โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน
"เขามิได้ออกเดินทางไปในแผ่นดินดอกหรือ เพื่อหัวใจจะได้พิจารณาเพื่อพวกเขาเอง หรือมีหูก็เพียงสดับฟังมัน เพราะแท้จริงการมองของนัยน์ตานั้น มิมอดดอก แต่หัวใจที่อยู่ในทรวงอกต่างหากที่มอด"(อัลกุรอาน 22:46)
Permalink : http://www.oknation.net/blog/knowislam
วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม 2551
สินสอด : ให้เกียรติหรือกดขี่ผู้หญิง
Posted by โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม , ผู้อ่าน : 230 , 09:49:56 น.   | หมวดหมู่ : บทความ  
พิมพ์หน้านี้


สินสอด : ให้เกียรติหรือกดขี่ผู้หญิง

บทความโดยอาจารย์บรรจง  บินกาซัน  ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

ในหลักคำสอนของอิสลาม ผู้หญิงจะอยู่ในฐานะที่ได้รับเกียรติและความเคารพ แต่เนื่องจากคำสอนของอิสลามได้แผ่ขยายไปยังดินแดนต่างๆทั่วโลก ประเพณีปฏิบัติบางอย่างในท้องถิ่นได้คืบคลานเข้ามาในการปฏิบัติของมุสลิมซึ่งไม่ได้มาจากหลักคำสอนของอิสลามแต่ประการใดเลย อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือเรื่องสินสอดแต่งงานของผู้หญิงซึ่งมุสลิมในอินเดียได้นำเอาประเพณีจ่ายค่าสินสอดจากวัฒนธรรมในท้องถิ่นเข้ามาใช้ในชีวิตของพวกตน ในอินเดียสินสอดเกิดขึ้นในสังคมฮินดูชั้นสูงที่ถือว่าครอบครัวเจ้าสาวจะต้องจัดหามาให้ครอบครัวเจ้าบ่าวในฐานะเป็นของขวัญแต่งงาน ราคาเจ้าสาว
ปกติแล้ว เราใช้คำว่า "ของขวัญ" สำหรับอะไรบางอย่างที่เราให้แก่คนที่เรารักหรือชอบด้วยความเต็มใจ ของขวัญเป็นสิ่งที่ทำให้มิตรภาพระหว่างคนสองคนกระชับแน่น แต่สินสอดที่หมายถึง "ของขวัญ" พร้อมเจ้าสาวที่ครอบครัวของเธอต้องนำมามอบให้แก่ครอบครัวเจ้าบ่าวนั้นได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือบังคับฝ่ายหญิงและเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความโลภในสังคมอินเดีย ถ้าครอบครัวเจ้าสาวไม่มี?ของขวัญ?นี้มาให้ครอบครัวเจ้าบ่าว การแต่งงานก็จะไม่มีขึ้น นอกจากนี้แล้วราคาของสินสอดก็ถูกตั้งไว้สูงจนครอบครัวของเจ้าสาวหลายครอบครัวไม่สามารถหามาได้ ผลที่ตามมาก็คือ แทนที่จะได้เป็นเจ้าสาว ผู้หญิงก็ต้องกลับกลายเป็นภาระของครอบครัวของเธอ ดังนั้นครอบครัวของเจ้าสาวจึงต้องกระเสือกกระสนหาของขวัญมาให้เจ้าบ่าวแม้จะต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาก็ตาม แต่ในทางตรงข้าม หลักคำสอนของอิสลามกำหนดว่าผู้ชายจะต้องเป็นผู้ให้ของขวัญแต่งงานแก่เจ้าสาวของขวัญนี้เรียกว่า "มะฮัรฺ" ซึ่งผู้หญิงมีสิทธิ์เรียกร้องและเป็นของผู้หญิง คัมภีร์กุรอานกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าผู้ชายมีหน้าที่ต้องให้มะฮัรฺแก่ผู้หญิง เว้นเสียแต่ว่าผู้หญิงเลือกที่จะไม่รับ "จงให้มะฮัรฺแก่นางด้วยความเต็มใจ แต่ถ้านางเห็นชอบที่จะให้สิ่งหนึ่งแก่สูเจ้า ก็จงกินมันด้วยความสำราญและตามที่พอใจ" (กุรอาน 4:4) สังเวยสินสอด
วัฒนธรรมที่เรียกร้องสินสออดจากครอบครัวของผู้หญิงจึงเป็นสิ่งที่ขัดกับคำสั่งของพระเจ้า มันเป็นการปฏิบัติที่ตรงกันข้ามกับคำบัญชาของพระองค์ ในอินเดียเจ้าสาวต้องถูกบังคับให้จ่ายค่าสินสอดตามที่เจรจาต่อรองกัน มิเช่นนั้น ครอบครัวเจ้าบ่าวก็จะไม่ยอมรับหรือเธออาจจะถูกรังเกียจ ถ้าผู้หญิงนำเงินสินสอดมาให้น้อยกว่าที่ฝ่ายชายเรียกร้อง เธอก็ต้องถูกแม่ผัวและบรรดาสะใภ้พูดจากระแนะกระแหนให้เป็นที่เจ็บช้ำน้ำใจหลังจากการแต่งงาน แม่ผัวนั่นแหละตัวดี เพราะส่วนใหญ่แล้วแม่ของเจ้าบ่าวคือคนเจ้ากี้เจ้าการเรียกร้องสินสอด การตั้งข้อรังเกียจนี้บางทีอาจเลยเถิดไปถึงขั้นรุมฆ่าหญิงที่เป็นเจ้าสาวหลังแต่งงานก็มีและที่รุนแรงที่สุดก็คือเจ้าสาวบางคนถูกเผาตายเพราะเรื่องสินสอด แต่ครอบครัวของเจ้าบ่าวก็จะแจ้งตำรวจว่าเป็นอุบัติเหตุหรือฆ่าตัวตาย ในขณะที่ประเพณีการให้สินสอดเป็นที่ปฏิบัติกันในสังคมฮินดู สังคมมุสลิมในอินเดียก็ได้รับอิทธิพลจากประเพณีนี้ด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะมีการออกกฎหมายห้ามเรื่องนี้ในปี ค.ศ.1961 แต่ประเพณีนี้ก็ยังไม่หมดไป
รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานสถิติอาชญากรรมแห่งชาติของอินเดียรายงานว่าในปี ค.ศ.2003 มีรายงานการตายเพราะเรื่องสินสอดเกิดขึ้น 6,285 ราย ซึ่งต่ำกว่าความเป็นจริง ตัวอย่างเช่น ในเดลฮี 90% ของผู้หญิงที่ถูกเผาถูกลงบันทึกว่าเป็นอุบัติเหตุ 5% เป็นการฆ่าตัวตาย ส่วนที่เหลืออีก 5% ถูกรายงาว่าเป็นการฆาตกรรม ทางเลือก
ผู้หญิงจำนวนมากในอินเดียไม่ได้แต่งงานเพราะเรื่องสินสอดแพงลิบลิ่วนี้ แต่ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือเมื่อมุสลิมให้เกียรติผู้หญิงอินเดียด้วยการเสนอ "มะฮัรฺ" ให้แก่ฝ่ายเจ้าสาว มุสลิมกลับถูกปฏิเสธ ผู้หญิงฮินดูชอบที่จะขึ้นคานมากกว่าที่จะแต่งงานกับคนที่ไม่ได้อยู่ในวัฒนธรรมของพวกตน ทางเลือกอีกอย่างหนึ่งที่คนในสังคมฮินดูปฏิบัติกันก็คือการแลกเปลี่ยนลูกชายไปเป็นลูกเขยของกันและกัน ทั้งนี้เพื่อที่จะให้ลูกสาวของตัวเองได้แต่งงานโดยไม่ต้องจ่ายสินสอด แต่ถ้าครอบครัวไหนมีแต่ลูกสาว และไม่มีลูกชาย ครอบครัวนั้นก็โชคร้ายไป เพราะพ่อแม่ของผู้หญิงจะต้องหาเงินมาเพื่อให้ลูกสาวของตัวเองได้แต่งงาน
ซัยยิด (นามสมมุติ) อายุ 35 ปีจากเชนไน อินเดีย กล่าวว่า "เป็นเรื่องยากที่จะหาเจ้าสาวที่สามารถหาทุกสิ่งตามที่แม่ของผมเรียกร้องได้ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงยังไม่ได้แต่งงานสักที? เมื่อมีคนไปถามแม่ของเขาว่าทำไมถึงต้องเรียกสินสอดจากเจ้าสาวมากมายขนาดนั้น เธอกล่าวว่า ?กว่าเขาจะโตขึ้นมาขนาดนี้ฉันต้องเสียเงินมากมายเลี้ยงดูและส่งเสียให้เขาได้เรียน แต่เมื่อเขาแต่งงานออกเรือนไป เงินที่เขาหามาได้ภรรยาก็เอาไปหมด ดังนั้น ฉันจึงต้องถอนทุนคืนบ้าง ถ้าอยากได้ลูกชายฉันไป ก็ต้องเอาเงินของฉันคืนมา"
อีกคนหนึ่ง อะหมัด (นามสมมุติ) อายุ 29 ปีจากเดลฮี อินเดีย ได้กล่าวว่า "ผมไม่ต้องการที่จะเอาสินสอด แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งพ่อแม่มิให้เรียกร้องได้ ถ้าผมทำ พ่อแม่ก็จะถือว่าผมไม่ให้ความเคารพ"
ดังนั้น ด้วยความเคารพพ่อแม่และไม่ต้องการฝืนกฎเกณฑ์วัฒนธรรม ชายหนุ่มมุสลิมในอินเดียจึงต้องปฏิบัติตามขนบประเพณีที่ไม่มีอยู่ในอิสลาม การเรียกร้องสินสอดจากฝ่ายชายเพื่อที่จะแต่งงานอาจดูเป็นเรื่องถูกต้องในสายตาของหลายคน "แต่การแต่งงานเช่นนี้จะถูกต้องหรือไม่ในสายตาของพระเจ้า"  เป็นคำถามที่มุสลิมหลายคนสงสัย
การเรียกร้องสินสอดมหาโหดได้ทำให้มุสลิมในบางสังคมมองผู้หญิงไปในทางที่ไม่ดีทั้งๆที่อิสลามห้ามการปฏิบัติเช่นนั้น ในอินเดีย ผู้หญิงถูกถือว่าเป็นภาระเพราะเรื่องระบบสินสอดนี้ ดังนั้น เราจึงได้เห็นพ่อแม่หลายครอบครัวในอินเดียดีใจไชโยเมื่อได้ลูกเกิดใหม่เป็นเพศชายและรู้สึกทุกข์ใจเมื่อได้ลูกเกิดใหม่เป็นเพศหญิง
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าในโลกปัจจุบันนี้มนุษย์ยังมีความรู้สึกกับลูกของตนเหมือนกับความรู้สึกของพ่อแม่ชาวอาหรับในยุคงมงายที่คัมภีร์กุรอานได้กล่าวไว้เมื่อ 1,400 ปีก่อนว่า : และเมื่อผู้ใดในหมู่พวกเขาได้รับข่าวว่าได้ลูกผู้หญิง ใบหน้าของเขาก็หมองคล้ำและเศร้าสลด เขาจะซ่อนตัวเองจากลุ่มคนเนื่องจากความอับอายในสิ่งที่ได้เขาถูกแจ้งให้ทราบ เขาจะเก็บมันไว้ด้วยความอดสูหรือฝังมันทั้งเป็น แน่นอนสิ่งที่พวกเขาตัดสินใจนั้นเป็นเรื่องชั่วแท้ๆ (กุรอาน 16:58-59)
ในอิสลาม ลูกที่เกิดมาไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายถือเป็นของขวัญจากพระเจ้า พ่อแม่มีหน้าที่ต้องดูแลให้การศึกษาอย่างสุดความสามารถ ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า "ใครที่เลี้ยงลูกสาวอย่างดีจนกระทั่งโต เขากับฉันจะได้อยู่ด้วยกันในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ" แล้วท่านก็ยกนิ้วสองนิ้วติดกัน

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
a r t l e k l e k วันที่ : 07/08/2008 เวลา : 10.37 น.
http://www.oknation.net/blog/artleklek
เขียนในสิ่งที่คิด...ผิดก็ช่าง...ไม่ผิดก็ช่าง!!..

ขอไม่พูดถึงพิธีสู่ขอในประเทศอินเดียนะคะ
แต่ขอคอมเมนท์รวมๆ เรื่องการกดขี่

เมื่อวานอ่านหนังสือ หนึ่งโหลอิโรติค มีเรื่องสั้นเรื่องนึงเขียนไว้
เนื้อเรื่องตัวเอกของเรื่องซึ่งเป็นผู้หญิง บอกฝ่ายชายที่เป็นแฟนว่า
การร่วมเพศแบบมีการสอดใส่ เป็นการกดขี่ทางเพศ

สำหรับเราคิดว่า ประเพณีมันก็คือประเพณี เราสามารถรักษามันไว้ เพื่อให้ประเพณีกลายเป็นวัฒณธรรมที่สามารถเอามาศึกษาเป็นกรณีศึกษาเรื่องความเชื่อของคนในแต่ละยุคสมัยได้

ทีนี้ ในเมื่อเวลาเปลี่ยนไป เรารักษาประเพณีนั้นไว้
แต่เราฉลาดขึ้น มีเล่เหลี่ยมขึ้น หัวหมอขึ้น
เรากลับใช้ประเพณีอันนั้น เพื่อเอารัดเอาเปรียบกันและกัน
ซึ่งถ้าฝ่ายใดฝ่ายนึง ทำวิธีดังกล่าว เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
ก็เท่ากับเค้าเปิดช่องให้ตัวเค้าเองนั่นแหละถูกกดขี่
ไม่ใช่คนที่ต้องเสียสินสอดของหมั้น
เค้าต่างหากที่ยอมให้เงินทองมากดขี่ความเป็นคนของตัวเอง
ความคิดเห็นที่ 2
ครูติ๋ว วันที่ : 07/08/2008 เวลา : 10.15 น.
http://www.oknation.net/blog/romrawin

ประเพณีแบบนี้มีมานานจนไม่สามารถแก้ได้
อยู่คนเดียวก็แล้วกันนะคะ
ความคิดเห็นที่ 1
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 07/08/2008 เวลา : 10.09 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

ปัญหาดาวรี ในอินเดีย เป็นเรื่องใหญ่และเรื้อรังมากครับ ไม่จบสิ้นภายในครั้งเดียวที่จ่าย
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

AD เปิดฟ้าอิสลาม ชุด"กันเอง"

งานเปิดฟ้าอิสลาม 2 โดยโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน

View All
<< สิงหาคม 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31