พิมพ์หน้านี้
|
ดิฉันเห็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ที่กำลังประโคมข่าวตำหนิ "เอมี่" อย่างครึกโครมแล้วไม่ค่อยสบายใจ และไม่สบายใจมากขึ้น ที่ได้อ่านบทความ ในเวปไซต์ผู้จัดการออนไลน์ ที่เขียนโดย พชร สมุทวณิช ดิฉันเชื่อแน่ว่า คงไม่มีมนุษย์หน้าไหนที่เกิดมาแล้วอยากแต่งตัวโป๊ เดินโชว์ให้ผู้คนมากหน้าหลายตามาวิพากษ์วิจารณ์ และโดยเฉพาะการถูกประณามจากสังคมอย่างหนัก แต่เธอตก "เป็นเหยื่อ" ของสังคม เธอตกเป็นเหยื่อของค่านิยมของสังคมที่หลายๆคนมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่ายหนัง สื่อมวลชนที่นิยมขายข่าวเฉพาะแต่คนที่ทำตัวโดดเด่นเกินคาดหมาย หรือแม้กระทั่งประชาชนที่ยังคงเลือกบริโภคข่าวคาวของมนุษย์ต่างๆ หลายคนเรียกร้องให้ "เอมี่" ขอโทษสังคมและรับผิดชอบในสิ่งที่เธอทำลงไป ในขณะที่สังคมไม่เคยรู้สึกเลยว่าเราต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ทำให้เธอต้องเป็นอย่างนี้ การที่สื่อมวลชนจ้องจะดึงเธอลงมากระทืบในสิ่งที่เธอได้กระทำลงไป โดยไม่ได้พิจารณาถึงเบื้องหลังว่า เพราะเหตุใดเธอจึงต้องทำเช่นนั้น ดิฉันคิดว่า มันเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายเกินไปสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงผลผลิตทางสังคมเท่านั้น ดิฉันเชื่อว่า หากเธอสามารถดังได้ หรือมีช่องทางอื่นให้เธอประสบความสำเร็จในการเป็นดาราได้ นอกจากทางนี้ เธอคงจะเลือกที่จะทำอย่างนั้นมากกว่า แต่ในอดีตที่ผ่านมา คงชี้ให้เห็นได้ชัดว่า ดาราที่มีข่าวฉาวเพียงข้ามคืนก็ดังได้ อีก 2 สัปดาห์คนก็ลืม และก็มีงานเข้ามามากมาย แล้วอย่างนี้.....การเรียกร้องให้เธอรับผิดชอบเพียงผู้เดียวไม่เป็นการปัดความรับผิดชอบและเห็นแก่ตัวเกินไปหรือ อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้ดิฉันต้องลงมือเขียน blogนี้ คือ กรณีที่เสี่ยเจียงได้ออกมาลงโทษเอมี่ เพื่อบอกว่า ค่ายของตนเป็นค่ายที่มีศีลธรรมสูงส่ง สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นั้น ดิฉันถือเป็น "การทำนาบนหลังคน" ของค่ายหนังชื่อดัง ที่กำลังได้รับการยกย่องสรรเสริญ มันน่าหัวเราะใส่หน้าคนที่ออกมาชื่นชมการกระทำของเสี่ยเจียง และรุมถล่มเอมี่ เพราะจริงๆแล้ว เสี่ยเจียงเองก็เป็นคนที่ต้องรับผิดชอบทั้งต่อเอมี่และสังคมด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การลงโทษทำให้คนๆหนึ่งตายไป แล้วตนเองได้รับกำไรเป็นคะแนนนิยมจากสังคมท่วมท้น มันน่าสมเพชจริงๆ น่าสมเพชสำหรับการเป็นผู้บริหารธุรกิจแล้วปัดสวะให้ลูกน้องรับผิดชอบ เพราะ "มึงลงมือทำเองนิ" ถ้าหากเป็นข่าวออกมาในแง่ดี เช่น เอที่ได้รับเกียรตินิยมเหรียญทอง คนๆนี้คงวิ่งรี่เข้ามาโอบกอดแล้วบอกว่า เด็กในสังกัดผมเองแหละ พร้อมกับยิ้มกว้างเพื่อรับคะแนนนิยมอีก อย่างนี้ก็มีแต่ได้กับได้ ไม่เคยขาดทุนด้วย เพราะกำไรที่ได้มาก็ไม่ได้ลงทุน ดิฉันคิดว่า หากเรายังคงให้คะแนนนิยมกับคนประเภทนี้อยู่ คงจะเรียกร้องเอาสิ่งที่สร้างสรรค์ได้ยาก หากไม่สามารถทำให้ระบบธุรกิจมีสำนึกรับผิดชอบในสิ่งต่างๆได้ คงยากที่จะรับมือต่อปัญหาสังคมที่จะเกิดขึ้นตามมา ทางออกของปัญหาการแต่งตัวไม่เหมาะสมของดารา ไม่ใช่การรุมประณามเธอผู้แต่งตัวนั้น แต่เป็นการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการให้คุณค่าในผลงาน และสมองมากกว่าเนื้อหนังและวัตถุที่เธอสวมใส่ การที่สังคมโดยรวมต้องรู้สึกสำนึกรับผิดชอบอาจต้องใช้เวลาบ้าง แต่เป็นหนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ เพราะการดึงคนมากระทืบ แล้วตราหน้าว่า เธอคือจำเลย มันไม่ใช่ทางออกที่สร้างสรรค์ และไม่สามารถสรรค์สร้างทางเลือกให้กับเธอผู้ตกเป็นเหยื่อ ไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าอย่างที่สังคมคาดหวังได้ เพราะความเสื่อมทรามทางศีลธรรมและวัฒนธรรม ไม่ใช่เรื่องที่คนใดคนหนึ่งต้องรับผิดชอบ แต่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ และที่สำคัญ คือ ต้องไม่แสวงหากำไรจากการกระทำผิดพลาดของคนๆหนึ่ง เพราะมันยิ่งตอกย้ำว่า สังคมนี้มีแต่ความเลวร้ายจริงๆ |
| << | กุมภาพันธ์ 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | |||