พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องราวที่เป็นเพียงข่าวเล็กๆ และไม่ได้รับความสนใจมากนักจากสังคมรวมทั้งสื่อมวลชนกระแสหลัก แต่กลับเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนความรู้สึกของประชาชนกลุ่มใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างลึกซึ้ง ก็คือชะตากรรมของพี่น้องไทยมุสลิมกว่า 300 ชีวิตที่ถูกส่งตัวไปฝึกอาชีพยังค่ายทหาร 3 แห่งใน จ.ระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี พวกเขาถูกหน่วยงานความมั่นคงควบคุมตัวตาม "แผนยุทธการพิทักษ์แดนใต้" ซึ่งเปิดปฏิบัติการเชิงรุกอย่างเข้มข้นทั้งปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม ตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายพิเศษ 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กฎอัยการศึก พ.ศ.2457 และพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เมื่อระยะเวลาการควบคุมตัวตามกฎหมายที่ให้อำนาจ "พิเศษ" รวมทั้งสิ้น 37 วันหมดลง เจ้าหน้าที่รัฐไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีในข้อหาใดๆ กับพวกเขาได้ แต่ด้วยข้อมูลการข่าวที่น่าเชื่อว่าบุคคลเหล่านี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรง หรือเป็น "กลุ่มเสี่ยง" ที่อาจถูกชักจูงเข้าร่วมกับขบวนการของผู้ไม่หวังดีได้โดยง่าย จึงทำให้ฝ่ายความมั่นคงปิ๊งไอเดียเปิดโครงการฝึกอาชีพโดยร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน แล้วส่งบุคคลเหล่านั้นเข้าโครงการมีกำหนดเวลา 4 เดือน วิธีคิดของฝ่ายความมั่นคงก็คือ หากตัดวงจร "กลุ่มเสี่ยง" ออกจากพื้นที่สามจังหวัดได้ ขบวนการก่อความไม่สงบที่ถูกรุกหนักจากยุทธการพิทักษ์แดนใต้ก็จะสิ้นเรี่ยวแรง ไม่มีแนวร่วมรับช่วงก่อการต่อไป อย่างไรก็ดี ในช่วงที่มีข่าวเปิดโครงการฝึกอาชีพ ก็มีเสียง "เตือนด้วยความหวังดี" จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนว่า นี่คือเทคนิคการควบคุมตัวอย่างยาวนานโดยไม่มีกฎหมายรองรับที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนหรือไม่? ทว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน.ภาค 4) ไม่สนใจ และเดินหน้าตามแผนต่อไป ทำให้ญาติของผู้ถูกควบคุมตัวจำนวน 86 คน ภายใต้การประสานงานของคณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่ง ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด ขอให้ปล่อยตัว เพราะเป็นการควบคุมตัวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่แล้วฝ่ายที่ยื่นคำร้องก็ต้องตกอยู่ในสภาพ "ลมแทบจับ" เพราะระหว่างการไต่สวนของศาลนั้นเอง ฝ่ายความมั่นคงได้นำประกาศที่ลงนามโดย พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ แม่ทัพภาคที่ 4 ลงวันที่ 22 ก.ค.2550 มายื่นเป็นหลักฐานต่อศาล โดยสาระสำคัญของประกาศดังกล่าว คือคำสั่งห้ามบุคคลที่มีรายชื่อท้ายประกาศจำนวน 384 คน เข้าไปหรืออยู่อาศัยในเขตท้องที่ จ.ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลาเป็นการชั่วคราว มีกำหนด 6 เดือน เป็น 384 คนที่ถูกส่งตัวไปฝึกอาชีพนั่นเอง! แต่กระนั้น ในท้ายที่สุดศาลไม่รับฟัง และสั่งให้ทางการปล่อยตัวผู้ที่ยื่นคำร้องเข้ามาทั้งหมดเมื่อวันที่ 30 ต.ค.2550 ส่งผลให้ผู้ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในโครงการฝึกอาชีพอีกจำนวนหนึ่งทะยอยแสดงความจำนงยุติการร่วมโครงการ ทว่าปัญหาไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น เพราะทั้งหมดไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ เนื่องจากติดประกาศห้ามเข้าพื้นที่ของแม่ทัพภาคที่ 4 ทำให้พี่น้องชาวไทยมุสลิม 180 ชีวิต ต้องไปอาศัยอยู่รวมกันอย่างอัตคัตที่มัสยิดกลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตลอดหลายสัปดาห์บนชั้น 3 ของอาคารคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี พวกเขามีเพียงข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และปลากระป๋องเป็นอาหารประทังชีวิต ต้องกินอยู่หลับนอนอย่างแออัด โดยแทบไม่มีนักการเมืองหน้าไหนที่ประกาศนโยบายดับไฟใต้กันโครมๆ เดินทางไปเยี่ยมเยียนหรือแม้แต่ถามสารทุกข์สุขดิบเลย ข้างฝ่ายหน่วยงานความมั่นคง แม้จะถูกศาลวินิจฉัยว่าควบคุมตัวประชาชนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะช่วยเหลือเยียวยา "เหยื่อ" ของการใช้อำนาจนั้นอย่างไร กองทัพภาคที่ 4 ยังยืนกรานไม่ยกเลิกประกาศห้ามเข้าพื้นที่ มิหนำซ้ำยังส่งคนเข้าไป "ทั้งขู่ทั้งปลอบ" ให้เปลี่ยนใจกลับเข้าร่วมโครงการฝึกอาชีพต่อไป ที่น่าตกใจอย่างยิ่งก็คือเมื่อเกลี้ยกล่อมด้วยวิธีการต่างๆ ไม่เป็นผล ก็เริ่มมีการใช้กลเม็ดใหม่ คือการออกหมายจับซ้อน ที่เรียกว่า "หมาย ฉฉ." โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จับกุมผู้ที่ออกจากโครงการฝึกอาชีพและอาศัยอยู่ในมัสยิดกลางจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างน้อย 3 คนซ้ำอีก ทำให้ทั้งสามยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดยะลาและปัตตานีโดยความช่วยเหลือของกลุ่มทนายความสมานฉันท์ในพื้นที่ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งสั่งปล่อยตัว ยังโชคดีที่ในที่สุดศาลจังหวัดปัตตานีมีคำสั่งให้ปล่อยตัว 2 ใน 3 ผู้ต้องสงสัย เพราะเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไม่มีหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอมายืนยันการจับกุม! และแม้ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ที่ผ่านมา แม่ทัพภาคที่ 4 จะยอมออกประกาศยกเลิกคำสั่งห้ามเข้าพื้นที่ให้กับพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั้ง 384 คนแล้ว หลังจากที่หลายฝ่ายเรียกร้องมาเนิ่นนาน แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดยังไม่ควรจบลงที่การเก็บข้าวของขึ้นรถบัสกลับถิ่นฐานบ้านช่องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะพฤติกรรมของหน่วยงานด้านความมั่นคงในกรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการใช้อำนาจที่ไม่สามารถตอบคำถามเรื่อง "ความชอบธรรม" ได้เลย ทั้งๆ ที่ "ความไม่ชอบธรรม" และ "ความอยุติธรรม" คือต้นตอของปัญหาในดินแดนปลายสุดด้ามขวานที่หยั่งรากลึกมาหลายทศวรรษ กระทั่งสุกงอมกลายเป็นสถานการณ์ความไม่สงบที่รุนแรงบานปลายจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าไม่มีใครปฏิเสธมาตรการเข้ม หรือยุทธการเชิงรุกเพื่อปกป้องดูแลชีวิตผู้บริสุทธิ์ส่วนใหญ่ แต่ในความเข้มนั้นต้องมีความแม่นยำ และยืนอยู่บน "หลักนิติธรรม" อย่างสมบูรณ์ด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นเงื่อนไขใหม่ที่ทำให้ปัญหาบานปลายออกไปอีก ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานความมั่นคงหลายคนเคยแสดงท่าทีว่า กฎหมายพิเศษ 2 ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือ พ.ร.บ.กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา และเรียกร้องขอให้มีการตรากฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่ที่ชื่อ "ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ...." ขึ้นมาเป็นเครื่องมืออันทรงอานุภาพของภาครัฐอีกฉบับหนึ่ง ไม่อยากนึกภาพเลยว่าถ้ากฎหมายความมั่นคงที่ถูกขนานนามจากนักวิชาการและกลุ่มปัญญาชนว่า "กฎหมายฮิตเลอร์" มีผลบังคับใช้ขึ้นมาจริงๆ เจ้าหน้าที่รัฐจะใช้อำนาจอย่างกว้างขวางและน่ากลัวเพียงใด เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ต่างอะไรกับ "เช็คเปล่า" ที่ให้อำนาจฝ่ายทหารผ่านหน่วยงานที่ชื่อ กอ.รมน. ปฏิบัติการในลักษณะ "ก้าวล่วง" สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนได้อย่างมากมาย เพียงเพื่อสนองการรักษาความมั่นคงที่ กอ.รมน.คือผู้นิยามความหมายเอง ทั้งกรณีชะตากรรมของพี่น้องไทยมุสลิม 384 ชีวิต และอนาคตของร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคง น่าจะเป็นอีกหนึ่งวาระแห่งชาติที่พรรคการเมืองทุกพรรคสมควรแสดงจุดยืนก่อนถึงวันเข้าคูหาเลือกตั้ง แทนที่จะมัวสาละวนกับการประกาศนโยบายประชานิยม และเกทับตัวเลขลดแลกแจกแถมกรอกหูประชาชนกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน... เพื่อให้การใช้อำนาจอย่าง "ลุแก่อำนาจ" เป็นบทเรียนที่ทุกฝ่ายต้องพึงสังวรณ์ หากต้องการสถาปนาสันติสุขให้เกิดขึ้นในดินแดนปลายสุดด้ามขวานอย่างแท้จริง! |
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |