล่มนี้ว่า กษัตริย์หลุยส์ที่ 11 (Louis XI ค.ศ.1423-83) ของฝรั่งเศส ต้องการสะสมหนังสือ the Continens ไว้ในห้องสมุดส่วนพระองค์ ก็เลยขอยืมจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยปารีสเพื่อนำมาคัดลอก หลังจากเอาเรื่องเข้าห้องประชุมถกเรื่องนี้กันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด คณะกรรมการก็มีมติให้ยืมได้ แต่กษัตริย์หลุยส์ที่ 11 ต้องวางมัดจำด้วยถาดเงิน 12 ชิ้น และเหรียญทองรูปมงกุฎ 100 เหรียญ!!! คงพอมองออกใช่ไหมว่าตำราแพทย์อิสลามมีค่าและมีความสำคัญขนาดไหน! การแพทย์อิสลามมีส่วนอย่างมากต่อกำเนิดของโรงเรียนแพทย์ยุโรป และเรายังสามารถบอกได้อีกว่า หากปราศจากการแพทย์อิสลาม, โรงพยาบาลอิสลาม, เภสัชอิสลาม, และโรงเรียนแพทย์อิสลามแล้ว บางทีเราอาจไม่ได้เห็นทั้งโรงเรียนแพทย์ซาแลร์โนและมองเปลิเอเลยก็ได้! ที่มา: Islam Medicine: Its Role in the Western Renaissance. Hijazi Abdul Rahim. 13th and 14th Century Medicine. Sofya la Rus, Mka Lisa Kies. Catholic Encyclopedia (1913)/History of Medicine. Wikisource. กาเลน, อวิเซนนา, และฮิปโปกราเตส |
| ประมวลภาพการเดินสายบรรยาย จังหวัดเชียงใหม่ | ||
........... |
||
|
View All |
||
| VDO Presentation เปิดฟ้าอิสลาม2 | ||
โลกมุสลิม ความภาคภูมิใจในอดีต ความปวดร้าวในปัจจุบัน และความหวังในอนาคต |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||