พิมพ์หน้านี้
|
บทที่ 2 นกสันติภาพ เช้าวันรุ่งขึ้นรถยนต์สีขาวปราดเปรียวของนรากรและธณัฐ แล่นช้าๆ เข้ามาจอดที่หน้าบ้านของนิตย์นรา ทุกครั้งที่หวนคืนสู่บ้านเนินเขาหลังนี้ นรากรรู้สึกหวาดหวั่น แม้จะผ่านมา 20 ปีแล้ว แต่เธอยังจำของภาพเด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่ถูกพรากจากบ้านหลังเก่าที่ผูกพัน เพื่อนสนิทที่โรงเรียน ให้มาอยู่บ้านชายป่าบนเนินเขาได้ไม่มีวันลืม ตอนนั้นทุกด้านของบ้านล้อมรอบด้วยต้นไม้ หมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดห่างออกไปหนึ่งกิโลเมตร ห่างไกลราวชั่วชีวิต เสียงลมหวีดหวิว เสียงแมลงกลางคืนร้องระงม เสียงน่าหวาดหวั่นของป่าเล็ดลอดเข้ามาในบ้าน กว่าจะข่มตาให้หลับลงได้แต่ละคืน เด็กหญิงตัวน้อยต้องฟันฝ่าความกลัวและความอ้างว้างเพียงลำพัง หลังจากที่พ่อกับแม่เข้ามากล่าวราตรีสวัสดิ์ จูบแก้มแล้วจากไป แม่คะ ถ้าเปิดหน้าต่างไว้จะมีสัตว์น่ากลัวกระโดดเข้ามาได้ไหมคะ เด็กน้อยจับมือแม่ไว้ถามเสียงอ่อย กลัวว่าจะถูกดุ แม่ไม่ชอบให้นรากรกลัวอะไร นิตย์นราจับมือลูกสาวไว้บีบแน่นขึ้น เธอเกือบจะตะโกนออกไปว่า ให้หนูน้อยหัดมีเหตุผลเสียบ้าง ห้องนอนอยู่บนชั้นสอง สูงจากพื้นดินมากเกินกว่าจะมีสัตว์ใดกระโดดเข้ามาได้ แต่เธอระงับความหงุดหงิดโดยหันหน้าไปทางหน้าต่างบานนั้น เพ่งมองผ่านความมืดภายนอกออกไป นรากรมองใบหน้าเรียบเฉยของแม่ สายตาเลื่อนลอยของนิตย์นราราวกับว่าตรงนั้นไม่มีนรากรอยู่อีกต่อไป ความรู้สึกว่าตนเองว่างเปล่าจากสายตาของผู้เป็นแม่ ฉุดรั้งนรากรให้ปีนป่ายกลับขึ้นมาจากหลุมลึกแห่งความกลัว ก่อนที่แม่จะล่องลอยหายออกไปในความมืดเบื้องนอก นรากรต้องพาแม่กลับมาอยู่ตรงนี้กับเธอ แม่คะ แม่หนูไม่กลัวแล้ว ไม่มีหรอกสัตว์ประหลาด มีแต่ในนิทานใช่ไหมคะ เธอเขย่ามือแม่ และทำเสียงใสแบบมั่นใจให้แม่เห็น ดีแล้วลูก งั้นนอนซะ หลับฝันดีจ้ะ นิตย์นราพูดกับลูกได้เพียงแค่นี้ ลืมความโมโห และความตั้งใจที่จะอธิบายให้ลูกสาวฟังว่า ลูกไม่ต้องกลัวสิ่งใด อยู่ในบ้านนี้กับแม่ ลูกจะปลอดภัยเสมอ ไม่มีสัตว์ร้ายตัวใดจะมาทำอันตรายลูกได้ และต่อให้สัตว์ใดกล้าเข้ามา ลูกกับแม่จะสู้กับสัตว์นั้นจนมันไม่กล้าเข้ามาอีก แม่เดินออกไปแล้ว ประตูห้องนอนปิดลง เสียงแมลงยามค่ำคืนกระตุ้นโสตประสาทนรากรอีกครั้ง ใบไม้คร่ำครวญกับสายลม หนูน้อยเอาผ้าห่มคลุมโปง ตัวสั่นหวาดผวาก่อนจะหลับไปอีกคืนหนึ่ง ---------------------------------------------- นิตย์นรากลับมาที่ห้องนอน สุจิตนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง บ้านนี้เสียงแมลงดังเหลือเกิน ผมว่าเราน่าจะตั้งชื่อบ้านว่า บ้านเรไร คุณว่าดีไหม ตามใจคุณสิ สำหรับฉันบ้านไม่มีชื่อก็ดี บ้านมีชื่อก็ดี คุณนี่ไม่เคยเออออห่อหมกกับผมเลยนะ แต่ไม่เป็นไร ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมจะทำป้ายชื่อไปติดที่รั้วล่ะนะ สุจิตสรุปตามความเห็นของเขา ใช่ว่าเขาไม่สนใจความเห็นของนิตย์นรา แต่เขารู้จักนิตย์นราดีว่า เมื่อเธอไม่ค้าน เธอไม่มีความเห็นเรื่องนี้ นั่นคือเธอไม่สนใจเรื่องชื่อบ้านที่เขาพูดถึง เพราะฉะนั้นเขาจะทำอะไรก็ได้ อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบปี มีน้อยครั้งมากที่นิตย์นราจะคัดค้านการกระทำของสุจิต เธอปล่อยให้เขาได้ทำทุกอย่างตามใจตนเอง ราวแม่ผู้ตามใจลูก แต่สำหรับสุจิต ความคิดเห็นของนิตย์นราสำคัญต่อเขาเสมอ แม้ว่ามีน้อยครั้งที่เธอจะเอาใจใส่จริงจังต่อสิ่งต่างๆ ที่สุจิตยกขึ้นมาพูดถึง ไม่ใช่ความรักสุดหัวใจหรอกที่ทำให้เขายอมรับในความเป็นนิตย์นราอย่างสิ้นความต่อต้าน แต่เพราะสุจิตเคารพในความเป็นนิตย์นรามากกว่าที่สามีทั่วไปเคารพภรรยาของตนเอง สุจิตเคยเป็นลูกศิษย์ของนิตย์นราเมื่อครั้งเรียนมหาวิทยาลัย เขาอ่อนวัยกว่านิตย์นราถึง 15 ปี สุจิตหวนนึกถึงเมื่อครั้งที่เขาพบกับนิตย์นราเป็นครั้งแรก ปีนั้นเป็นปีที่เขาจำได้อย่างแม่นยำ เปิดเทอมใหม่เดือนมิถุนายนปี 2535 เขาอยู่ชั้นปีสอง คณะเศรษฐศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเมืองไทยในยุคนั้น เป็นสถานศึกษาที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ก่อนเปิดเทอมเพิ่งเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬอันลือเลื่อง และเหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เปิดเทอมคราวนั้นเขาลงเรียนวิชาของคณะรัฐศาสตร์ นั่นทำให้เขาได้พบกับนิตย์นรา ในปีนั้นเขาเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยริมน้ำเจ้าพระยาแห่งนี้เป็นครั้งแรก ที่มหาวิทยาลัยนี้ นักศึกษาปีหนึ่งทุกคนต้องไปเรียนที่วิทยาเขตกว้างขวางนอกตัวเมืองหนึ่งปี พอขึ้นปีสองจึงย้ายมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเก่าแก่ริมแม่น้ำ ที่ล้อมรอบโบราณสถานมากมายในเขตเมืองเก่า เขาชอบบรรยากาศเก่าแก่ของมหาวิทยาลัย พ่อเฒ่าผู้ทรงภูมินั่งลูบหนวดเคราสีขาวยาวเฟิ้มอยู่ที่โขดหินริมแม่น้ำ พ่อเฒ่าผู้สันโดษเก็บงำประวัติศาสตร์และความรู้ไว้มากมาย มีผู้มาฝากตัวเป็นศิษย์อยู่เสมอ แต่พ่อเฒ่าช่างหวงแหนวิชา จะรับเฉพาะลูกศิษย์ที่ตนพอใจ แล้วลูกศิษย์แบบไหนที่พ่อเฒ่าจะพอใจล่ะ ก็ต้องเป็นลูกศิษย์ที่ท่านผู้เฒ่ามองเห็นว่า มีปัญญาพอที่เขาจะสั่งสอนให้เข้าใจวิชาการในแบบของพ่อเฒ่าได้โดยง่าย เปิดเทอมวันแรกสุจิตไปถึงมหาวิทยาลัยแต่เช้า เดินสำรวจทุกซอกมุมของมหาวิทยาลัย รอยเลือด คราบน้ำตา ความเจ็บช้ำน้ำใจที่หลงเหลือจากอดีต มีตำนานเล่าขานมากมายเกี่ยวกับการต่อสู้ทางการเมืองภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ นกพิราบหลายตัวเดินด้อมๆ อยู่ที่ทางเดิน มันบินกรูขึ้นท้องฟ้าเมื่อสุจิตเดินเข้าไปใกล้ ช่างมีอิสระเหลือเกิน เขาสงสัยว่าใครเป็นต้นคิดให้นกพิราบเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ แล้วนกพวกนี้มีสันติภาพจริงหรือ ทุกครั้งที่มีคนเดินเข้าใกล้ มันรีบบินหนีอย่างรวดเร็ว ด้วยกลัวอันตราย อันตรายที่มันเรียนรู้ว่ามีอยู่จริง มันบินไปที่ไหนก็ได้ในโลก แต่สุดท้ายแล้วก็โผบินกลับลงมาเดินลอยชายอยู่บนพื้นดินเช่นเดิม ที่ห้องเรียนวิชาการเมืองการปกครองเบื้องต้น นักศึกษาส่วนหนึ่งมานั่งรอเรียนแล้ว ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ เด็กหนุ่มสาวเหล่านั้นคุยกันจ้อกแจ้กจอแจเพราะเป็นเพื่อนที่เพิ่งได้กลับมาเจอกันอีกครั้งหลังเปิดเทอม เสียงสดใสหัวเราะต่อกระซิกหยอกเย้ากัน แต่อยู่ดีๆ นักศึกษาก็เงียบเสียง สุจิตหันไปที่ประตู สายตาประทะเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามา เธอเดินไปที่โต๊ะอาจารย์ เขาเข้าใจว่าเธอคงเป็นเจ้าหน้าที่มาเตรียมการสอนให้กับอาจารย์ แต่เธอคนนั้นกลับเปิดไมค์ และเริ่มพูดด้วยเสียงนุ่มนวลแต่ทว่าหนักแน่นมั่นใจในทุกถ้อยคำ สวัสดีค่ะ นักศึกษาทุกคน เป็นยังไงบ้างคะปิดเทอม นั่นทำให้สุจิตแปลกใจ เขารู้สึกว่าเธอสวยเกินกว่าที่จะเป็นอาจารย์ได้ หญิงสาวใบหน้าเปื้อมยิ้มนิดๆ ตลอดเวลา เธอไม่ได้สวยจัด แต่ทุกส่วนบนใบหน้าผสมกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว หากพบกันนอกห้องเรียน เธอคงเป็นได้เพียงหญิงสาวหน้าตาหมดจดธรรมดาคนหนึ่ง ไม่สวยหยาดเยิ้มถึงขนาดต้องมองเหลียวหลัง แต่ภายในห้องเรียน ที่จุดศูนย์กลางแห่งความสนใจอยู่ที่อาจารย์ผู้ยืนอยู่หน้าห้อง นั่นทำให้เธอมองดูสวยเกินกว่าความสวยแท้จริงที่เธอมี ครูไม่ทราบว่านักศึกษาได้ติดตามข่าวสารบ้างไหมในช่วงปิดเทอม พวกเราคงทราบดีว่าเพิ่งเกิดเหตุการณ์ประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าพฤษภาทมิษ มีผู้สูญหายและสูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้มากมาย ก่อนที่เราจะเริ่มเรียนกันวันนี้ครูอยากจะให้นักเรียนทุกคนได้สงบนิ่ง แผ่เมตตาให้กับผู้สูญเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ เพราะวันนี้ครูจะเริ่มบทเรียนกับพวกเรากันด้วยเรื่องนี้ ครูอยากให้พวกเรารู้สึกว่าเรากล่าวถึงเหตุการณ์นี้ และกล่าวถึงผู้บริสุทธิ์ที่สูญเสียชีวิตด้วยความเคารพ ขอให้พวกเราสงบนิ่ง 1 นาทีค่ะ อาจารย์ก้มหน้าลง หลับตา พวกนักศึกษาต่างก็นิ่งเงียบ บางคนหลับตาลง บางคนมองซ้ายมองขวาแต่ก็ไม่ได้ส่งเสียงดัง เขาอาจจะเพียงจินตนาการไม่ออกว่ากำลังสงบนิ่งระลึกถึงสิ่งใด ท่ามกลางความเงียบงันของเข็มนาฬิกา เสียงร้องไห้สะอื้นเบาๆ ของนักศึกษาชายคนหนึ่งค่อยๆ ดังขึ้น สุจิตหันไปมองที่ต้นเสียง เขาเห็นนักศึกษาชายคนนั้นเอามือกุมหน้า แล้วฟุมหน้ากับโต๊ะ เขาสะอึกสะอื้นอย่างกลั้นไว้ไม่อยู่ ทุกคนในห้องหันไปมอง เพื่อนผู้ชายคนที่นั่งข้างๆ ทำอะไรไม่ถูก ยกมือขึ้นทำท่าจะลูบหลังแล้วลดมือลง หันมองซ้ายมองขวา ในที่สุดเขายกมือขึ้นลูบหลังเพื่อนที่ก้มหน้าร้องไห้อยู่กับโต๊ะ เสียงสะอื้นกรีดแทงใจทุกคนในห้องอยู่ราวหนึ่งนาที อาจารย์เดินมาที่เด็กหนุ่มผู้ร้องไห้อย่างปวดร้าว เธอหยุดยืนอยู่ข้างๆ เขา ลูบศีรษะเขาเบาๆ อยู่อย่างนั้น เด็กหนุ่มค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ใบหน้าแดงก่ำ น้ำตานองหน้า ความปวดร้าวใจสะท้อนบนริ้วรอยของใบหน้าเบี้ยวบิดเพราะต้องการระงับอารมณ์โศกเศร้าของเขา อาจารย์ยังลูบศีรษะเขา เธอนั่งลงข้างๆ เขาจับมือเขา เธอมองเข้าในดวงตาของเขา ดึงเขาเข้ามากอดไว้ เด็กหนุ่มซบลงที่ไหล่อาจารย์ เขาร้องไห้สะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง ไม่เป็นไรแล้วนะ ครูอยู่นี่แล้ว ไม่มีใครทำร้ายเราได้อีกแล้วล่ะ ครูครับพี่ชายกับพ่อผมหายไปตอนที่ออกไปประท้วง ตอนนี้ยังไม่กลับบ้านเลยครับ เราออกตามหาทุกที่แล้ว พี่ชายกับพ่อผมจะได้กลับบ้านไหมครับครู เด็กหนุ่มพูดเสียงฟังแทบไม่ได้ศัพท์ ทั้งๆ ที่ยังซบกับไหล่อาจารย์ ไม่มีใครทำลายจิตวิญญาณของพวกเขาได้หรอก เสียงของอาจารย์แผ่วเบาหายไปกับสายลม เสียงกระซิบจากที่แสนไกลที่ไม่มีใครในที่นั้นได้ยิน อาจารย์กอดเด็กหนุ่มคนนั้นไว้ในอ้อมแขน เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง แววตานั้นล่องลอยสู่อดีตแสนไกล หากไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ราวกับว่าวิญญาณของเธอได้หลุดออกจากร่างไปแล้ว เหตุการณ์วันนั้นทำให้สุจิตและนักศึกษาคนอื่นๆ ในห้องเรียนให้คะแนนอาจารย์สาวเต็มสิบ และตั้งใจมาเรียนวิชานี้กันมากกว่ามาตรฐานการตั้งใจเรียนของตนเอง และอาจารย์ก็ไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง อาจารย์สาวหน้าตาเรียบร้อยราวหลุดมาจากยุคแม่พลอย สี่แผ่นดิน สอนเรื่องการเมืองไทยได้อย่างเร้าใจ ตั้งประเด็นอย่างตรงไปตรงมา และกระตุ้นให้นักศึกษาตั้งคำถามต่อได้อย่างถึงลูกถึงคน อาจารย์สาวเปิดมุมมองใหม่กับเด็กที่เพิ่งผ่านมัธยมมาไม่นานอย่างเขาได้ดีมาก อาจารย์สาวคนนั้นก็คือนิตย์นรา นิตย์นราในวัยสาวที่กำลังเผ็ดร้อนทางความคิด อาจารย์ผู้เปิดมุมมองใหม่ในการมองสังคมการเมืองไทยให้กับสุจิต แม้บางครั้งสุจิตจะไม่เห็นด้วย และคิดว่าเธอตัดสินอะไรเป็นขาวเป็นดำเกินไปหรือเปล่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมีเหตุผลมากมาย บางครั้งอาจต้องหาเหตุผลให้ได้มากที่สุดแล้วจึงแปะป้ายให้กับสิ่งนั้นว่าคืออะไร หลังปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เผด็จการอำนาจนิยมก็ผลัดเปลี่ยนกันครองเมืองมาตลอด ภายใต้หน้ากากของลัทธิชาตินิยม ที่ล้างสมองประชาชนให้เอาแต่หน้ามืดตามัวกับลัทธิชาตินิยมแบบคลั่งชาติ ในนามของความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แบบไร้สติ ที่ในที่สุดกลายพันธุ์เป็นลัทธิกระหายเลือด ต้องการทำลายล้างกลุ่มคนที่มีแนวคิดต่างจากตน เธอมักเปิดฉากการสอนแบบตรงไปตรงมา ตีเข้าไปตรงกลางแสกหน้าของความเชื่อถือเดิมอันเปราะบางของสุจิตที่ว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาตลอดกาล ก็ที่โรงเรียนทั้งประถมและมัธยมสอนมาอย่างนี้ตั้งแต่เขาเข้าเรียนหนังสือนี่นา ประเด็นสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่สังคมไทยต้องเรียนรู้จากเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา และพฤษภาทมิฬคือ เรียนรู้วิธีการจัดการกับความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ทางสังคมการเมืองที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เอาแต่หลีกเลี่ยงอดีต ต้องการฝังประวัติศาสตร์อัปยศให้เลือนหายไปกับอดีต ไม่ขบคิดว่าเราผิดพลาดอะไรไป นั่นทำให้ความขัดแย้งทางสังคมการเมืองกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นก็ประนีประนอมกวาดเลือดไว้ใต้พรมกันอีกครั้ จนกว่าการฆ่าหมู่ครั้งใหม่จะเกิดขึ้น น้ำเสียงของเธออ่อนระโหยโรยแรงเมื่อพูดถึงการสูญเสียเลือดเนื้อของประชาชน ตรงกันข้ามกับประเด็นแข็งกร้าวที่พรั่งพรูออกมา เหตุการณ์เดือนตุลาทั้งสองครั้ง เราพอจะทำความเข้าใจได้นะว่า ส่วนหนึ่งมันเป็นเรื่องของการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างอุดมการณ์ทางการเมืองหลายขั้ว แม้ว่าสุดท้ายมันจะไม่ได้นำไปสู่อะไรที่มีคุณค่าเป็นรูปธรรมให้เห็นกันทันที นอกจากวงจรอุบาทว์ของเผด็จการอำนาจนิยม ที่กลับมามีอำนาจบนกองเลือดของประชาชน ท่าทีน่าเชื่อถือแบบอาจารย์ เจือด้วยลมหายใจของความเกลียดชังอย่างบางเบา กลั่นออกมาจากส่วนลึกของจิตใจที่สะกดกลั้นไว้มาเนิ่นนาน นักเรียนวัยใสไร้เดียงสาอย่างสุจิตจึงไม่รู้สึกถึงมันเลย เหตุการณ์เดือนพฤษภา ในความเห็นของครูมันมีเหตุผลที่นำไปสู่ความรุนแรงน้อยที่สุด ที่จริงมันไม่มีเลยด้วยซ้ำ แต่เผด็จการอำนาจนิยมที่หลงยุคคิดว่าเมื่อปราบประชาชนเสร็จตนเองก็จะครองอำนาจต่อไปได้ เพียงเพื่อจะเอาชนะ พวกเขาถึงกลับลงมือปราบปรามประชาชนอย่างเลือดเย็นที่สุด บางครั้งเขาก็รู้สึกว่าอาจารย์พูดเกินไป เพราะเขาไม่เห็นว่าเมืองไทยปกครองด้วยระบบเผด็จการอำนาจนิยมแบบที่อาจารย์ว่าสักหน่อย ทุกวันนี้เขารู้สึกมีอิสระเสรี และมีความสุขพอสมควรกับสังคมที่เขาอาศัยอยู่ สุจิตไม่เคยรู้สึกว่าถูกกดขี่จากระบอบอันน่ากลัวแบบที่อาจารย์กล่าวถึง ส่วนเหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้น เขาเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน หลายคนบอกว่ามันคือ อุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์ และคล้ายพยายามจะบอกให้เขาลืมมันซะ น้อยคนที่จะพูดถึงเรื่องเหล่านั้นแรงๆ แบบที่อาจารย์พูดว่ามันคือ อาชญากรรมโดยรัฐ ความคิดเห็นของนิตย์นรามักเดินไปในแนวทางนี้ เธอมีมุมมองที่ชัดเจน พวยพุ่งออกมาจากความเชื่อภายใน ผู้อยู่ใกล้จะรู้สึกถึงลาวาร้อนระอุที่ประทุจากปล่องภูเขาไฟแห่งความคิดของเธอ จนบางครั้งร้อนเกินทน ส่วนข้อดีของนิตย์นราคือ เธอรับฟังความคิดเห็นของลูกศิษย์อย่างตั้งใจ และไม่เคยทำให้คนที่มีมุมมองที่ต่างจากเธอรู้สึกผิดเลย การรับฟังอย่างใจเย็นเสมอ ทำให้ลูกศิษย์พอจะทนทานความร้อนจากลาวาความคิดนั้นได้ โดยไม่วิ่งหนีหรือขาดใจตายอยู่ตรงนั้นไปเสียก่อน
|
| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||