• โดกะแมน
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : foraver@chaiyo.com
  • วันที่สร้าง : 2009-02-20
  • จำนวนเรื่อง : 6
  • จำนวนผู้ชม : 52263
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1 คน

หัวใจ
หัวใจ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/koli
วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by โดกะแมน , ผู้อ่าน : 32040 , 16:03:34 น.  
หมวด : การศึกษา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ระบบหมุนเวียนของเลือดในคน

     ในร่างกายมนุษย์มีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด การสูบฉีดโลหิตของหัวใจ ทำให้เกิดแรงดันให้เลือดไหลไปตามเส้นเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และไหลกลับคืนสู่หัวใจ โดยหัวใจของคนเราตั้อยู่ในทรวงอกระหว่างปอดทั้งสองข้างค่อนมาทาด้านซ้ายชิดผนังทรวงอก แบ่งออกเป็น 4 ห้อง ห้องบนสองห้อง มีผนังบาง เรียกว่า เอเทรียม ( atrium ) ส่วนสองห้องล่างมีขนาดใหญ่กว่าและผนังหนา เรียกว่า เวนทริเคิล ( ventricle ) ระหว่างห้องบนกับห้องล่างทั้งสองซีกจะมีลิ้นหัวใจ ( value ) คอยเปิด- ปิด เพื่อกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ

** หัวใจของคนเราประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อที่มิได้อยู่ภายใต้อำนาจบังคับของสมอง **
** หัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มี 4 ห้อง ของสัตว์ครึ่งบกครึ่น้ำมี3 ห้อง ( ยกเว้นจระเข้ มี 4 ห้อง ) หัวใจปลามี 2 ห้อง หัวใจของสัตว์ปีก มี 4 ห้อง **

 

 ดูภาพขนาดใหญ่ ในร่างกายของมนุษย์ ระบบการหมุนเวียนของเลือดประกอบด้วยหัวใจเป็นอวัยวะสำคัญ ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โดยมีเส้นเลือดเป็นท่อลำเลียงเลือด ดังนั้นระบบหมุนเวียนเลือดของคนเราจึงประกอบด้วยส่วนสำคัญ  3 ส่วน คือ เลือด  เส้นเลือด  และ หัวใจ

1.  เลือด ( blood )  ในร่างกายของคนเรามีเลือดอยู่ประมาณ 6,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร เลือดประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำเลือด ( plasma ) กับส่วนที่เป็นของแข็ง คือ เซลล์เม็ดเลือดแดง  เซลล์เม็ดเลือดขาว และ เกล็ดเลือด
    1.1  ส่วนที่เป็นของหลว  คือ น้ำเลือดหรือพลาสมา ประกอบด้วยน้ำและสารต่างๆ ซึ่งได้แก่ สารอาหารที่ถูกย่อยแล้ว รวมทั้งวิตามิน  เกลือแร่ ฮอร์โมนและสารอื่นๆที่ละลายน้ำได้ สารเหล่านี้จึงอยู่ในรูปสารละลาย มีประมาณ 50 % ของเลือดทั้งหมด น้ำเลือดทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็กไปสู่ส่วนต่างๆของเซลล์ทั่วร่างกายและลำเลียงของเสียที่เป็นของเหลวจากเซลล์ เช่น ยูเรีย มาสู่ไต ซึ่งไตจะสกัดเอาสารยูเรียออกจากเลือดแล้วขับถ่ายออกมาในรูปของปัสสาวะ
    1.2  ส่วนที่เป็นของแข็ง  มีอยู่ประมาณ 50% ของเลือดทั้งหมด ประกอบด้วย
       -  เซลล์เม็ดเลือดแดง   ในขณะที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จะอยู่ในไขกระดูกและมีนิวเคลียส แต่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดแล้วนิวเคลียสจะหายไป เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ขนส่งแก๊สออกซิเจน จากปอดไปสู่เซลล์ทั่ร่างกายและขนส่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากการสลายอาหารจากเซลล์มาสู่ถุงลมในปอดเพื่อขับถ่ายออกนอกร่างกายทางลมหายใจออก โดยเฉลี่ยเม็ดเลือดแดงจะมีชีวิตอยู่ในกระแสเลือดประมาณ 90- 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกส่งไปทำลายที่ตับและม้าม 
       -  เซลล์เม็ดเลือดขาว  มีขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง ภายในมีนิวเคลียส ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย
       -  เกล็ดเลือด  เป็นชิ้นส่วนของเซลล์ที่มีรูปร่างเป็นแผ่นเล็กๆปนอยู่ในน้ำเลือด ไม่มีนิวเคลียส มีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว เวลาเกิดบาดแผลเล็กๆเกล็ดเลือดจะทำให้เส้นใย ( fibrin ) ปกคลุมบาดแผลทำให้เลือดหยุดไหล เป็นการป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียเลือดมากเกินไป เกล็ดเลือดจะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 4 วัน

ดูภาพขนาดใหญ่ 

 2. เส้นเลือด ( blood vessels )  เส้นเลือดในร่างกายคนแบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ
  -  เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ เรียกว่า อาร์เทอรี ( Artery )
  -  เส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ  เรียกว่า เส้นเวน ( Vein )
  - เส้นเลือดฝอย ( Capillaries )

    
เส้นเลือดอาร์เทอรี
 เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ มีขนาดต่างๆกัน ขนาดใหญ่คือ เอออร์ตา มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว และขนาดเล็กมีเส้นผ่านศูนย์กลาประมาณ 0.2 มิลลิเมตร ไม่มีลิ้น เส้นเลือดอาร์เทอรี ประกอบด้วยกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่ยืดหยุ่นได้ มีผนังหนา สามารถรับแรงดันเลือด ซึงเป็นแรงดันค่อนข้างสูง อันเป็นผลเนื่องมาจากการบีบตัวของหัวใจห้องล่าซ้าย ความดันของเลือดจะสูงมากในเส้นเลือดอาร์เทอรีใกล้หัวใจ คือ เส้นเลือดแดงใหญ่ที่สุดที่เรียกว่า เอออร์ตา และค่อยๆลดลงตามลำดับเมื่ออยู่ห่างจากหัวใจไปเรื่อยๆจนถึงอวัยะต่างๆดังนั้นการวัดความดันเลือด เส้นเลือดที่เหมาะสำหรับวัดความดันเลือดคือเส้นอาร์เทอรีที่ต้นแขน  ผู้ใหญ่อายุ 20 - 30 ปี มีความดันเลือดปกติประมาณ 120/80 มิลลิเมตรปรอท ตัวเลขข้างหน้า ( 120 )หมายถึง ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว เรียกว่าความดันซิสโทลิก ( Systolie pressure ) ตัวเลขข้างหลัง( 80 ) หมายถึงความดันดลหิตของหัวใจคลายตัว เรียกว่า ความดันไดแอสโทลิก ( Diastolie pressure )
ที่เรียกว่า การจับชีพจร ซึ่งชีพจร ( pluse ) หมายถึงอัตราการเต้นของหัวใจ จงหวะการหยืดหยุ่นของเส้นเลือดอาร์เทอรีเป็นไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจ สำหรับการเต้นของหัวใจปกติประมาณ 72 ครั้งต่อนาที แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามลักษณะต่างๆ เช่น เพศ วัย อิริยาบท โรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น

. หัวใจ ( heart ) หัวใจจะทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย โดยจะรับเลือดที่มีออกซิเจนสูงจากปอดเข้าทางหัวใจห้องบนซ้ายผ่านต่อมายังหัวใจห้องล่างซ้าย เพื่อส่งออกไปยังอวัยวะต่างๆขอองร่างกายและจะรับเลือดที่มีออกซิเจนน้อยจากส่วนต่างๆของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจทางหัวใจห้องบนขวา และผ่านไปยังหัวใจห้องล่างขวาเพื่อส่งไปยังปอด เลือดที่มีออกซิเจนต่ำจะไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจนและกลับเข้าสู่หัวใจอีกครั้งหมุนเวียนตลอดเวลาอย่างเป็นระบบ
    หรือกล่าวได้ว่าเลือดดำ ( เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนต่ำ )จากส่วนต่างๆ ของร่างกายไหลเข้าหัวใจทางหัวใจห้องบนขวาโดยเลือดจากส่วนบนของร่างกายจะเข้าสู่หัวใจทางเส้นเลือดซุปิเรียเวนาคาวาและเลือดจากส่วนล่างของร่างกายจะเข้าสู่หัวใจห้องบนขวาทางเส้นเลือดอินพีเรียเวนาคาวา จากนั้นหัวใจห้องบนขวาจะหดตัวให้เลือดผ่านลิ้นหัวใจลงสู่หัวใจห้องล่างขวาแล้วหัวใจห้องล่างขวาจะบีบตัวให้เลือดไปเข้าไปในเส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรีจากหัวใจไปยังปอด เลือดดำจะผ่านเข้าไปในเส้นเลือดฝอยรอบๆถุงลมปอด แล้วจ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับถุงลมปอดแล้วรับแก๊สออกซิเจนเข้ามาแทนเป็นผลให้เลือดดำกลายเป็นเลือดแดง ( เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนสูง ) แล้วไหลออกจากปอดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายทางเส้นเลือดพัลโมนารีเวนจากนั้นหัวใจห้องบนซ้ายจะบีบเลือดลงไปที่หัวใจห้องล่างซ้าย เพื่อให้หัวใจห้องล่างซ้ายบีบเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายต่อไป

 

โรคหัวใจเป็นเช่นไร
 
หัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญภายในร่างกาย มีหน้าที่สูบฉีดโลหิต
ไปฟอกที่ปอดและส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย หัวใจเป็นอวัยวะ
ที่มีความแข็งแรงทนทานมาก

หัวใจคนเราเริ่มเต้นตั้งแต่ที่เป็นตัวอ่อนอยู่ในครรภ์
มารดา ตอนอายุตัวอ่อนเพียง 22 วันและก็จะเต้นตลอดไป
แต่กระนั้นก็ตาม หัวใจก็เหมือนกับอวัยวะอื่นๆภายในร่างกาย
ที่สามารถเกิดความผิดปกติหรือโรคขึ้นได้
 
โรคหัวใจ ในผู้ใหญ่สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้

1. โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน(Coronary artery disease)
2. โรคลิ้นหัวใจ และความผิดปกติเกี่ยวกับเส้นเลือดแดง เอออร์ตา(Valvular and aortic disease)
3. โรคหัวใจโตจากโรคความดันโลหิตสูง (Hypertensive heart disease)
4. โรคหัวใจผิดปกติแต่กำเนิดที่พบในผู้ใหญ่(Congenita heart disease in adults)
5. โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ(Cardiomyopathy)
6. หัวใจเต้นผิดจังหวะ(Cardiac arrhythmia)
7. โรคที่เกี่ยวกับเยื่อหุ้มหัวใจ(Pericardial disease)

             

             เนื่องจากเนื้อหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ ชนิดต่างๆ มีมาก ดังนั้นในบทความนี้จะขอกล่าวโดยย่อก่อน หากมีผู้สนใจเรื่องใด จะจัดทำเป็นบทความเฉพาะเรื่องอีกครั้ง

โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน(Coronary artery disease)
         เกิดจากส่วนของคราบสะสมไขมันที่เราเรียกว่า พล็าค(Atherosclerotic plaque) เกาะบริเวณภายในผนังหลอดเลือดแดง โคโรนารี่ จนเกิดการตีบตัน เป็นผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในที่สุด และถ้าแผ่นคราบไขมันเกิดการแตกหรือฉีกขาด จะทำให้เกร็ดเลือด จำนวน มาก มาเกาะและอุดตันรูเส้นเลือดอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดโรคเส้นเลือดแดงโคโรนารี่อุดตันเฉียบพลัน เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด รุนแรงหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย ….อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่
CLICK


โรคลิ้นหัวใจ และความผิดปกติเกี่ยวกับเส้นเลือดแดงเอออร์ตา(Valvular and aortic disease)
          โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ ที่พบบ่อย ได้แก่
- โรคหัวใจรูห์มาติค(Rheumatic heart disease)
          มักเป็นที่ลิ้นหัวใจไมตรัล (อาจทำให้เกิดลิ้นหัวใจไมตรัลตีบ และ/หรือ รั่ว)และลิ้นหัวใจเอออร์ติค (ซึ่งทำให้เกิดลิ้นหัวใจ เอออร์ติครั่ว)
         โรคหัวใจรูห์มาติค เป็นผลที่ตามมาจากโรคติดเชื้อไข้รูห์มาติค ซึ่งมักเป็นหลังจากการติดเชื้อไปประมาณ 10-20 ปี แต่ก็ไม่ได้ เกิดขึ้น ทุกรายที่มีโรคติดเชื้อไข้รูห์มาติค
         โรคติดเชื้อไข้รูห์มาติค(Rheumatic fever) เป็นผลตามมาหลังจากการติดเชื้อคออักเสบ จากเชื้อ Streptococcus group A ซึ่งมักเป็นหลังจากเกิดคออักเสบ 2-4 สัปดาห์ ส่วนอาการแสดงของโรคไข้รูห์มาติคมีหลายแบบ ในรายที่มีหัวใจอักเสบร่วมด้วย ก็จะมีผลตามมาคือเกิด โรคหัวใจรูห์มาติคในภายหลังได้
- โรคลิ้นหัวใจอักเสบติดเชื้อ(Infective endocarditis)
         ในรายที่มีประวัติฉีดยาเสพติดเข้าเส้นมักทำให้เกิดลิ้นหัวใจไตรคัสปิดติดเชื้อและเกิดการรั่ว
- โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติคตีบ
          ซึ่งมักพบในคนสูงอายุ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเป็นลมหมดสติเฉียบพลัน อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจ ขาดเลือด และภาวะหัวใจ ล้มเหลวได้  นอกจากนี้ยังมีภาวะ ที่เกิดลิ้นหัวใจรั่วโดยไม่ได้เกิดพยาธิสภาพที่ลิ้นหัวใจโดยตรง กลุ่มนี้มักเป็นจากหัวใจที่โตขยาย
ขนาดออกทำให้ลิ้นหัวใจซึ่งไม่ได้ยาวตามขนาดหัวใจที่เพิ่ม ปิดกันไม่สนิท ทำให้เกิดการรั่วตามมา มักพบสภาวะนี้ที่ลิ้นหัวใจ ไตรคัสปิด และลิ้นหัวใจไมตรัล


โรคหัวใจโตจากโรคความดันโลหิตสูง(Hypertensive heart disease)
          ในผู้ป่วยที่มีโรคความดันโลหิตสูงเพียงอย่างเดียว เมื่อไม่ได้รับการรักษาปล่อยให้ความดันโลหิตสูงอยู่นาน ก็จะทำให้
ผนังกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัวขึ้นโดยเฉพาะหัวใจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือหัวใจห้องล่างซ้ายซึ่งต่อตรงกับเส้นเลือดแดงเอออร์ตา เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัว (Left ventricular hypertrophy) ซึ่งทำให้การคลายตัวของหัวใจผิดปกติ และอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้


โรคหัวใจแต่กำเนิดที่พบในผู้ใหญ่(Congenital heart disease in adults)
         ที่พบบ่อยในทางคลินิก ได้แก่
- ผนังหัวใจด้านบนรั่ว (Atrial septal defect)
          โอกาสจะปิดเองได้มีน้อย (ประมาณ 4%) ส่วนใหญ่รูรั่วจะขยายขนาดออกเมื่อโตขึ้น ในรายที่มีอาการจากรูรั่ว(เช่นเหนื่อย หัวใจล้มเหลว)หรือมีเลือดไหลผ่านรูรั่วมากๆ แพทย์จะทำการผ่าตัดปิดรูรั่ว ซึ่งในการรักษาปัจจุบันนอกจากการผ่าตัดแล้ว ยังมีวิธีการ อุดรูรั่ว โดยไม่ต้องผ่าตัดโดยใช้อุปกรณ์ลักษณะคล้ายร่มใส่เข้าทางสาย สวนหัวใจที่แทงผ่านผิวหนังเข้าไปอุดรูรั่วดังกล่าว
…..ดูตัวอย่างอุปกรณ์อุดรูรั่วที่มีชื่อว่า Amplatzer septal occluder  
 
 
 
  

- ผนังหัวใจด้านล่างรั่ว (Ventricular septal defect)
- การมีท่อเชื่อมต่อระหว่างเส้นเลือดแดงเอออร์ตาและเส้นเลือดแดงพัลโมนารี่ ( Patent ductus arteriosus)
- เส้นเลือดแดงเอออร์ตาตีบคอด (Coartation of Aorta)
          มักจะเป็นที่เส้นเลือดแดงเอออร์ตาบริเวณทรวงอก ในผู้ชายเป็นบ่อยกว่าผู้หญิง 2-5 เท่า


โรคกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ(Cardiomyopathy)
แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ
- กล้ามเนื้อหัวใจโป่งพอง (Dilated cardiomyopathy)
- ผนังกล้ามเนื้อหัวใจโต (Hypertrophic cardiomyopathy)
- กล้ามเนื้อหัวใจถูกบีบรัด (Restrictive cardiomyopathy)

หัวใจเต้นผิดจังหวะ(Cardiac arrhythmia)
แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือ
- กลุ่มหัวใจเต้นเร็ว (Tachyarrhythmia)
- กลุ่มหัวใจเต้นช้า (Bradyarrhythmia and conduction disturbances)

โรคที่เกี่ยวกับเยื่อหุ้มหัวใจ(Pericardial disease)
ที่พบบ่อยมี 2 โรค คือ
- เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (Pericarditis)
          อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยได้แก่ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ ไวรัส, แบคทีเรีย, วัณโรค, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ จากโรคไตวาย
- การมีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจ (Pericardial effusion)
          อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย, เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ, การถูกกระแทกบริเวณหน้าอก, การติดเชื้อเอดส์, โรคมะเร็งปอด มะเร็งเต้านม, ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานต่ำกว่าปกติ เป็นต้น
          ในรายที่เป็นมากโดยเฉพาะถ้าเป็นแบบเฉียบพลัน น้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจจะกดบริเวณผนังหัวใจโดยตรงโดย เฉพาะหัวใจ ด้านขวาทำให้การไหลของเลือดเข้าหัวใจไม่สะดวก ผลคืออาจทำให้ เกิดความดันโลหิตต่ำและช็อคจนเสียชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับ การเจาะดูด เอาน้ำออกจากช่องเยื่อหุ้มหัวใจทันท่วงที

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ผ่าใจบายพาส

ผ่าใจบายพาส

View All