วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม 2551
สินสอด : ให้เกียรติหรือกดขี่ผู้หญิง
Posted by
โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม
,
ผู้อ่าน : 230
, 09:49:56 น.
| หมวดหมู่ :
บทความ
พิมพ์หน้านี้
|
สินสอด : ให้เกียรติหรือกดขี่ผู้หญิง บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน  ในหลักคำสอนของอิสลาม ผู้หญิงจะอยู่ในฐานะที่ได้รับเกียรติและความเคารพ แต่เนื่องจากคำสอนของอิสลามได้แผ่ขยายไปยังดินแดนต่างๆทั่วโลก ประเพณีปฏิบัติบางอย่างในท้องถิ่นได้คืบคลานเข้ามาในการปฏิบัติของมุสลิมซึ่งไม่ได้มาจากหลักคำสอนของอิสลามแต่ประการใดเลย อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือเรื่องสินสอดแต่งงานของผู้หญิงซึ่งมุสลิมในอินเดียได้นำเอาประเพณีจ่ายค่าสินสอดจากวัฒนธรรมในท้องถิ่นเข้ามาใช้ในชีวิตของพวกตน ในอินเดียสินสอดเกิดขึ้นในสังคมฮินดูชั้นสูงที่ถือว่าครอบครัวเจ้าสาวจะต้องจัดหามาให้ครอบครัวเจ้าบ่าวในฐานะเป็นของขวัญแต่งงาน ราคาเจ้าสาว ปกติแล้ว เราใช้คำว่า "ของขวัญ" สำหรับอะไรบางอย่างที่เราให้แก่คนที่เรารักหรือชอบด้วยความเต็มใจ ของขวัญเป็นสิ่งที่ทำให้มิตรภาพระหว่างคนสองคนกระชับแน่น แต่สินสอดที่หมายถึง "ของขวัญ" พร้อมเจ้าสาวที่ครอบครัวของเธอต้องนำมามอบให้แก่ครอบครัวเจ้าบ่าวนั้นได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือบังคับฝ่ายหญิงและเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความโลภในสังคมอินเดีย ถ้าครอบครัวเจ้าสาวไม่มี?ของขวัญ?นี้มาให้ครอบครัวเจ้าบ่าว การแต่งงานก็จะไม่มีขึ้น นอกจากนี้แล้วราคาของสินสอดก็ถูกตั้งไว้สูงจนครอบครัวของเจ้าสาวหลายครอบครัวไม่สามารถหามาได้ ผลที่ตามมาก็คือ แทนที่จะได้เป็นเจ้าสาว ผู้หญิงก็ต้องกลับกลายเป็นภาระของครอบครัวของเธอ ดังนั้นครอบครัวของเจ้าสาวจึงต้องกระเสือกกระสนหาของขวัญมาให้เจ้าบ่าวแม้จะต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาก็ตาม แต่ในทางตรงข้าม หลักคำสอนของอิสลามกำหนดว่าผู้ชายจะต้องเป็นผู้ให้ของขวัญแต่งงานแก่เจ้าสาวของขวัญนี้เรียกว่า "มะฮัรฺ" ซึ่งผู้หญิงมีสิทธิ์เรียกร้องและเป็นของผู้หญิง คัมภีร์กุรอานกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ชายมีหน้าที่ต้องให้มะฮัรฺแก่ผู้หญิง เว้นเสียแต่ว่าผู้หญิงเลือกที่จะไม่รับ "จงให้มะฮัรฺแก่นางด้วยความเต็มใจ แต่ถ้านางเห็นชอบที่จะให้สิ่งหนึ่งแก่สูเจ้า ก็จงกินมันด้วยความสำราญและตามที่พอใจ" (กุรอาน 4:4) สังเวยสินสอด วัฒนธรรมที่เรียกร้องสินสออดจากครอบครัวของผู้หญิงจึงเป็นสิ่งที่ขัดกับคำสั่งของพระเจ้า มันเป็นการปฏิบัติที่ตรงกันข้ามกับคำบัญชาของพระองค์ ในอินเดียเจ้าสาวต้องถูกบังคับให้จ่ายค่าสินสอดตามที่เจรจาต่อรองกัน มิเช่นนั้น ครอบครัวเจ้าบ่าวก็จะไม่ยอมรับหรือเธออาจจะถูกรังเกียจ ถ้าผู้หญิงนำเงินสินสอดมาให้น้อยกว่าที่ฝ่ายชายเรียกร้อง เธอก็ต้องถูกแม่ผัวและบรรดาสะใภ้พูดจากระแนะกระแหนให้เป็นที่เจ็บช้ำน้ำใจหลังจากการแต่งงาน แม่ผัวนั่นแหละตัวดี เพราะส่วนใหญ่แล้วแม่ของเจ้าบ่าวคือคนเจ้ากี้เจ้าการเรียกร้องสินสอด การตั้งข้อรังเกียจนี้บางทีอาจเลยเถิดไปถึงขั้นรุมฆ่าหญิงที่เป็นเจ้าสาวหลังแต่งงานก็มีและที่รุนแรงที่สุดก็คือเจ้าสาวบางคนถูกเผาตายเพราะเรื่องสินสอด แต่ครอบครัวของเจ้าบ่าวก็จะแจ้งตำรวจว่าเป็นอุบัติเหตุหรือฆ่าตัวตาย ในขณะที่ประเพณีการให้สินสอดเป็นที่ปฏิบัติกันในสังคมฮินดู สังคมมุสลิมในอินเดียก็ได้รับอิทธิพลจากประเพณีนี้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะมีการออกกฎหมายห้ามเรื่องนี้ในปี ค.ศ.1961 แต่ประเพณีนี้ก็ยังไม่หมดไป รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสถิติอาชญากรรมแห่งชาติของอินเดียรายงานว่าในปี ค.ศ.2003 มีรายงานการตายเพราะเรื่องสินสอดเกิดขึ้น 6,285 ราย ซึ่งต่ำกว่าความเป็นจริง ตัวอย่างเช่น ในเดลฮี 90% ของผู้หญิงที่ถูกเผาถูกลงบันทึกว่าเป็นอุบัติเหตุ 5% เป็นการฆ่าตัวตาย ส่วนที่เหลืออีก 5% ถูกรายงาว่าเป็นการฆาตกรรม ทางเลือก ผู้หญิงจำนวนมากในอินเดียไม่ได้แต่งงานเพราะเรื่องสินสอดแพงลิบลิ่วนี้ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือเมื่อมุสลิมให้เกียรติผู้หญิงอินเดียด้วยการเสนอ "มะฮัรฺ" ให้แก่ฝ่ายเจ้าสาว มุสลิมกลับถูกปฏิเสธ ผู้หญิงฮินดูชอบที่จะขึ้นคานมากกว่าที่จะแต่งงานกับคนที่ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของพวกตน ทางเลือกอีกอย่างหนึ่งที่คนในสังคมฮินดูปฏิบัติกันก็คือการแลกเปลี่ยนลูกชายไปเป็นลูกเขยของกันและกัน ทั้งนี้เพื่อที่จะให้ลูกสาวของตัวเองได้แต่งงานโดยไม่ต้องจ่ายสินสอด แต่ถ้าครอบครัวไหนมีแต่ลูกสาว และไม่มีลูกชาย ครอบครัวนั้นก็โชคร้ายไป เพราะพ่อแม่ของผู้หญิงจะต้องหาเงินมาเพื่อให้ลูกสาวของตัวเองได้แต่งงาน ซัยยิด (นามสมมุติ) อายุ 35 ปีจากเชนไน อินเดีย กล่าวว่า "เป็นเรื่องยากที่จะหาเจ้าสาวที่สามารถหาทุกสิ่งตามที่แม่ของผมเรียกร้องได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงยังไม่ได้แต่งงานสักที? เมื่อมีคนไปถามแม่ของเขาว่าทำไมถึงต้องเรียกสินสอดจากเจ้าสาวมากมายขนาดนั้น เธอกล่าวว่า ?กว่าเขาจะโตขึ้นมาขนาดนี้ฉันต้องเสียเงินมากมายเลี้ยงดูและส่งเสียให้เขาได้เรียน แต่เมื่อเขาแต่งงานออกเรือนไป เงินที่เขาหามาได้ภรรยาก็เอาไปหมด ดังนั้น ฉันจึงต้องถอนทุนคืนบ้าง ถ้าอยากได้ลูกชายฉันไป ก็ต้องเอาเงินของฉันคืนมา" อีกคนหนึ่ง อะหมัด (นามสมมุติ) อายุ 29 ปีจากเดลฮี อินเดีย ได้กล่าวว่า "ผมไม่ต้องการที่จะเอาสินสอด แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งพ่อแม่มิให้เรียกร้องได้ ถ้าผมทำ พ่อแม่ก็จะถือว่าผมไม่ให้ความเคารพ" ดังนั้น ด้วยความเคารพพ่อแม่และไม่ต้องการฝืนกฎเกณฑ์วัฒนธรรม ชายหนุ่มมุสลิมในอินเดียจึงต้องปฏิบัติตามขนบประเพณีที่ไม่มีอยู่ในอิสลาม การเรียกร้องสินสอดจากฝ่ายชายเพื่อที่จะแต่งงานอาจดูเป็นเรื่องถูกต้องในสายตาของหลายคน "แต่การแต่งงานเช่นนี้จะถูกต้องหรือไม่ในสายตาของพระเจ้า" เป็นคำถามที่มุสลิมหลายคนสงสัย การเรียกร้องสินสอดมหาโหดได้ทำให้มุสลิมในบางสังคมมองผู้หญิงไปในทางที่ไม่ดีทั้งๆที่อิสลามห้ามการปฏิบัติเช่นนั้น ในอินเดีย ผู้หญิงถูกถือว่าเป็นภาระเพราะเรื่องระบบสินสอดนี้ ดังนั้น เราจึงได้เห็นพ่อแม่หลายครอบครัวในอินเดียดีใจไชโยเมื่อได้ลูกเกิดใหม่เป็นเพศชายและรู้สึกทุกข์ใจเมื่อได้ลูกเกิดใหม่เป็นเพศหญิง แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าในโลกปัจจุบันนี้มนุษย์ยังมีความรู้สึกกับลูกของตนเหมือนกับความรู้สึกของพ่อแม่ชาวอาหรับในยุคงมงายที่คัมภีร์กุรอานได้กล่าวไว้เมื่อ 1,400 ปีก่อนว่า : และเมื่อผู้ใดในหมู่พวกเขาได้รับข่าวว่าได้ลูกผู้หญิง ใบหน้าของเขาก็หมองคล้ำและเศร้าสลด เขาจะซ่อนตัวเองจากลุ่มคนเนื่องจากความอับอายในสิ่งที่ได้เขาถูกแจ้งให้ทราบ เขาจะเก็บมันไว้ด้วยความอดสูหรือฝังมันทั้งเป็น แน่นอนสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องชั่วแท้ๆ (กุรอาน 16:58-59) ในอิสลาม ลูกที่เกิดมาไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายถือเป็นของขวัญจากพระเจ้า พ่อแม่มีหน้าที่ต้องดูแลให้การศึกษาอย่างสุดความสามารถ ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า "ใครที่เลี้ยงลูกสาวอย่างดีจนกระทั่งโต เขากับฉันจะได้อยู่ด้วยกันในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ" แล้วท่านก็ยกนิ้วสองนิ้วติดกัน
|