วันพฤหัสบดี ที่ 17 กรกฎาคม 2551
ช่วยกันดูแลชีวิต
Posted by
โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม
,
ผู้อ่าน : 121
, 18:18:33 น.
| หมวดหมู่ :
บทความ
พิมพ์หน้านี้
|
ช่วยกันดูแลชีวิต บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน ลัทธิทุนนิยมกับลัทธิคอมมิวนิสต์มีความคิดเหมือนกันในตอนเริ่มแรก แต่เมื่อมาถึงเรื่องกรรมสิทธิ์ สองลัทธินี้ก็ห้ำหั่นกันจนผู้คนในสองค่าย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย ต้องสังเวยชีวิตไปนับสิบล้านคน
ลัทธิทุนนิยมคิดว่าทรัพยากรบนโลกนี้เป็นของมนุษย์ มือใครยาวสาวได้สาวเอา ดังนั้น ใครที่มือใหญ่และยาวกว่า คนนั้นก็ย่อมกอบโดยได้มากกว่า ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นความแตกต่างกันอย่างลิบลับระหว่างเศรษฐีกับยาจกได้อย่างชัดเจนในระบบทุนนิยม
ส่วนลัทธิคอมมิวนิสต์ก็คิดเหมือนกันว่า ทรัพยากรบนโลกใบนี้เป็นของมนุษย์เช่นกัน ดังนั้น รัฐจะเป็นผู้ทำหน้าที่แบ่งปันทรัพยากรที่มีอยู่แก่มนุษย์เท่าๆกัน ด้วยเหตุนี้คนมีความรู้ความสามารถจึงไม่อยากจะคิดหรือสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ เพราะทำไปก็ได้ผลตอบแทนไม่ต่างไปจากการใช้แรงงาน ลัทธิคอมมิวนิสต์ในอุดมคติจึงอยู่ไม่ได้และต้องล่มสลายไป
ไม่เพียงแต่เรื่องทรัพยากรทางวัตถุเท่านั้น แม้แต่เรื่องชีวิต ลัทธิทุนนิยมก็คิดว่าชีวิตเป็นกรรมสิทธิ์ของมนุษย์ พูดง่ายๆก็คือ ชีวิตเป็นของกู กูจะใช้ชีวิตอย่างไรก็ได้ เรื่องของกู กูจะทำร้ายทำลายชีวิตอย่างไรก็ได้ เรื่องของกู
ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็คิดว่า ชีวิตมนุษย์เป็นของรัฐ รัฐจะเป็นผู้จัดการชีวิตให้เอง ถ้าหากมนุษย์ไม่ชอบใช้ชีวิตไปตามอุดมการณ์ของรัฐ รัฐก็จะจัดหาที่อยู่ในโลกหน้าให้
ชีวิตเป็นของเอ็งเมื่อไหร่วะ? ถ้ามนุษย์สร้างสิ่งใดขึ้นมาแล้วอ้างว่า สิ่งนั้นเป็นของตนเองก็เป็นเรื่องชอบธรรม แต่ถ้ามนุษย์ไม่ได้สร้างสิ่งใดขึ้นมา แล้วมาอ้างว่าสิ่งนั้นเป็นของตนเองก็ถือว่าขี้โกง
เมื่อมนุษย์ไม่ได้สร้างชีวิตขึ้นมา แล้วมนุษย์จะมาอ้างว่าชีวิตเป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเองได้อย่างไร? ชีวิตเป็นของพระเจ้าต่างหาก ชีวิตมนุษย์มิได้เริ่มมีขึ้นเมื่อตอนมนุษย์เกิด และชีวิตก็ไม่ได้สิ้นสุดในตอนมนุษย์ตาย แต่ชีวิตมีอยู่ก่อนแล้วในรูปของวิญญาณ ซึ่งทุกวันนี้วิทยาศาสตร์ยังไม่อาจล่วงรู้ได้ว่ามันคืออะไร เมื่อวิญญาณแต่ละดวงถูกส่งมารวมกับก้อนเลือดในครรภ์ของมารดาได้ 120 วัน มนุษย์จึงมีสภาพเป็น ตัวตน เพื่อที่จะออกมาทำหน้าที่ หรือมีบทบาทบนโลกใบนี้ในอีกห้าเดือนข้างหน้า
มนุษย์มีหน้าที่รักษาชีวิต เมื่อชีวิตเป็นของพระเจ้า มนุษย์จึงมีหน้าที่ต้องรักษาชีวิตให้อยู่ในตัวเองนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ ไม่เพียงแต่ชีวิตของตัวเองเท่านั้น แต่ยังจะต้องรักษาชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าชีวิตของคน หรือสัตว์ให้อยู่ยาวนานด้วย หากจำเป็นจะเอาชีวิตใครก็ต้องได้รับการอนุมัติจากพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของชีวิตที่แท้จริงเสียก่อน สำนึกแห่งการรักษาชีวิตนี้มีอยู่ในตัวตนของมนุษย์ผู้มีความเชื่อในพระเจ้าและโลกหน้ามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว คนจนในอินเดียยอมทนทุกข์ทรมาน เพราะความอดอยากยากจนโดยไม่ปลิดชีวิตของตัวเองก็เพราะเคารพในกรรมสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของชีวิต แม้บางคนจะมานอนกลางถนนในสภาพไม่มีเสื้อผ้าสวมใส่เพื่อให้รถทับปลิดชีวิตของตนเองไปจากโลกนี้ แต่ก็ไม่รถยนต์คันใดกล้าทับ เพราะความเคารพในกรรมสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของชีวิตเช่นกัน
ความสำนึกในการรักษาชีวิตมนุษย์นี้พัฒนาสูงขึ้นอีกจนถูกกำหนดให้เป็นจรรยาแพทย์ที่มีหน้าที่ต้องรักษาชีวิตคนไข้อย่างสุดกำลัง แม้คนไข้นั้นพยายามจะปลิดชีวิตตัวเองมาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ สำนึกในการดูแลรักษาชีวิตให้อยู่ยืนนานในตัวตนมนุษย์นี้เองที่ทำให้มีการพัฒนาตัวยาและวิธีการบำบัดรักษาโรคที่คร่าชีวิตมนุษย์มาจนถึงปัจจุบัน
รักษาชีวิตให้สะอาดด้วย การรักษาชีวิตของตนเองและผู้อื่นให้ยืนยาวนั้นยังไม่เป็นการเพียงพอ แต่มนุษย์ยังต้องรักษาวิญญาณของตัวเองและของคนอื่นให้สะอาดผ่องแผ้วด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์ของชีวิตมนุษย์นั่นเอง เพราะวิญญาณสกปรก หรือวิญญาณชั่วไม่เคยบงการให้อวัยวะของมนุษย์ทำความดีและวิญญาณที่สะอาดผ่องแผ้วก็ไม่เคยบงการให้มนุษย์ทำความชั่ว
เนื่องจากสำนึกส่วนนี้ของมนุษย์มักจะถูกมลทินต่างๆเกาะจับ ดังนั้น ผู้เป็นเจ้าของชีวิตจึงได้ให้มีศาสดาหรือบุคคลทางศาสนาขึ้นในหมู่มนุษยชาติเพื่อบอกวิธีการขัดเกลาจิตวิญญาณให้สะอาดผ่องแผ้ว
การที่คำสอนของศาสนากำหนดให้มนุษย์ปฏิบัติศาสนกิจ ส่งให้ทำความดีและห้ามทำความชั่วนั้นก็เพื่อเป็นการขัดเกลาวิญญาณของมนุษย์ให้สะอาดผ่องแผ้วและไม่ทำให้วิญญาณของคนอื่นสกปรกนั่นเอง เช่น การกำหนดแต่งกายที่รัดกุมปกปิดมิดชิดไม่อวดเรือนร่าง นอกจากจะเป็นการขัดเกลาตนเองให้พ้นจากมลทินแห่งความโอ้อวดและไม่ละอายแล้ว ยังเป็นการป้องกันคนอื่นมิให้มีความคิดจิตใจใฝ่ชั่วด้วย
พาชีวิตให้ถึงฝั่งฝัน ชีวิตมนุษย์ไม่ได้สิ้นสุดลงตรงความตาย เพราะถ้าชีวิตจบลงแค่เพียงโลกนี้ มนุษย์ก็จะไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะคนที่ทำความดีไว้แล้วยังไม่ได้รับการตอบแทนความดียังมีอีกมาก ขณะเดียวกันคนชั่วที่ตายไปโดยยังไม่ถูกลงโทษหรือถูกลงโทษไม่สาสมก็ยังมีมากกว่านั้นเสียอีก
ขณะที่อยู่ในร่างของมนุษย์ วิญญาณคือผู้ลงมือกระทำโดยอาศัยอวัยวะของมนุษย์ทุกส่วน ดังนั้น วิญญาณจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้ทำไว้ เมื่อวิญญาณได้ลิ้มรสความตายแล้ว วิญญาณยังคงต้องเดินทางไปยังสถานที่สุดท้ายแห่งชะตากรรมของมันและชะตากรรมของวิญญาณ ซึ่งเป็นชีวิตที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการกระทำของวิญญาณขณะที่อยู่ในเรือนร่างของมนุษย์นั่นเอง
การฟื้นคืนชีพขึ้นอีกครั้งหนึ่งหลังความตายในสภาพของเนื้อหนังอย่างปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากเกินความเข้าใจของมนุษย์ น้ำในห้วยหนองคลองบึงและในมหาสมุทรถูกแสงแดดแผดเผาจนกลายเป็นไอลอยขึ้นไปจับกันจนเป็นก้อนเมฆหนาทึบ และเมื่อก้อนเมฆนั้นลอยต่ำลงมากระทบกับความเย็น เมฆนั้นก็กลับกลายมาเป็นน้ำที่ตกลงมาบนโลกนี้อีกครั้งหนึ่ง แล้วไฉนเนื้อหนังและกระดูกที่เปื่อยยุ่ยผุพังไปแล้วจะถูกทำให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้งหนึ่งไม่ได้?
|