|
มีเพื่อนผมคนนึงเขาเขียนบทความเกี่ยวกับการจัดกีฬาสีของโรงเรียนส่งมาให้ผมนะครับ ผมเห็นว่ามีหลายเรื่องเลยที่ผมเห็นด้วย จึงนำมาลงให้อ่านกัน (อาจจะไปสะกิดต่อมอะไรบางอย่าง ก็ขออภัยนะครับ) เอาละ ไปอ่านกันเลยครับ ป.ล.เนื่องจากเรื่องนี้ค่อนข้างยาว ผมจะขอตัดออกเป็น 3-4 ตอนนะครับ...
บทความ ว่าด้วยเรื่อง การจัดกีฬาสีประจำโรงเรียน วันนี้ก็จะมาว่าด้วยเรื่อง การจัดกีฬาสีประจำโรงเรียนนะครับ เพราะเนื่องจากโดยปกติ กีฬาสีโรงเรียนผมก็จะจัดขึ้นในช่วงต้นเทอมปลาย เพราะฉะนั้น ในช่วงเทอม 1 จนถึงปิดเทอมเดือนตุลาฯนี้ ก็จะเป็นช่วงที่วุ่นวายกันสุดๆ ใช่ไหมครับ? ทั้งเตรียมรุ่นน้องขึ้นเชียร์ เตรียมงาน เตรียมขบวน เตรียมอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ซึ่งในงานนี้ แน่ๆ ล่ะ ก็จะต้องมีการ ประชุม ว่าด้วยเรื่องการจัดกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งระหว่างอาจารย์ นักเรียน, คณะกรรมการสี-นักเรียนรุ่นน้อง หรือ นักเรียนด้วยกันเอง ฯลฯ แล้วในตอนนี้ ผมก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่า เราจะแข่งกีฬาสีเพื่ออะไรครับ? เพราะรู้สึกว่า จะมีปัญหากันเยอะซะมากกว่าที่จะมีประโยชน์ ทั้งเรื่องงบ เรื่องคน เรื่องงาน ฯลฯ ผมเองขนาดไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยโดยตรงก็ยังอยากจะบ้าตาย เพราะทนไม่ไหวกับไอ้พวกนี้จริงๆ คิดว่าถ้ามันแก้เรื่องพวกนี้ไม่ได้ก็เลิกจัดไปเถอะกีฬาสีน่ะ!!! เอาล่ะ ระบายไปบ้างแล้ว คราวนี้เราจะมาดูกันว่า กีฬาสีทำให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง  (ภาพจาก http://science.knw.ac.th)
1.ว่าด้วยเรื่องของงบและเงิน!! ปัญหาโลกแตกประจำโลกของเรา เรื่องของ เงิน เงิน เงิน แล้วก็เงิน ในที่นี้ก็คือ งบที่แต่ละสีได้มานั่นแหละครับ สำหรับใช้ในกิจกรรมกีฬาสีนั่นแหละ
ซึ่งโดยปกติแล้ว งบเหล่านี้ก็จะถูกส่งไปที่หมวดวิชาประจำสีนั้น ๆ และจะถูกมอบหมายให้อาจารย์ในหมวดเป็นผู้ดูแลจัดการงบ ที่จะถูกเบิกไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในกิจกรรมกีฬาสี ตั้งแต่ ขบวน เชียร์ลีดเดอร์ สแตนด์เชียร์ ฯลฯ ซึ่งนักเรียนก็จะต้องขอเบิกจากอาจารย์ และอาจารย์ก็จะตัดสินใจให้ว่าจะให้งบเท่าไหร่ อะไร ยังไง โดยมีเหตุผล(ของอาจารย์)เป็นองค์ประกอบ(สำคัญ!!) โดยเมื่อถึงวันที่นัดประชุม ทุกคนก็จะเสนอกับอาจารย์ว่าต้องใช้งบเท่าไหร่ อะไร ยังไง ซึ่งถ้าอาจารย์รับได้ก็อาจเพิ่มให้นิดหน่อย (ไม่มีการลดลงหรอกจะบอกให้!!) เอาล่ะ ต่อไป เมื่อได้งบแล้ว ต่างคนต่างก็ไปจัดการล่ะทีนี้ ว่าได้งบมา(แค่นี้?) แล้วจะทำไงต่อ ผลสรุปก็คือ ไม่มีการตัดงบใด ๆ ลงทั้งสิ้น (ทั้งที่จริง ๆ ควรจะทำ เพราะเมื่องบได้มาไม่พอ(ซึ่งก็เป็นกันยังงี้ทุกสี ทุกปี)ก็ควรจะตัดลง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้พอดีใช่มั้ยครับ) แล้วปรากฏว่า เป็นยังไงล่ะ ไม่มีการตัด เราจะต้องเริดเหมือนเดิม วางแผนไว้ยังไง ต้องให้ได้หยั่งงั้น ต้องเริดต้องสวยกว่าสีอื่น ไม่งั้นไม่ยอม (-*-) เอาล่ะ ถ้าเงินไม่พอ เก็บสิครับ!!! เก็บมันให้หมดเลย เอากะเพื่อนนี่ล่ะ แล้วใครล่ะที่เป็นคนตัดสินใจ??? ก็พวกที่ไปประชุมนั่นหละครับ ตัวดีเลย ตัวแทนห้อง ไปประชุมสี แล้วก็เป็นพวกที่จัดการเองทุกอย่าง ตั้งแต่คิดรูปแบบ ทำงบ ทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย แล้วพอไปของบ ได้น้อย ก็มาเก็บเอากะเพื่อน
ไม่คิดจะตัดงบให้มันน้อยลงบ้างเลยเรอะ? หรือตัดแล้วแต่มันก็ได้เท่านี้ล่ะ (เช่น สีผมก้อหลายหมื่น? ถ้าเกิดนี่ตัดแล้ว ราคาเต็มคงเป็นแสน?) แล้วงบสีก้อมีตั้ง 110,000 บาทต่อสี ซึ่งก็เก็บไปแล้ว จาก นร. นี่ล่ะ ตั้งแต่ต้นเทอม ทุกคนก็จ่ายครบ (เก็บทุกคน คนละ 200 บาท - kasemsakk) เท่านี้ยังไม่พออีกรึสำหรับงานแข่งกีฬาภายในโรงเรียน?? (แต่พูดถึงงบมันก็น้อยจริง ๆ นะครับที่ได้มาจากอาจารย์ คิดดูสิ ทำขบวน ทั้งแต่งขบวน ทั้งแต่งหน้าคนเดินขบวน ให้มาไม่ถึงหมื่น? ไอ้เงินที่หายไปมันไปกองอยู่ไหนหมดนี่? 100,000 นึงเลยนะ!! หรือว่าอาจารย์เอาไปกินเลี้ยงกันหมดแล้ว? เนื่องในโอกาสมีเงิน?) เอาล่ะว่ากันต่อ แล้วที่มาเก็บเพิ่ม คนละ 300 มั่ง 500 มั่ง แล้วแต่สี น่ะ มันไม่เป็นการขูดเลือดขูดเนื้อกันเกินไปหน่อยหรือ? ทั้ง ๆ ที่มันก็ไม่ได้จำเป็นอะไรมากมายขนาดนั้น แล้วเพื่อนคนที่ฐานะไม่ดีล่ะ เคยคิดถึงเค้าบ้างมั้ย? หรือคิดแต่ว่าต้องดีต้องเริดต้องสวยกว่าสีอื่นอย่างเดียว ฉันมีกำลังจ่าย เธอก็ต้องมีสิ เพื่อน ๆ เขาก็จ่ายกัน รุ่นพี่เขาก็เคยต้องทำอย่างนี้ ควักเนื้อตัวเองกันมาหมดแล้วทั้งนั้น กะแค่เราคนเดียวทำไมจะจ่ายไม่ได้ ถ้าไม่จ่ายก็แสดงว่าไม่ร่วมมือใช่มั้ย? ไม่พอใจใช่มั้ย? ไอ้คนเห็นแก่ตัว! ไอ้นอกคอก! ไม่ช่วยงานส่วนรวม! ไปเลย! แบนมันเลย! ฯลฯ...
มันก็เป็นซะแบบนี้น่ะแหละครับ พวกเราถึงได้บ่นกัน เพราะเอาอารมณ์ตัวเองเป็นที่ตั้ง เหตุผลเป็นเรื่องรอง เช่น อารมณ์ที่อยากจะแข่งกับสีอื่นนี่เป็นต้น ทำให้ต้องลำบากกันแบบนี้ คนจ่ายเงินเป็นคนดี เป็นพวกเรา คบกันได้ คนไม่จ่ายเงินช่วยเป็นคนไม่ดี เป็นคนเห็นแก่ตัว คบไม่ได้...
สุดจะบรรยายครับ..
ถ้าจะอธิบายไปก็จะโดนเถียงกลับมาอย่างที่ว่าอีกนั่นแหละ.. คุยกันไม่ฟังเหตุผลคนอื่นเอาซะเลย เอาแต่เหตุผลตัวเอง ความรู้สึกตัวเอง พวกตัวเอง (พวกนี้มักมีพวกมากเสมอ ทำให้กุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จอย่างไม่ต้องสงสัย!!) เพราะเห็นว่าตัวเองเป็นคนทำ เป็นตัวแทน มีสิทธิ์ทุกอย่าง คนอื่นห้ามแย้ง อ้างว่าทำเพื่อสี เพื่อส่วนรวม เพื่อจะได้ไม่น้อยหน้าเขา อันที่จริง จะมีซักกี่คนเชียวที่ต้องการแบบนั้น คงมีแต่พวกนี้เท่านั้นล่ะครับ ซึ่งเมื่อสถานการณ์เป็นแบบนี้แล้ว ก็จะทำไงได้ล่ะครับ จ่ายสิ! ไม่จ่าย เผลอ ๆ ไม่มีใครคบ (อันที่จริงมันไม่น่าจะเกี่ยวกันได้เลยนะเนี่ย..)
ตอนนี้ก็พ่อใครแม่มันล่ะครับ วิ่งขอกันให้จ้าละหวั่น เฮ้อ! (เงินไม่ใช่น้อย ๆ ด้วย 500 เชียวนะ!!)
อีกเรื่องนะครับ คือ เรื่องของอาจารย์(บ้างล่ะ!)
ผมอยากให้อาจารย์ได้แจงเรื่องค่าใช้จ่ายกับนักเรียนให้ชัดเจนกว่านี้ พิจารณาความเหมาะสมในการอนุมัติว่าควรให้มากให้น้อยให้เท่าไหร่ และอยากให้ทำบัญชีค่าใช้จ่ายให้ดูด้วยว่าใช้จ่ายไปเท่าไหร่ อะไรยังไงบ้าง จะได้บริสุทธิ์ใจกันหน่อย เว้นแต่จะมีลับลมคมในอะไรกันจริง ๆ (555+) ยังไงนี่ก็เงินนักเรียนอยู่แล้วนี่ จริงมั้ย?
อันที่จริง ผมอยากเสนอวิธีแก้ คือ ควรจะมาปรึกษากันกับเพื่อน ๆ ทุกคน (ย้ำ! ทุกคน!) ที่ต้องรับผิดชอบ (เช่น สาย ม.4 คือห้องผม กับอีก 2 ห้องได้รับผิดชอบการทำขบวน เป็นต้น) ว่าควรจะทำยังไงถ้าได้งบมาไม่พอ จะมีใครช่วยอะไรได้บ้างมั้ย? จะตัดตรงไหนลงบ้าง? ไม่ใช่ว่าปรึกษากันในกลุ่ม แล้วสรุปออกมาเอง แล้วมาสั่งให้เพื่อนทำตาม ทำเหมือนเป็นลูกน้องกันงั้นหละ! อาจจะคิดว่า เพื่อนคงไม่สนใจหรือช่วยอะไรไม่ได้ แต่การที่ถามกันก่อนบ้างมันก็น่าจะมีประโยชน์บ้างไม่ใช่หรือ? ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ ก็จะมาสั่งให้คนอื่นทำนู่นทำนี่ หยั่งงั้นหยั่งงี้ แล้วพอไม่ได้ดั่งใจก็ด่ากัน เสีย ๆ หาย ๆ จนกลายเป็นผิดใจ ไม่ถูกกันไปเลยก็มี(เยอะมากกกกกกกกกกกกก!!!!)
บางที เพื่อนเค้าอาจมีกำลังที่จะช่วยในเรื่องที่เราไม่ได้คิดถึงก็ได้ ซึ่งก็จะช่วยลดภาระเราได้ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและเรื่องอื่น ๆ และก็จะทำให้กีฬาสีดูเป็นกีฬาสีขึ้นมามากขึ้น เพราะได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยที่ทุกฝ่ายมีสิทธิ์มีเสียงเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ถูกปิดหูปิดตา แล้วก็ถูกสั่งให้ทำตามที่สั่งโดยที่ไม่รู้อะไรเลย
... แต่ถ้าไม่ทำหยั่งงี้ ทำแบบที่เป็นอยู่นี่ ก็เท่ากับว่าเราเผด็จการ ตั้งตัวเป็นหัวหน้างาน โดยไม่สนใครงั้นสิ ใครขัดแย้งก็จัดการให้หมดหยั่งงี้หรอ? แบบนี้มันเผด็จการชัด ๆ ไหนว่าเมืองไทยเราเป็นสังคมประชาธิปไตย มีสังคมที่ดีที่เจริญแล้ว แล้วเนื้อแท้มันเป็นหยั่งงี้เองหรอ? อยากรู้จริง ๆ.. *แถมท้าย การทำขบวนทุกสี ต้องมีการเทิดพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัว แต่คิดดูหน่อยเถอะว่า ปากบอกว่าเทิดพระเกียรติ แต่กลับไม่ทำตามที่พระองค์ทรงสอน เศรษฐกิจพอเพียงไงครับ! ลืมไปแล้วหรือ? แทนที่จะหาทางทำให้มันประหยัด ทำอะไรง่าย ๆ ไม่ต้องสิ้นเปลือง แต่เห็นทำทีไร มันก็สิ้นเปลืองไม่ใช่เหรอครับ? ถ้าไม่มากเกินควรก็ไม่เป็นไรหรอก แต่นี่มันไม่ใช่.. มันล้นเกิน! ถ้าทำแบบนี้ ก็อย่าอ้างว่าเทิดพระเกียรติท่านเลยดีกว่า สงสารท่าน.. ทำแบบนี้เหมือนไม่เคารพท่านเลย.. ทำอะไรให้มันพอเหมาะดีกว่าครับ แถมอีกละกัน.. ในบางทีการที่ต้องทำให้มันหรูเริดนั้น ตามจริงก็ไม่ได้อยากทำหรอกครับ!! แต่พวกรุ่นพี่เขาสั่งมา สั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ให้ไปจัดการกันเอง วางคอนเซปต์มาให้ โดยไม่ได้คิดเลยว่ามันจะส่งผลกระทบยังไงบ้าง? ใช้งบมากแค่ไหน? เหมาะสมหรือไม่? ฯลฯ แล้วก็บังคับให้ทำให้ได้อย่างใจตัวเอง เพราะเห็นว่า ปีก่อน ๆ ฉันก็ทำ ทำไมปีพวกเธอจะทำไม่ได้ล่ะ? หรือฉันไม่อยากน้อยหน้าสต๊าฟฟ์สีอื่น ไม่อยากน้อยหน้ากัน สั่งน้องมันให้ทำนี่แหละ!
แบบนี้ล่ะครับ... ทำให้เกิดปัญหาอย่างทุกวันนี้...
**เสนอแนะ ผมอยากให้ลองพิจารณาเอางบสีไปลงกับการกีฬาให้มากขึ้นนะครับ แบบว่า อัดฉีดนักกีฬายังงี้.. เพราะจะทำให้งานกีฬาสีค่อยสมเป็นกีฬาสีตามจุดประสงค์ซักหน่อย.. ไม่ใช่เอางบส่วนใหญ่ไปลงสแตนด์ ลงขบวน ลงเชียร์ลีดเดอร์ (มันเต้นนิดเดียว งบหลายหมื่นบาท! แต่นักกีฬาเยอะแยะแข่งแทบตาย? งบอัดฉีด = 0 บาท) ไม่อย่างนั้นก็จัดแข่ง สแตนด์เชียร์ แข่งขบวน แข่งเชียร์ลีดเดอร์ต่างหากเลยดีกว่าครับ..
***กระซิบนิดนึง ไอ้พวกเชียร์ลีดเดอร์น่ะ ส่วนใหญ่มักจะอยากแต่งสวย แต่งชุดแพง ๆ เลยไปกดดันของบจากอาจารย์ (แล้วได้ซะด้วย!) ขอก็ไม่ใช่น้อย ๆ งบเลยหมดไงล่ะ! เลยอยากให้อาจารย์อย่าไปหูเบา ฟังแล้วคล้อยตามให้มากนักนะครับ มันจะเสียถึงส่วนรวมอย่างมากมายเลยล่ะ..
นี่เป็นเพียงแค่ตอนแรกนะครับ ติดตามตอนต่อไปได้ วันพรุ่งนี้ครับ
|