วันพฤหัสบดี ที่ 23 สิงหาคม 2550
ปาร์ตี้น้ำเงี้ยว
Posted by
เวียงตาล
,
ผู้อ่าน : 642
, 02:10:34 น.
พิมพ์หน้านี้
คุณยายของผม แกชอบทำอาหารให้ผมทานอยู่บ่อยๆ อย่างเช่น แกงแค, แกงบอน, แกงปลี,ลาบคั่ว และอีกหลายอย่าง หรือจำพวกขนมหวานที่จำได้อย่างขึ้นใจคือ แอ๊บดอกซ้อ เป็นการนำเอาช่อดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ดอกซ้อ ลักษณะเป็นดอกสีเหลืองปนน้ำตาล ที่คุณยายชอบใช้ให้ผมและน้องชายไปเก็บที่โรงเรียน เพราะมันเหลืออยู่เพียงต้นเดียวในหมู่บ้านแล้ว ก่อนนำมาทำเป็นขนมต้องตากให้แห้งก่อน แล้วนำมาบดให้ละเอียดและผสมกับแป้งข้าวจ้าว นำไปนึ่งให้สุก สำหรับรสชาตินั้นเหรอครับ ผมว่าอร่อยเลยทีเดียว อาหารโปรดของผมที่จะลืมไม่ได้เห็นจะเป็นขนมจีนน้ำเงี้ยว และยายของผมก็จะมีสูตรที่ไม่เหมือนใคร ทุกวันนี้ผมยังจำรสชาติได้ไม่เคยลืม แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ ยายของผมไม่ได้ทำให้ผมทานแล้ว และสูตรอาหารต่างๆที่ยายทำ มันก็ไปพร้อมกับยายที่จากผมไปตั้งแต่ผมยังไม่จบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเลย แต่ยังมีความน่าปลาบปลื้มใจที่คุณแม่คนเก่งของผม ยังมีเสน่ห์ปลายจวักไม่แพ้คุณยาย ถึงแม้จะอร่อยไม่เท่าแต่ก็เรียกว่าหาใครเทียบไม่ได้ในสายตาผม ตั้งแต่เล็กจนโตผมก็ได้ทานอาหารเหล่านี้มาตลอด มันกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผมไปแล้ว 
ดังนั้น ขนมจีนน้ำเงี้ยว ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารเหนือสุดโปรดปรานของผมแล้ว รู้ข่าวว่าที่ไหนทำอร่อย ผมและน้องชายหากมีเวลา มักจะตระเวนหาทานอยู่บ่อยครั้ง ก็ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างครับ แต่หากผมกับน้องชายได้มีเวลามากพอที่ปิ้กบ้านที่เหนือแล้ว ไม่ต้องพูดถึงครับถือว่าเป็นทริปพิเศษเลยทีเดียว เพื่อนหลายคนอิจฉาผมกับน้องเป็นอย่างมาก อย่างน้อยก็เท่ากับว่าได้พักร้อนไปในตัวครับ บางครั้งเพื่อนทนอิจฉาไม่ไหว ก็ยังขอตามขึ้นเหนือด้วยเลยครับ ไอ้ผมก็ไม่ขัดศรัทธาครับ ตามสะดวก เพราะชอบอยู่แล้วสนุกดี บรรดาญาติๆของผมแต่ละบ้าน เขารู้ว่าผมชอบขนมจีนน้ำเงี้ยวมากขนาดไหนที่พวกเขาจะเตรียมขนมจีนน้ำเงี้ยวชนกันหลายบ้านเลยครับ โดยให้ผมและน้องชายเที่ยวชิมทุกบ้าน เสมือนหนึ่งว่าพวกเขาจะตั้งใจเอาประชันความอร่อยยังไงยังงั้นเลยทีเดียว หรือว่าผมคิดไปเองก็ไม่รู้ครับ เวลากลับบ้านผมจึงมีขนมจีนน้ำเงี้ยวให้ทานอยู่ไม่ขาด โดยเฉพาะแม่ของผมที่ท่านได้สูตรมาจากคุณยาย เวลาทานเมื่อไหร่ ทำให้นึกถึงคุณยายเป็นอย่างมาก (มีอยู่ครั้งหนึ่ง ลืมทานขนมจีนน้ำเงี้ยวที่แม่ผมทำเพราะคิวยาวมาก ผมชอบนะครับแต่ผมทานไม่ไหวจริงๆ ท่านงอนไปหลายวันเลยครับ แต่ผมก็ทำให้ท่านหายงอนโดยทานซะพุงกางเลยครับ)ขณะที่อยู่เมืองสิวิไลอย่างนี้ อันว่าจะหากินได้ง่ายเหมือนอยู่เหนือก็ไม่ครับ แต่หากหาทานไม่ได้จริงๆ ก็ต้องทำทานกันเองเลยครับ แต่ผมทำไม่อร่อยหรอกครับ (ผมพูดเรื่องจริงครับ) ดีหน่อยที่น้องชายของผมได้รับการสืบทอดตำรับตำราการทำอาหารเหนือมาบ้าง ทำให้อาหารมื้อค่ำวันศุกร์กลางกรุง เป็นมื้อที่วิเศษอีกมื้อหนึ่งด้วย และด้วยพฤติกรรมชอบทานขนมน้ำเงี้ยวเป็นชีวิตจิตใจนั่นเอง ทำให้หลายคนแปลกใจ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สมัครพรรคพวกผมที่เป็นทั้งชาวเหนือและไม่เหนือ ต่างสวามิภักดิ์กับเจ้าขนมจีนน้ำเงี้ยวแสนอร่อยของผมเอามากๆ (สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมเคยหลอกให้เพื่อนลองทานดู ตอนแรกเพื่อนก็บอกทานไม่เป็น แต่พอได้ลองเข้าจริง สุดท้ายไอ้เพื่อนต้องตามไปทานกับผมทุกครั้ง) หากมีการนัดกันทำกับข้าวที่บ้านคราใด จะเป็นที่รู้กันว่า มื้อค่ำนั้นต้องมีอะไรพิเศษ และจะเป็นอื่นใดนอกเสียจากขนมจีนน้ำเงี้ยวแสนอร่อย ทำให้คืนพิเศษนั้น ได้สมยานามว่า ปาร์ตี้น้ำเงี้ยว
พอพูดถึงขนมจีนน้ำเงี้ยวจนสนุกปากและน้ำลายสอแล้ว มันทำให้ ผมคิดว่า ทำไมผมถึงชอบทานอาหารเหนือเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะไอ้เจ้าน้ำเงี้ยวถ้วยโปรดของผมนั้น ทำให้ผมต้องเล่าย้อนไปไกลทีเดียว 
มีหลายคนถามผมว่า ถ้าให้เลือกได้ หากมีเวลาช่วงพักร้อนที่แสนวิเศษ อยากไปเที่ยวที่ไหนมากที่สุด คำตอบที่ผมไม่ต้องคิดมากและสามารถตอบได้เลยคือ สิบสองปันนา หลายคนสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นที่นี่ ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมได้รับรู้และสัมผัสความเป็นวัฒนธรรมไทลื้อมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน หรือว่าสภาพความเป็นอยู่ของผม ประกอบกับการชีวิตของคนที่บ้านของผม จะคล้ายคลึงกับวัฒนธรรมไทลื้อในดินแดนสิบสองปันนาเป็นอย่างมาก โดยที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่า ผมได้ซึมซับเอาวัฒนธรรมเหล่านี้เข้าไปในสายเลือดของผมแล้ว 
สิบสองปันนา เป็นเขตปกครองตนเองชนชาติไท สิบสองปันนา ตั้งอยู่ทางใต้สุดของมณฑลยูนนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความหมายว่า "นาสิบสองพัน" หรือ "นา 12,000 ผืน" อีกนัยหนึ่งก็คือ 12 เมือง มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเชียงรุ้ง และที่นี่เป็นเมืองของชาวไทลื้อ ไทลื้อ หรือ ไตลื้อ เป็นชาวไทยกลุ่มหนึ่ง มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในแถบ สิบสองปันนาของจีน มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการใช้ภาษาไทลื้อ และยังมีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์อื่นๆ เช่น การแต่งกาย ศิลปะและประเพณีต่างๆโดย ชาวไทลื้อบางส่วนได้อพยพ หรือ ถูกกวาดต้อน ออกจากเมืองในสิบสองปันนา เมื่อประมาณ 100-200 ปีที่ผ่านมา แล้วลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศตอนล่าง เช่น พม่า ,ลาว และไทย ชาวไทลื้อส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนที่เคร่งครัด นิยมสร้างวัดในชุมชนต่างๆ แทบทุกชุมชนของชาวไทลื้อ ทั้งยังตกแต่งด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์งดงาม มีการบูรณะ ซ่อมแซม ให้คงสภาพดีอยู่เสมอแม้ในปัจจุบัน แต่ก็หาดูได้ยากมากแล้วเช่นกันศิลปะที่โดดเด่นของชาวไทลื้อได้แก่ งานผ้าทอไทลื้อ นิยมใช้ผ้าฝ้าย ทอลวดลายที่เรียกว่า ลายน้ำไหล ปัจจุบันมีการฟื้นฟูและถ่ายทอดศิลปะการทอผ้าแบบไทลื้อในหลายชุมชนของภาคเหนือพูดถึงสภาพภูมิศาสตร์ หรือการตั้งบ้านเรือนของคนในหมู่บ้าน ล้วนแล้วคล้ายคลึงกับดินแดนสิบสองปันนาเป็นอย่างมาก รวมทั้งการตั้งบ้านเรือน หรือแม้แต่อาหารการกิน ส่วนใหญ่จะเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินทรงปีกนก ที่เรียกว่า หงส์เฮือน หรือ เรือนหงส์ ซึ่งสร้างแบบบ้านใต้ถุนสูง หลังคาลาดต่ำลงไปราวปีกหงส์ เรียงรายกันเป็นระเบียบ แต่ปัจจุบันมีให้เห็นบางตา 
การแต่งกายของคนบ้านผม จะออกแนวไทลื้อ คือ มีงานผ้าทอไทลื้อ และนิยมใช้ผ้าฝ้าย ทอลวดลายที่เรียกว่า ลายน้ำไหล การดำเนินชีวิต เน้นภูมิปัญญาดั้งเดิม ที่วิถีชีวิตจะผูกพันกับพระพุทธศาสนา และภาษาพูดของคนในหมู่บ้าน กับชาวไทลื้อในสิบสองปันนา คล้ายคลึงกันมากแทบจะเป็นภาษาเดียวกัน (ผมได้ชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง มีบทพูดเป็นภาษาไทลื้อในสิบสองปันนา และผมก็เข้าใจสิ่งที่เค้าพูดกันด้วยครับ) และจากข้อมูลอ้างอิงหลายอย่างเป็นที่เชื่อได้ว่า ชาวเหนือส่วนใหญ่ได้อพยพถิ่นฐานมาจากดินแดนสิบสองปันนา แหละนั่นน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตอบถามหลายคนว่า ทำไมผมถึงอยากไปสัมผัสวัฒนธรรมไทลื้อในดินแดน สิบสองปันนา เป็นอย่างมาก
|