|
จาก 2 ตอนแรกที่ผ่านไปสำหรับบทความนี้นะครับ ก็ได้สะท้อนแง่มุมอีกด้านหนึ่งของกีฬาสีของโรงเรียนนะครับ และได้มาถึงตอนสุดท้ายแล้ว เชิญติดตามได้เลยครับ ป.ล. 2 ตอนแรกอ่านได้ที่นี่ครับ http://www.oknation.net/blog/knw/2007/11/07/entry-1 ตอนที่ 1 http://www.oknation.net/blog/knw/2007/11/08/entry-1 ตอนที่ 2
3. ว่าด้วยเรื่องการแข่งขัน  (ภาพจาก http://science.knw.ac.th)
เรื่องนี่ล่ะครับ สุดๆ เลย ปัญหาเกือบทั้งหมด ก็เพราะไอ้ตัวนี้แหละตัวดี
คำว่า แข่งขัน อยากชนะ ไม่อยากแพ้ ไม่อยากน้อยหน้า เอาให้เต็มที่ (จนล้น)เลย!!!! พวกนี้แหละ มันจะทำให้คนเราเกิดอาการที่เรียกว่า หยิ่งในศักดิ์ศรี ทั้ง ๆ ที่แพ้-ชนะ ก็ไม่มีผลอะไรทั้งนั้น แข่งกีฬา เอาความสนุก ความสามัคคีนี่นา แต่เพราะคนเรามักจะตีความว่า เมื่อมีการแข่งขัน ฉันต้องพยายาม เอาชนะ ให้ได้ แทนที่จะเป็นว่า ฉันจะพยายามให้ดีที่สุด แพ้-ชนะ ช่างมัน
ผมเจอบ่อยครับตัวนี้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ งานขบวนนี่ล่ะ ทั้งๆ ที่ ไม่ต้องทำให้ดีให้เริ่ดขนาดนั้น ก็ยังมีวิธีทำให้ดีให้สวยได้ เอาแค่พองาม ไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป แล้วนี่อะไรล่ะ? เอาซะอลังการ จะทำไปเพื่ออะไรครับ ถามจริงเถอะ.. ทำไม่ดีมาก ไม่ต้องหรูเริด ก็ไม่มีใครว่าอะไรซักหน่อยนี่นา.. แต่ก็ยังทำ เพราะไม่อยาก น้อยหน้าเขา เอาสิทีนี้ สิ้นเปลืองโดยใช่เหตุอีกล่ะ เดือดร้อนเพื่อน ๆ อีกล่ะ แทนที่จะทำให้มันพอดีๆ ซะก็หมดเรื่อง จะได้ไม่ต้องเดือดร้อนเงินพ่อแม่ เดือดร้อนเพื่อน แถมยังทำให้ต้องเครียดซะอีก เผลอ ๆ จะทำให้ทะเลาะกันด้วยเอ้า.. (ก็เป็นอยู่เนี่ย..) ทีนี้พอแข่งกันออกมา ผลออกมา ไม่พอใจล่ะครับทีนี้.. ฉันสวยกว่า ฉันเริดกว่า ทำไมฉันไม่ชนะ ไอ้สีนั้นทำห่วยจะตาย มันยังได้เลย หยั่งงี้ไม่ยอมๆ.. สนุกละครับทีนี้ สงครามน้ำลาย ทั้งในเว็บบอร์ด (เคยเห็นเต็มตาเลยล่ะ) ทั้งด่ากันสด ๆ ส่วนเรื่องนินทาไม่ต้องพูดถึง (มีตั้งแต่ต้นจนจบมหกรรม) ดีนะยังไม่เคยเห็นลงไม้ลงมือกัน ไม่งั้นโดนสอบ(สวน)ยาวแน่ ๆ.. หึๆๆ เอาเป็นว่าเรื่องนี้น่ะ ผมอยากให้เปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติของแต่ละคนเองครับ ว่าการแข่งกีฬา เค้าไม่ได้แข่งเอาชัยชนะ หรือเอาศักดิ์ศรี ใครอยากจะทำหยั่งงั้นก็ช่างเขา เราแข่งเพื่อความสนุก ความสามัคคีก็พอ นั่นจะทำให้เราสบายใจ ไม่ต้องไปอารมณ์เสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง (ก็ไอ้พวกผลการแข่งขันทั้งหลายนั่นหล่ะ!) แข่งจบก็ให้มันจบ เอาเวลาไปตั้งใจเรียนต่อดีกว่า.. แถมไม่ต้องสร้างศัตรูด้วย ไม่มีใครที่อยากให้คนเกลียดหรอก จริงมั้ยครับ? แต่ทางที่ดี ถ้าทุกคนคิดได้แบบนี้ มันจะดีมากเลยล่ะ เพียงแต่ มันเป็น..ธรรมชาติของมนุษย์ที่เรียกว่า Racing Instinct (สัญชาตญาณในการแข่งขัน) ซึ่งแก้ยากมาก(ถึงแก้ไม่ได้เลย - -) แต่ก็มีหลายคนนะที่ปล่อยวางได้ แข่งจบก็จบ ไม่เอามาคิดอีก วุ่นวายตัวเองเปล่า ๆ.. ทำอะไรให้มันง่าย ๆ ฉลาด ๆ หน่อย.. เรื่องพวกนี้จะเก็บมาคิดให้มันยุ่งทำไมล่ะ หืม? หึหึหึ... จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็จะสะท้อนให้เห็นภาพสังคมไทยโดยรวม (ว่าไปนั่น!) ว่าที่สังคมไทย มีแต่การแข่งขัน การทะเลาะกัน เพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ แต่ทำไมสังคมมันต่ำลงทุกวัน ๆ มันก็เริ่มจากที่นี่ล่ะ ในโรงเรียนนี่ล่ะ ดูแค่การแข่งขันกีฬาสี.. กิจกรรมประจำโรงเรียนที่มีมานานมากแล้ว.. ยังทำให้เกิดปัญหามากขนาดนี้.. แล้วถ้าไปภายนอกที่สังคมเลวร้ายกว่านี้ ยิ่งไม่ไปกันใหญ่เหรอ? เหมือนว่าโรงเรียนกลายเป็นแหล่งปลูกฝังให้คนเรารู้จักแต่การเอาชนะ เห็นแก่เกียรติยศสรรเสริญ(จากการชนะการแข่ง!) จนในที่สุดก็จะกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว.. เอาดีเข้าตัว ถ้าได้มาก ก็เผื่อแผ่พวกพ้องตัวเอง (ไม่ใช่พวกฉัน เรื่องอะไรเอาให้!) ก็อย่างที่เป็นกันอยู่ในทุกวันนี้ นั่นแหละครับ เหมือนกับการเมืองที่เป็นอยู่ในตอนนี้ (ลากมาเกี่ยวได้ไงเนี่ย?) ผู้คนเดือดร้อน เพราะผู้กุมอำนาจต่างก็เอาแต่พวกพ้องตัวเอง ใช้อำนาจตรง ๆ ไม่ได้ ก็ใช้ทางอ้อม มัดมือชกซะงั้น ความเห็นไม่ตรงกันก็ซัดกันไปซัดกันมา บ้านเมืองไม่เคยได้สงบ จะมีอะไรดีขึ้นก็ไม่มี ใครพวกมากกว่าก็ชนะไป พอมีอำนาจแล้วก็ทำตามแต่ตามที่ตัวเองอยากทำ ไม่สนใจใคร คิดแต่จะเอาดีเข้าตัว คิดแต่ว่าตัวเองถูกที่สุด ดีที่สุด แล้วก็ทำไปทั้ง ๆ ที่มีคนเค้าบ่นกันเต็มบ้านเต็มเมืองนั่นล่ะ ทำหูทวนลมซะงั้น (สงสัยตีกอล์ฟเพลินรึเปล่า? 555+) ต่างก็อ้างว่าทำเพื่อชาติบ้านเมือง ลงท้ายผลประโยชน์ก็เข้าตัวทั้งนั้น แล้วอะไร ๆ ก็อ้างพระเจ้าอยู่หัว เอารูปมาชู ๆ แล้วก็ตะโกนด่ากัน หาว่าไม่รักในหลวง แล้วการกระทำของตัวเองล่ะ มันคืออะไร?... (พอดีกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็นบทความการเมืองไป เหะๆ - -) ก็อยากจะบอกว่า.. เรื่องนี้ ต้องเริ่มแก้ไขแล้วล่ะครับ.. อยากให้อาจารย์+ผู้บริหารได้มาดูแลบ้าง ดูแลให้มากขึ้น.. ไม่อย่างนั้น ต่อไปอีกหน่อย สงสัยว่าแข่งกีฬาสีเสร็จคงได้มีการตีกันนองเลือดแน่ๆ เลย (ก็ทะเลาะกันนั่นแหละ จะมีอะไรอีก!) แล้วตัวนักเรียนเอง ก็ต้องช่วยกัน ต่างคนต่างคุมกันไม่ให้เกินไป.. แล้วก็แก้ไขตัวเองให้ดีด้วย ถึงจะหมดปัญหา.. แต่ถ้าแก้ไม่ได้ ก็อย่าแข่งมันเลยครับ เลิกไปเลยกีฬาสีน่ะ.. แข่งไปก็มีแต่เสียกับเสีย.. ไม่ได้ความสามัคคี แต่ได้แตกสามัคคี(ทะเลาะกัน) ไม่ได้ความสนุก แต่ได้ความทุกข์ใจ(แข่งแพ้เขา, ใช้เงินไปเยอะ(เกิน), ทะเลาะกับเพื่อน ฯลฯ) แบบนี้แล้ว..จะแข่งเพื่ออะไรครับ? เรียนไปอย่างเดียวไม่ดีกว่าเหรอ? ไม่มีปัญหา ไม่เปลืองเงิน ไม่ต้องทะเลาะกัน.. กีฬาสีน่ะเค้าแข่งเอาความสามัคคี ความสนุกสนาน ไม่ใช่แข่งแล้วไม่มีความสุข ทั้ง ๆ ที่จริงเรื่องสนุก เรื่องดี ๆ ก็มีอีกมาก เพียงแต่ตัวเรานั่นแหละที่ไปทำให้มันเสียไปเอง เพราะกิเลส ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นนั่นแหละ คิดว่ามันใช่แล้วเหรอครับที่ทำแบบนี้? ประเพณีกีฬาสีดี ๆ น่าเสียดายนะครับ.. ถ้าเกิดต้องมาถูกทำให้เป็นแบบนี้ สู้ยกเลิกไปเลยดีกว่า.. สุดท้ายนี้ ก็อยากจะฝากไว้ว่า ผู้เขียนเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ได้ดีไม่ได้เด่นอะไร เพียงแต่เป็นห่วงและรักสถาบันของตัวเองรวมถึงอนาคตของชาติเท่านั้น และบทความนี้ก็เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนหนึ่งของผู้เขียน (เป็นบทความแรกซะด้วย) ถ้าหากว่าไปกระทบกระทั่งใครหรือมีการละลาบละล้วงอันไม่สมควร ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย เพราะผู้เขียนไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายใด ๆ ถึงใครทั้งสิ้น.. เพียงแต่อยากให้ทุกคนหันมามองดูตัวเองบ้าง ว่าควรทำอย่างไร จึงจะทำให้ประเพณีกีฬาสีนี้มีคุณค่า ไม่ใช่เป็นตัวบ่อนทำลายสถาบันอย่างในตอนนี้.. ไม่ใช่เพียงแค่สถาบันของผู้เขียนเท่านั้น แต่รวมไปถึงสถาบันอื่น ๆ และคนทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม อยากให้ได้อ่าน และได้คิด แล้วนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เพื่อการฟื้นฟูประเพณีกีฬาสีเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นการฟื้นฟูประเทศชาติ ไม่ให้สถานการณ์ในอนาคตเลวร้ายเช่นที่เป็นอยู่หรือมากกว่าในปัจจุบัน พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ
**ถ้าคิดเห็นยังไง กรุณาช่วยคอมเมนต์ไว้จะขอบพระคุณอย่างมากครับ เพราะตัวผู้เขียนเองก็อยากฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่นด้วยเหมือนกัน ทั้งเกี่ยวกับบทความและแนวคิดครับ** นี่คือความเห็นที่ส่งมาจากเพื่อนของผม และผมให้พื้นที่ในการแสดงความเห็นนะครับ คิดเห็นอย่างไร เสนอความเห็นได้ด้านล่างครับ...
|