วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม 2551
พันธุกรรมซาตาน
Posted by
โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม
,
ผู้อ่าน : 255
, 10:09:36 น.
| หมวดหมู่ :
บทความ
พิมพ์หน้านี้
|
พันธุกรรมซาตาน บทความโดยอาจารย์บรรจง บินกาซัน ประธานโครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน 
ตามคำสอนที่ปรากฏในคัมภีร์กุรอานและคำพูดของนบีมุฮัมมัด มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมาจากดิน เมื่อมนุษย์ตาย ร่างกายของมนุษย์ก็จะยุ่ยสลายกลายเป็นดิน ไม่ว่ามนุษย์คนนั้นจะมีสีผิวหรือเผ่าพันธุ์อะไรก็ตาม บนพื้นฐานของคำสอนนี้ มนุษย์จึงมีความเสมอภาคกันในฐานะเป็นสิ่งถูกสร้างของพระเจ้า ดังนั้น ความรู้สึกว่าชนชาติหรือเผ่าพันธุ์ของตัวเองเหนือกว่าชนชาติและเผ่าพันธุ์อื่นจึงไม่น่าจะเกิดขึ้นกับมนุษย์แม้ตำแหน่งหน้าที่หรือฐานะการงานในขณะที่มีชีวิตจะแตกต่างกันก็ตาม
ความรู้สึกโอหังว่าตัวเองเหนือกว่าผู้อื่นเกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่พระเจ้าสร้างอาดัมขึ้นมา และพระองค์ได้ทรงสั่งให้ทุกสรรพสิ่งยอมศิโรราบกราบนบนอบต่ออาดัม ทุกสรรพสิ่งยอมทำตาม ยกเว้นซาตานมารร้ายเท่านั้นที่ฝ่าฝืน เมื่อซาตานถูกถามว่า ทำไมมันถึงได้ฝ่าฝืน คำตอบของมันคือ อาดัมถูกสร้างมาจากดิน แต่มันถูกสร้างมาจากไฟ มันมีต้นกำเนิดที่เหนือกว่า เรื่องอะไรที่มันจะต้องยอมศิโรราบต่ออาดัม แต่มันลืมไปว่ามันก็เป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างมาเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น มันยังท้าพระเจ้าให้คอยดูว่าในไม่ช้ามนุษย์กลุ่มหนึ่งก็จะเป็นเหมือนกับมัน
หลังจากสมัยของอาดัม ความรู้สึกว่าเผ่าพันธุ์ตัวเองเหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่นยังไม่ปรากฏตัวให้เห็นเป็นที่ชัดเจน จนกระทั่งมีระบบทาสและระบบชนชั้นวรรณะเกิดขึ้นโดยพวกอารยันที่มารุกรานและปกครองอินเดีย หลังจากนั้นก็เป็นชาวยิวที่ถือว่าชนชาติของตนเองเหนือกว่าชนชาติอื่นๆ เพราะชาวยิวเป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก ใครที่ไม่ใช่ยิวก็ไม่ใช่คน
เมื่อโลกเข้าสู่ยุควิทยาการ ความเชื่อว่ามนุษย์บางชนชาติเหนือกว่าอีกบางชนชาติได้ถูกพัฒนาให้ดูเป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ยิ่งขึ้นในรูปของทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส ดาร์วิน (Darwinism) ที่ถือว่ามนุษย์มีวิวัฒนาการมาจากลิง แม้จะยังหาหลักฐานและข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แต่คนที่คลั่งไคล้วิทยาศาสตร์และขาดความศรัทธาในศาสนาก็พลอยเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าทฤษฎีดาร์วินเป็นความจริง
ทฤษฎีดาร์วินได้รับการส่งเสริมและแพร่ขยายไปทั่วโลกเมื่อชาวยุโรปและอเมริกันเริ่มเป็นผู้นำโลกในการขยายตัวทางอุตสาหกรรมและการทหาร ทั้งนี้ เพราะทฤษฎีดาร์วินยังได้เสนอความคิดด้วยว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ และผู้ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอด ส่วนผู้ที่อ่อนแอกว่าก็จะต้องถูกทำลายไป ด้วยความเข้มแข็งทางทหารของชาติผิวขาวในอดีตที่ผ่านมา ทำให้ชาร์ลส ดาร์วิน เชื่อมั่นถึงความเหนือกว่าของชนชาติผิวขาวจนถึงขนาดที่เขาเคยเขียนไว้ตอนหนึ่งว่า
เผ่าพันธุ์ที่ถูกเรียกว่าคอเคเซียซึ่งมีอารยธรรมกว่าได้ทำลายพวกเติร์กในการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด หากมองโลกย้อนไปในอดีตไม่ไกลนัก เผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่านับจำนวนไม่ถ้วนทั่วโลกได้ถูกทำลายโดยเผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่า
หลังจากสงครามการเมืองในสหรัฐอเมริกาซึ่งทำให้ทาสนิโกรได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ โธมัส เฮนรี่ ฮักซ์เลย์ ผู้คลั่งไคล้ทฤษฎีดาร์วิน ก็ได้เขียนไว้ว่า ไม่มีคนที่มีสติปัญญาและยอมรับความจริงที่ไหนจะเชื่อว่าคนนิโกรเท่าเทียมกับคนขาว จะอย่างไรก็ยังด้อยกว่า
หนังสือเรื่อง The Origin of Species (ต้นกำเนิดของเผ่าพันธุ์) ของชาร์ลส ดาร์วิน ได้ถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลทางชีววิทยาเพื่อสนับสนุนลัทธิถือชาติพันธุ์ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19 และยิ่งมีคนเชื่อมากขึ้นเมื่อมีการยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการ การที่พวกนาซีเยอรมันจงเกลียดจงชังและเข่นฆ่าสังหารชาวยิวก็เป็นเพราะความเชื่อว่าเผ่าพันธุ์อารยันของตนเองมีความสูงส่งและเหนือกว่า ทั้งนี้ เนื่องจากปรัชญาการเมืองของรัฐเยอรมันวางพื้นฐานอยู่บนความคิดของการต่อสู้ การคัดเลือกและการอยู่รอดของผู้ที่แข็งแรงที่สุด พรรคนาซีเชื่อว่าเยอรมันมีสิทธิ์ที่จะปกครองโลกก็เพราะความเข้มแข็งที่เหนือกว่า ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรไรช์กับชาติที่อ่อนแอกว่าจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างค้อนกับแท่นตีเหล็ก
ทฤษฎีดาร์วินไม่เพียงแต่จะนำมาใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนลัทธิจักรวรรดินิยมในการรุกรานชาติอื่นเท่านั้น แต่มันยังได้ถูกนำมาใช้สนับสนุนการอยู่รอดของผู้ที่เข้มแข็งกว่าในลัทธิทุนนิยมด้วย เพราะการแข่งขันในระบบอุตสาหกรรมที่ขยายตัวอยู่ตลอดเวลาทำให้ชาติอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีทรัพยากรราคาถูก ด้วยเหตุนี้เองชาติอุตสาหกรรมจึงได้นำทฤษฎีนี้มาใช้กับชาติด้อยพัฒนาที่อ่อนแอหรือด้อยกว่าเมื่อตัวเองต้องการจะได้ทรัพยากรธรรมชาติราคาถูกจากชาติเหล่านี้ไม่ว่าจะได้มาโดยการรุกรานหรือการบุกปล้นก็ตาม
ไม่เพียงเท่านั้น ลัทธิถือเผ่าพันธุ์ยุคใหม่ยังพยายามที่จะเอาหลักชีววิทยามาอธิบายว่าลักษณะด้อยของมนุษย์ผิวสีถูกกำหนดโดยหน่วยพันธุกรรมหรือยีน กล่าวคือชนชาติใดที่เกิดมามีลักษณะด้อยก็จะต้องเป็นชนชาติที่ด้อยกว่าตลอดไปชั่วลูกชั่วหลานเหมือนกับที่พวกอารยันในอดีตได้เอาความเชื่อทางศาสนามาสร้างระบบวรรณะที่กำหนดว่าใครเกิดมาในวรรณะใดก็จะต้องอยู่ในวรรณะนั้นตลอดไป
นักประวัติศาสตร์อย่างเช่น อุลริช บี. ฟิลลิปส์ ได้เขียนด้วยความอคติต่อคนผิวสีว่า คนดำนั้นโดยคุณสมบัติทางชาติพันธุ์แล้วเป็นชนชาติที่ยอมจำนน ใจเสาะ ประจบประแจง และชอบเลียนแบบ บางคนก็อ้างว่าชาวนิโกรโดยทั่วไปมีไอคิว (ระดับสติปัญญา) ต่ำกว่าคนขาวแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะทดสอบในเรื่องใด ทั้งพ่อและลูกนิโกรก็จะมีระดับไอคิวเท่ากัน ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่าชาวนิโกรถูกหน่วยพันธุกรรมกำหนดมาให้มีสติปัญญาด้อยกว่าคนผิวขาวไปจนถึงลูกหลานและไม่สามารถที่จะทำให้ฉลาดขึ้นได้ ไม่ว่าจะในสภาพแวดล้อมอย่างไรก็ตาม ดังนั้น ยีนจึงเป็นตัวกำหนดความแตกต่างระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำ
เหตุผลดังกล่าวดูเหมือนเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ความจริงแล้วมันได้ถูกนำมาอ้างครั้งหนึ่งในสหรัฐเพื่อที่จะเป็นเหตุผลไม่ให้จัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาของคนผิวดำเท่านั้น โชคดีที่เมื่อหลายปีที่ผ่านมา เมื่อมีการทดสอบระดับไอคิวของเด็กชาติต่างๆ ปรากฏว่าระดับไอคิวโดยเฉลี่ยของเด็กญี่ปุ่นสูงกว่าระดับของเด็กอเมริกันถึงสิบคะแนน ถ้ายีนเป็นตัวถ่ายทอดความคิดและสติปัญญาของมนุษย์ มนุษย์ที่ถือว่าเผ่าพันธุ์ของตัวเองเหนือกว่าเผ่าพันธุ์อื่นก็ต้องได้รับพันธุกรรมสืบทอดมาจากซาตานอย่างแน่นอน
|