พิมพ์หน้านี้
|
พลันที่มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2551 อนุมัติให้กระทรวงมหาดไทย และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นำกระบวนการสร้างสันติภาพใน "อาเจะห์" ประเทศอินโดนีเซีย มาศึกษาเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คำถามหนึ่งที่ตามติดมาทันทีก็คือ รัฐบาลไทยกำลังจะเริ่มกระบวนการเจรจากับกลุ่มก่อความไม่สงบแล้วหรือ? เพราะครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เคยปฏิเสธเสียงแข็งด้วยตัวเองว่า จะไม่มีการรับข้อเสนอใดๆ กับกลุ่มที่อ้างตัวขึ้นมาขอเปิดโต๊ะเจรจากับรัฐบาลไทย! แม้รายละเอียดในมติ ครม.เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. จะระบุถึงความร่วมมือระหว่างไทยกับอินโดนีเซียในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เอาไว้อย่างค่อนข้างจำกัด โดยให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องส่งเสริมความร่วมมือกับองค์กรมุสลิมสายกลางของอินโดนีเซียเพื่อแลกเปลี่ยนผู้นำศาสนาระหว่างกัน ขณะที่หน่วยงานด้านความมั่นคงก็ให้แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านข่าวกรองระหว่างกันก็ตาม ทว่าการพูดถึง "อาเจะห์โมเดล" ย่อมปฏิเสธไม่ได้ที่จะพูดถึงกระบวนการสันติภาพที่เกิดจากการเจรจา อันนำมาสู่การลงนามข้อตกลงสันติภาพครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างรัฐบาลอินโดนีเซียกับขบวนการอาเจะห์เสรี หรือ GAM เมื่อวันที่ 15 ส.ค.2548 ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ในข้อตกลงดังกล่าว GAM ยอมยกเลิกข้อเรียกร้องขอแยกตัวเป็นรัฐอิสระ และตกลงจะปลดอาวุธ รวมถึงยุติความเคลื่อนไหวของกำลังกำลังติดอาวุธ 3,000 คนที่สู้รบกับรัฐบาลอินโดนีเซียมาอย่างยาวนานถึง 30 ปีบนดินแดนของอาเจะห์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเกาะสุมาตรา ขณะที่ทางการอินโดนีเซียก็ตกลงจะถอนกำลังทหารออกจากอาเจะห์ นอกจากนั้นยังมีข้อตกลงการให้สิทธิทางการเมืองและแบ่งปันผลประโยชน์ด้านทรัพยากรแก่อาเจะห์ด้วย ปัญหาที่ต้องนำมาวิเคราะห์ในเบื้องต้นก็คือ สถานการณ์ในอาเจะห์กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย มีความคล้ายคลึงกันอย่างมีนัยสำคัญถึงขนาดที่จะนำมาศึกษาเป็น "โมเดลดับไฟใต้" หรือไม่ คำตอบที่ได้จาก พล.ท.นิพัทธ์ ทองเล็ก เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในฐานะรองหัวหน้าภารกิจอาวุโสฝ่ายทหารสังเกตการณ์ในอาเจะห์ (Deputy Head of the Aceh Monitoring Mission : AMM) ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนในคณะสังเกตการณ์ในอาเจะห์ร่วมกับผู้สังเกตการณ์จากนานาชาติ กระทั่งสถาปนากระบวนการสันติภาพขึ้นได้สำเร็จ ก็คือการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ของโลก ส่วนใหญ่อาการของโรคมักใกล้เคียงกัน ฉะนั้นยารักษาจึงมักไม่แตกต่างกันนัก อย่างไรก็ตาม พล.ท.นิพัทธ์ ชี้ว่า รูปแบบการแก้ปัญหาในอาเจะห์ไม่ได้เป็นยาวิเศษ เพียงแต่มีการค้นพบยาตัวหนึ่งที่สามารถรักษาอาการของโรคที่ใกล้เคียงกับภาคใต้ของไทยในขณะนี้ได้ เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ขยายความคำว่า "อาการของโรค" ที่คล้ายคลึงกัน ว่ามีอยู่ 4 ประการ ประกอบด้วย 1.ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ เพราะชาวอาเจะห์เชื่อว่าพวกตนไม่ใช่ชาวอินโดนีเซีย โดยชาวอาเจะห์เรียกคนอินโดฯว่า "ชวา" 2.ความเป็นมุสลิม แม้จะนับถือศาสนาอิสลามเหมือนกัน แต่ก็มีความต่างเรื่องวิธีคิดและการปฏิบัติตามหลักศาสนา 3.ความห่างเหินจากศูนย์กลางอำนาจ 4.ปัญหาการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ "ทั้ง 4 ข้อนี้ทำให้ผมมองว่าเป็นเงื่อนไขที่ดูแล้วอาการป่วยคล้ายๆ กับภาคใต้ของไทย" เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ระบุ สำหรับ "ยารักษาโรค" จากบทเรียนของอาเจะห์นั้น พล.ท.นิพัทธ์ กล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญสู่สันติภาพคือ "หมอได้พบกับคนไข้" ขณะที่ "คนไข้ก็ต้องยอมแสดงตนด้วย" โดยทั้งสองฝ่ายต้องมาเห็นหน้ากัน แล้วยาจะออกมาเอง อย่างไรก็ตาม แนวทางว่าด้วย "หมอได้พบกับคนไข้" นั้น ดูจะเป็นความต่างอันสำคัญระหว่างอาเจะห์กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง พล.ท.นิพัทธ์ ก็ยอมรับในข้อนี้ "สถานการณ์ของเราขณะนี้ยังไม่เคยเจอคนไข้ กลุ่มก่อความไม่สงบไม่เคยแสดงตัว ได้แต่สร้างความเสียหายให้กับผู้บริสุทธิ์ มีคนเสียชีวิตทุกวัน" แต่กระนั้น ในเรื่องของการแสดงตัว พล.ท.นิพัทธ์ ก็ไม่ได้คาดหวังว่ากลุ่มก่อความไม่สงบจะต้องออกมาแสดงตัวโดยตรงถึงขนาดต้องออกโทรทัศน์ เพียงแต่แสดงออกทางอ้อมให้ทราบว่าต้องการอะไร เพื่อให้รัฐได้รู้ว่าป่วยเป็นโรคอะไร เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว "ถ้าคุณต้องการสันติภาพ ก็ต้องกล้าแสดงตัว" เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร ผู้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสันติภาพที่อาเจะห์ กล่าว แต่ในท้ายที่สุดไม่ใช่เฉพาะฝ่ายก่อความไม่สงบที่จะต้องกล้าแสดงตัว เพราะรัฐบาลเองก็ต้องกล้าแสดงความจริงใจในมิตินี้เช่นกัน "ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ท่านซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน ท่านเป็นทหารเก่า เข้าใจงานด้านความมั่นคงเป็นอย่างดี ลูกชายของท่านสมัยเป็นนายทหารยศร้อยโทก็ไปอยู่ที่อาเจะห์ และตัวท่านเองก็เคยทำงานรักษาสันติภาพในโคโซโว ทำให้ท่านเข้าใจว่าการใช้กำลังทหารอย่างเดียวในการแก้ปัญหาความไม่สงบเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง จึงต้องมาวางแนวคิดใหม่ นั่นก็คือการเจรจาสันติภาพ หรือที่เรียกว่า Peace Talk" "สิ่งสำคัญของกระบวนการเจรจาสันติภาพคือการควานหาตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตรงนี้ทางสหภาพยุโรป หรืออียู มีบทบาทอย่างมาก กระทั่งค้นพบเครือข่ายว่าคนกดปุ่มสั่งการอยู่ที่สวีเดน รู้ตัวละครทั้งหมดว่าใครกดปุ่ม ใครเต้น ใครสาดกระสุน เมื่อเห็นโครงข่ายทั้งหมดจึงนำมาสู่ความเป็นไปได้ในการพูดคุย แต่ก็ต้องยอมรับว่า ขบวนการอาเจะห์เสรีก็มีความกล้าที่จะแสดงตน และนั่นทำให้ความเป็นไปได้ของการเจรจาสันติภาพเกิดขึ้น" เมื่อถึงบรรทัดนี้ คำถามทิ้งท้ายก็คือ แล้วรัฐไทยกับกลุ่มก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้พร้อมที่จะเริ่มกระบวนการนี้หรือยัง? |
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||