พิมพ์หน้านี้
|
ผมเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเวทีสาธารณะเรื่องการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาพื้นที่อุทยานแห่งชาติ จากข้อมูลของเพื่อนๆบล็อกเกอร์ใน OkNation ด้วยอารมณ์ที่หงุดหงิดอย่างมาก อีกทั้งไม่รู้เรื่องกำหนดการของงานนี้เลยจริงๆ ซึ่งน่าทำให้ผมต้องทนฟัง รัฐมนตรีว่าการ ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยในประเด็นนี้ อีกทั้งพยายามยัดเยียดการหาเสียงไว้ และจำต้องทนฟัง ราชการระดับสูงพ่นน้ำลาย ยัดเยียดข้อมูล อคติบางอย่างใส่ผมถึงเกือบ 2 ชม. ประเด็นที่น่าสนใจ ของ กระบวนการรับฟังความเห็นของภาคประชาชน ที่จัดโดยหน่วยงานราชการ เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งนั้นทำให้ผมเริ่มมีอารมณ์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวทีกระบวนการรับฟังความเห็นสาธารณะไม่เคยให้เกียรติต่อความเห็นของประชาชน หรือ ภาคส่วนที่ไม่ใช่ราชการเลย โปรดพิจารณาหมายกำหนดการต่างๆ ที่เกี่ยวกับ การรับฟังว่า มักจะอยู่ท้ายๆ และมีการให้สัดส่วนของเวลาต่ำมาก อีกทั้งสัดส่วนหลักของ สิ่งที่เรียกว่า กระบวนการรับฟังความเห็น มักให้น้ำหนักของ เจ้าหน้าที่รัฐ ราชการ ในการพูด การบอก หลักเกณท์ที่ ประชาชน ต้องทำตามซะส่วนใหญ่ มิหนำซ้ำ ในสัดส่วนของเวลา การฟัง ภาคประชาชน ก็มักจะมี เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ จะเบียดบังเวลา แล้วอ้างว่า กูมาในนามประชาชน เอาหล่ะ ผมคิดว่าสิ่งที่ภาครัฐ เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ควรที่จะคิด Position ตัวเองใหม่ ให้มากขึ้น คือ วันนี้ ใครเป็นใคร และแนวโน้มของกฏเกณท์ในสังคมนี้ ใครต้องทำอะไร และเวลาไหนควรเป็นผู้ฟัง และเวลาไหนถึงควรจะพูด เพราะว่า โอกาสที่ประชาชนจะใช้เวทีสาธารณะนั้น มีไม่มากหรอกครับ และยิ่งกว่านั้น ผลจากเวทีสาธารณะ ก็มักไม่เคยได้รับการเหลียวแลจริงๆ และเกือบทุกครั้ง เวทีสาธารณะเป็นกระบวนการที่ทำไปเพียงเพื่อให้ ภาครัฐราชการดูดีขึ้น ภายใต้เปลือกนอกของกรอบแบบประชาธิปไตย
คราวนี้ กลับมาที่คำถามที่ผมจั่วหัวไว้ในชื่อของบทความว่า นโยบายส่งเสริมเอกชนเข้าร่วมบริการการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ สะท้อน อะไรในสังคมไทย ผมคิดว่า โจทย์ใหญ่ของหน้าที่การทำงานของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ ควรคิดให้ออกว่า คุณมีหน้าที่หลักคืออะไร จุดยืนของผมในวันนี้ คือ คุณเอาเรื่องการท่องเที่ยวเป็นตัวตั้งไม่ได้ แต่คุณต้องเอาเรื่องการอนุรักษ์เป็นตัวยืน โจทย์สำคัญที่ท่านรอง วิชิต พยายามเสนอว่า อุทยานไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวในแต่ละที่ได้พอ เพราะทางอุทยานมีเงื่อนไขในการจัดการเรื่องการรองรับนักท่องเที่ยวได้ จึงเสนอให้เอกชนเข้ามาช่วยดูแล และเพิ่มศักยภาพในการจัดการ ซึ่งน่าจะช่วยลดภาระเรื่องค่าใช้จ่าย อีกทั้ง น่าจะนำมาซึ่งรายได้ของกรม กอง ที่น่าจะมากขึ้น ผมคิดเล่นๆ ว่า ทางออกที่ท่านเสนอคงลืมหน้าที่หลักในการอนุรักษ์ทรัพยากรของโลกนี้ไว้ (ผมจงใจใช้คำว่า โลก เพราะเอาเข้าจริงแล้ว เรื่องสิ่งแวดล้อม ผืนป่านี้ มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ของสังคมประเทศเท่านั้น) ซึ่งสำหรับผมแล้ว ท่านรองวิชิต ที่ไม่สามารถจัดการงานหลักได้ โดยกลไกที่มีอยู่ คือ กำลังคนของกรมอุทยานแห่งชาติแล้วนั้น ท่านสมควรที่จะลาออก ให้คนอื่นๆ ที่มีความสามารถในการจัดการปัญหาแทนดีกว่าครับ แม้ว่า จะด้วยเวลาที่ไม่นานนักท่านก็จะเกษียณแล้ว แต่ความด้อยประสิทธิภาพในการจัดการที่สมเหตุสมผล และยั่งยืน ผมจึงอยากเรียกร้องให้ท่าน ลาออก เพื่อให้บุคคลากรของกรมที่มีความสามารถในการจัดการมากกว่าขึ้นมาจัดการแทน เพราะเท่ากับว่า นโยบายส่งเสริมเอกชนเข้าร่วมบริการการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติ สะท้อนความไร้น้ำยาของกระทรวง กรม กอง ที่ไม่สามารถทำหน้าที่หลัก หรือ แม้แต่ประเมินคุณค่าหลักของกรม ตลอดจน ช่างน้ำหนักของความสมเหตุสมผลได้ นอกจากนี้ นโยบายส่งเสริมเอกชนฯ ยังสะท้อนว่าภาพการเมืองใหญ่ว่า นักการเมือง ที่อยู่เบื้องหลัง แนวคิดนี้ ไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชนจริงๆ ในเรื่องนโยบายนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องของ ความพยายามของนักการเมือง ตั้งแต่หลังทศวรรษ 2530 ที่พยายามเข้ามาหากินกับป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติของอุทยานแห่งชาติ ด้วยการขอสัมปทานผ่านนโยบายของภาคการเมือง คณะรัฐมนตรี และในครั้งนี้ ที่เลวร้ายที่สุด คือ การออกนโยบายนี้ หน่วยงานราชการกลายเป็นกลไกที่เอื้อประโยชน์ให้นายทุน นักธุรกิจ ในคราบของนักการเมือง และที่น่าเสียใจที่สุด คือ นักการเมืองพวกนี้ชอบอ้างที่มาจากประชาชน แต่พยายามสร้างกลไกให้ปีศาจร้ายของธรรมชาติ ก้าวเข้ามาในรูปของ การพัฒนาการท่องเที่ยว และไม่ได้สะท้อนความต้องการในฐานะผู้แทนประชาชน มากกว่า ภาพตัวแทนของนายทุน ซึ่งสุดท้าย การหาประโยชน์จาก อุทยานแห่งชาติ จะกลับมา ในรูปของ รายได้ที่จะมาใช้ในทางการเมือง โดยเฉพาะ "การเลือกตั้ง" สุดท้าย ผมบอกได้สั้นๆ ว่า ตั้งแต่ปี 2547 ที่มีนโยบายอันนี้ออกมา ใครบ้างที่เป็นเจ้ากระทรวงทรัพย์ฯ บ้าง 1. ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คนแรก จากพรรคชาติไทย (สมัยนายกชื่อทักษิณ) 2. สุวิทย์ คุณกิตติ (สมัยนายกชื่อทักษิณ) 3. ยงยุทธ ติยะไพรัช (สมัยนายกชื่อทักษิณ) 4. นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (สมัยนายกชื่อสรยุทธ์) 5. อนงค์วรรณ เทพสุทิน (สมัยนายกชื่อไอหมัก, สมชาย) |
| น้ำตกทีลอซู | ||
สถานที่ที่ประทับใจที่สุดในรอบหลายปี... ให้กลับไปอีกเหรอ... ได้แน่นอน พร้อมทุกเมื่อ ติดใจ ความเขียว...ความหอม ... และความสดชื่น |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||