• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : saifontongnoi@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 53
  • จำนวนผู้ชม : 8230
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
more
โขงสองฝั่ง
วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม 2551
ลุ่มแม่น้ำโขงในอุรังคทาดนิทาน
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 263 , 06:16:39 น.  
พิมพ์หน้านี้


 ในความรับรู้ของคนไทยส่วนใหญ่ เมื่อพูดถึงสายสัมพันธ์สองฝั่งโขงจะนึกถึงแต่ลาวกับไทย โดยที่ลืมคิดถึงความจริงที่ว่าแม่น้ำโขงนั้นมีต้นกำเนิดจากที่ราบสูงธิเบตในประเทศจีน แล้วไหลผ่านมณฑลยูนนานและประเทศริมฝั่งแม่น้ำอีก 5 ประเทศ คือพม่า ลาว ไทย กำพูชา และเวียดนาม

          ยิ่งหากจะนับชนชาติชนเผ่าที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งที่มีรัฐประเทศเป็นของตนเอง และที่กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐประเทศต่างๆ ทั้ง 6 ประเทศนั้นแล้ว ผมต้องยอมรับอย่างเต็มหน้าเต็มตาว่า “ยังไม่ทราบจำนวนที่แท้จริง” เพราะข้อมูลเรื่องชนชาติชนเผ่าในลุ่มแม่น้ำโขงในยุคสมัยปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่หาได้ง่ายนัก

          เนื่องจากมีบางยุคสมัยที่บ้านเมืองในลุ่มแม่น้ำโขงถูกตัดขาดออกจากกันด้วยเหตุผลทางการเมืองการปกครอง และแต่ละรัฐประเทศก็มีระบอบการเมืองการปกครองที่แตกต่างกัน กระทั่งถึงยุคสมัยปัจจุบันทุกประเทศมีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันในทางเศรษฐกิจ ทำให้กระแสการเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่โอนอ่อนผ่อนหากันมากขึ้น ทำให้การไปมาหาสู่กันของประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงมีมากขึ้น และได้รับการส่งเสริมในฐานะที่เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว ที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศนั้นๆ

          อย่างเวียดนามเมื่อสองปีก่อนเปิดฟรีวีซ่า ก็เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศตน และ สปป.ลาวเวลานี้ (2548) คนไทยสามารถข้ามแม่น้ำโขงไปสู่เขตน้ำแดนดินของลาวโดยไม่ต้องมีวีซ่า

          เมื่อก่อนรัฐบาลทหารพม่าก็ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเชียงตุง และแม้แต่จีนก็ปิดกั้นสิบสองปันนา เขตน้ำแดนดินของชาวไทลื้อไว้อย่างมิดชิด แต่เมื่อถึงเวลานี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ในพม่าถึงแม้เหตุการณ์ภายในยังไม่สงบ แต่ด้วยพันธสัญญาที่มีต่อกันในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง พม่าก็จำเป็นต้องเปิดด่านท่าขี้เหล็กให้พ่อค้าแม่ค้าและนักท่องเที่ยวเดินทางไปมาหาสู่กัน

          พลอยทำให้ผมมีโอกาสเข้าไปสัมผัสผู้คนและแผ่นดินที่เคยได้ยินแต่ชื่อ!

          เมื่อไปพบเห็นมาแล้ว ทำให้ตื่นตาตื่นใจ จนไม่สามารถเก็บงำความรู้สึกที่รับรู้มาไว้แต่ผู้เดียว จึงต้องระบายออกมาเป็นตัวหนังสือ เพื่อสื่อสารไปถึงคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ไปพบเห็น

          ผมพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ทั้งเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม วรรณกรรม และ วิถีชีวิตของผู้คน โปรดติดตามให้ตลอดนะครับ!

          ขอพูดถึงลุ่มแม่น้ำโขงในวรรณกรรมโบราณอีกสักเรื่องหนึ่ง... คัดจากวารสาร “รักษ์ลุ่มน้ำ” จดหมายข่าวของมูลนิธิน้ำและคุณภาพชีวิต ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2548 เรื่อง “นิทานอุรังคธาตุ : วรรณกรรมโบราณแห่งลุ่มแม่น้ำโขง” ดังต่อไปนี้ครับ!

          หลังกลับมาจากแม่น้ำโขงตอนบน ผมกำลังนึกอยากลงมือเขียนเรื่องราวในลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำสาขา ทำให้เสียดายหนังสือเก่าเก็บเล่มหนึ่งที่ผมได้มาจากเวียงจันทน์เมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่มาถึงวันนี้มันหาไม่พบเสียแล้ว

          จำได้ว่าผมได้ “นิทานอุรังคะทาด” ฉบับภาษาลาวที่วัดธาตุหลวงเมื่อปี พ..2534 ตอนที่นำคณะนักเขียนชาวไทยจากสโมสรนักเขียนภาคอีสานไปเยือนนครหลวงเวียงจันทน์อย่างเป็นทางการ เป็นหนังสือขนาด 8 หน้ายก (ขนาดเท่ากับจดหมายข่าวเล่มนี้) พิมพ์ระบบเล็ตเตอร์เพรสบนกระดาษปรู๊ฟเก่าๆ ตัวอักษรสีดำ เนื้อกระดาษสีออกเหลืองและกรอบ จนต้องหยิบจับอย่างระมัดระวัง 

          เชื่อไหมครับ?

          หนังสือเล่มนั้นพิมพ์ที่กรุงเทพฯ แถวเสาชิงช้า ไม่น่าเชื่อว่าโรงพิมพ์บ้านเราในเวลานั้นจะมีตัวเรียงภาษาลาวไว้รับงานพิมพ์จากเวียงจันทน์ด้วย แต่ก็แสดงให้เห็นว่าอักขรวิธีสองฝั่งโขงมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น

          พูดถึง “ตัวเรียง” นักวารสารศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์รุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก เพราะเวลานี้เราเรียงตัวหนังสือจากคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์ แต่สมัยก่อนเขาเรียงจาก “ตัวเรียง” ที่หล่อด้วยตะกั่วเป็นตัวๆ ไป

วรรณกรรมลุ่มแม่น้ำโขง

          กลับเข้าเรื่องนิทานอุรังคธาตุ เมื่อต้นเดือนนี้ (..48) ผมปรารภเรื่องอยากได้หนังสือเล่มนี้กับคุณกิตติ์ไทย (ชาญชัย) คณะพาณิชย์เกษม ประธานมูลนิธิน้ำและคุณภาพชีวิต ขณะกำลังเดินทางไปในงานสวดพระอภิธรรมศพอาจารย์มาลัย ภู่สกุล ที่วัดหนองแวงพระอารามหลวง เมืองเก่า

          เหมือนปาฏิหาริย์ครับ

          พอไปจุดธูปคารวะศพเสร็จเรียบร้อย หันไปทักทายอาจารย์ ดร.บุรินทร์ ภู่สกุล สามีของผู้วายชนม์ ผมเหลือบไปเห็นหนังสือ “นิทานอุรังคธาตุ” เล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะในศาลาสวด ใกล้ๆ โต๊ะเตี้ยตัวนั้นเห็นอาจารย์ ดร.อุดร จันทวัน นั่งขัดสมาธิยิ้มกริ่มอยู่

          ผมหยิบขึ้นมาดูจึงรู้ว่าเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์เป็นครั้งที่ 2 แล้ว เป็นผลงานการปริวรรตจากอักษรลาวของ ดร.อุดร จันทวัน ขณะที่เป็นนิสิตพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงฆ์ดังกล่าว วิทยาเขตขอนแก่น ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว โดยวิทยาลัยสงฆ์เลย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีล้านช้าง

          คุณค่าของหนังสือเล่มนี้ อยู่ที่ความเป็นวรรณกรรมเก่าแก่ชิ้นหนึ่งในอู่อารยธรรมลุ่มน้ำโขง และมีวิธีนำเสนออย่างแยบยลในการกล่าวถึงภูมิศาสตร์เขตน้ำแดนดิน ประวัติศาสตร์ประชาชาติแห่งลุ่มแม่น้ำโขง การหยั่งรากฝังลึกของพระพุทธศาสนาในลุ่มน้ำนี้ และการสถาปนาบ้านเมืองสองฝั่งแม่น้ำโขง เป็นต้น

 

เหตุจากหนองแส “อาณาจักรน่านเจ้า”

          นิทานอุรังคธาตุ  อุรังคธาตุนิทาน หรืออุรังคธาตุเทศนา เป็นนามหนังสือเรื่องเดียวกัน มีเนื้อหารวม 12 บั้น (บท) เริ่มจากบทแรกที่ว่าด้วย “พระปรเมศวรตั้งพระพานเป็นใหญ่” ที่กล่าวถึงเหตุวิวาทบาดหมางในหมู่พญานาคที่อาศัยอยู่หนองแส

          หนองแสที่ว่านี้คือ “ทะเลสาบเอ๋อไห่” ในมณฑลยูนนาน เหนือเมืองเชียงรุ้ง แคว้นสิบสองปันนาขึ้นไป ซึ่งเป็นเขตน้ำแดนดินในของลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน

          ในอดีตเขตแดนดังกล่าวคืออาณาจักรน่านเจ้าของชนชาติไทหรือไต ก่อนที่จะขยับขยายไปยังเขตแดนต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ในแดนดินที่เป็นรัฐพม่า ลาว ไทย เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น

          เรื่องราวในนิทานกล่าวว่า เวลานั้นยังมีนาคสองตัวเป็นเสี่ยวฮักแพงกัน ตัวหนึ่งอยู่หัวหนองชื่อ “พินทะโยนาควัตตี” อีกตัวอยู่ท้ายหนองชื่อ “ทะนะมุนละนาค” และ มีหลานชื่อ “ชีวายะนาค” ทั้งสองมีสัญญากันว่าใครได้อาหารสิ่งใดในเขตแดนของตน ต้องแบ่งปันกันและกัน โดยให้หลานที่ชื่อชีวายะนาคเป็นพยาน

          ครั้งหนึ่งนาคตัวที่อยู่ท้ายหนองได้ช้างสารที่ตกลงมาตายในน้ำ จึงแบ่งปันช้างนั้นซีกหนึ่ง ต่อมาอีกสองสามวันมีเม่นตกน้ำตายทางหัวหนอง คู่สัญญาก็ปฏิบัติอย่างเดียวกัน คือแบ่งเนื้อเม่นซีกหนึ่งให้เพื่อน

          ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากนาคไม่รู้ว่าช้างกับเม่นมันต่างขนาดกัน จึงเกิดข้อกังขา โดยดูจากขนแล้วเม่นน่าจะตัวใหญ่กว่าช้างมากนัก แต่ส่วนแบ่งที่ได้ทำไมน้อยนิด กินไม่พออิ่มท้อง ทั้งคู่ถกเถียงและใช้กำลังต่อสู้กันจนน้ำหนองแสขุ่นเป็นตม สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยในน้ำล้มตายหลวงหลาย พวกเทวดาผู้รักษาหนองแสห้ามปานใดก็ไม่ฟัง

          เทวดาจึงขึ้นไปไหว้พญาอินทร์ เมื่อพญาอินทร์รู้เหตุจึงให้ท้าวจตุโลกบาลลงมาไล่นาคทั้งสามนั้นหนีไปจากหนองแส นาคทั้งสามจึงพากันเลื้อยหนีจนเกิดเป็นแม่น้ำลำคลองสายต่างๆ เช่นอุรังคนที หรือแม่น้ำอู (อุระ) เกิดจากการขุดด้วยอกของตน

          พินทะโยนาควัตตีหนีไปทางเมืองเชียงใหม่ เกิดเป็นแม่น้ำพินหรือพิงค์ (ปิง) ตั้งชื่อบ้านเมืองว่าโยนาควัตตีนคร หรือโยนก ตามชื่อโยนาควัตตี

          ทะนะมุนละนาคและชีวายนาคขุดลงไปถึงเมืองสีโคดตะบอง เส้นทางจากอุรังคนทีจนถึงเมืองสีโคดตะบองเกิดเป็นทะนะนทีเทวา หรือแม่น้ำโขง และมีเรื่องราวการเกิดแม่น้ำมูน (ทะนะมุนละนาค) แม่น้ำซี (ชีวายะนาค) และแม่น้ำลำคลอง ตลอดจนภูเขาเลากาอื่นๆ โดยที่มีเหตุมาจากการอพยพเคลื่อนย้ายจากหนองแสคราวนั้น

 

พุทธทำนาย “ตำนานพระธาตุพนม”

          เรื่องราวในนิทานอุรังคธาตุบทต่อๆ ไปเป็นเรื่องราวพุทธทำนาย และการลงหลักปักฐานของพระพุทธศาสนาในเขตน้ำแดนดินแถบลุ่มแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาอันเกิดแต่การขุดก่นของเหล่านาคจากหนองแส

          เริ่มจากบั้นที่ 2 อุรังคะทาดนิทาน ครั้งเมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ทรงทำนายเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และบั้นต่อๆ ไปกล่าวถึงการประทับรอยพระพุทธบาท การนำพระอุรังคธาตุ (พระธาตุทรวงอก) มาประดิษฐานที่ภูกำพร้า ซึ่งก็คือพระธาตุพนมในเวลานี้

 

ราชาภิเษกบุรีจันอ่วยล่วย

          นอกจากนั้นมีการกล่าวถึงการนำพระธาตุไปประดิษฐานตามสถานที่ต่างๆ เช่น พระธาตุหลวง เป็นต้น กล่าวถึงบ้านเมืองต่างๆ ที่มีบทบาทในการก่อสร้างและปฏิสังขรพระอุรังคธาตุ (พระธาตุพนม) เช่นเมืองสุวรรณภูมิ และกล่าวถึงการราชาภิเษกบุรีจันอ่วยล่วย ซึ่งเป็นหน่อพุทธังกูรที่มาเกิดในตระกูลสามัญชนขึ้นครองเวียงจันทน์ ทรงพระนามว่า “พระยาจันทบุรีประสิทธิสักกะเทวะ”

          “...คนทั้งหลายจึงกล่าวกับพราหมณ์ว่า หน่อพุทธางกูรย่อมเกิดในขัตติยะตระกูล และพราหมณะตระกูล เหตุใดเจ้าบุรีจันจึงเกิดเป็นพ่อไฮ่พ่อนา

          เมื่อพราหมณ์ทั้ง 5 ได้ยินดังนั้น จึงชักเอาปัญหาโคลงมากล่าวว่า มีสระพังน้ำอันหนึ่งแห้งบกเสีย เมื่อฝนตกมาจึงมีน้ำ เมื่อมีน้ำแล้วดอกบัวจึงได้มาเกิดในสระนั้น ทั้งนี้ด้วยเหตุอันใด?

          คนทั้งหลายจึงตอบว่า ที่ดอกบัวเกิดเพราะมีน้ำ พรามหณ์จึงถามว่าน้ำนั้นอาศัยสิ่งใด? คนทั้งหลายจึงตอบว่าน้ำต้องอาศัยตม และตมก็อาศัยน้ำเข้าสังโยคซึ่งกันและกัน ดอกบัวจึงได้เกิดขึ้น

          พราหมณ์ทั้งหลายจึงกล่าวว่าตมและน้ำมีกลิ่นหอมหรือบ่? คนทั้งหลายจึงตอบว่า ตมและน้ำบ่มีกลิ่นหอมเลย มีแต่ดอกบัวเท่านั้นที่มีกลิ่นหอม พราหมณ์ทั้ง 5 จึงกล่าวว่า ตมและน้ำเป็นดั่งพ่อและแม่ของบุรีจันอันเกิดในตระกูลพ่อไฮ่พ่อนา ชาติที่บุคคลผู้ประเสริฐมาเกิดในที่ใด ก็เฮ็ดให้ที่นั้นประเสริฐไปด้วย...”

          นี่เป็นปรัชญาที่มีอยู่ในวรรณกรรมโบราณเรื่องนี้ และยังมีวรรณกรรมเก่าแก่อีกมากมายหลายเรื่องในอู่อารยธรรมลุ่มน้ำโขง สมควรมีการสัมมนาเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง จะได้ประเมินคุณค่ากันให้ถูกต้องเสียที

            นั่นเป็นถ้อยคำอันย่นย่อที่ผมต้องเขียนให้จบลงในเนื้อที่ไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ ขนาด B5 ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำมาขยายความกันอีกต่อไป

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7
เอื้อยนาง วันที่ : 23/05/2008 เวลา : 06.00 น.
http://www.oknation.net/blog/ouynang

กำลังติดตามอยู่
ความคิดเห็นที่ 6
รัตน์ใบขวาน วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 13.30 น.
http://www.oknation.net/blog/khonthook
กลุ่มวรรณกรรมใบขวาน - www.esanstate.com 

ซับเเดงจงเจริญ
ความคิดเห็นที่ 5
พันพูมิ วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 07.41 น.
http://www.oknation.net/blog/vong

ครับ ติดตามอยู่ครับ
ไม่เพียงน่าสนใจ แต่ควรสัมผัสและดื่มด่ำในเรื่องราวอันลึกซึ้ง ลึกลับ จับต้องได้ด้วยใจ
ความคิดเห็นที่ 4
หนุมานชาญสมร วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 07.39 น.
http://www.oknation.net/blog/wintawan
บนเส้นทางการเดินทาง  มีเรื่องให้ค้นหา  มีความงามให้จดจำ    มีมิตรภาพที่ล่องลอยอยู่รายทาง

ขอบคุณข้อมูลดีๆๆครับ
ความคิดเห็นที่ 3
ทนายแต๊ก วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 07.34 น.
http://www.oknation.net/blog/thanyasak
thanyasak

ถ้าผู้เขียนชื่อ "สมคิด สิงสง" ผมต้องอ่านเสมอ "ชอบ" งานเขียนของนักเขียนชื่อนี้ ส่นของฟรี อย่างนี้ จะเว้นได้ไง?
ความคิดเห็นที่ 2
rakmananya วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 06.59 น.
http://www.oknation.net/blog/rakmananya

มาอ่านรับความรู้ครับ
ความคิดเห็นที่ 1
Supawan วันที่ : 22/05/2008 เวลา : 06.35 น.
http://www.oknation.net/blog/supawan

น่าสนใจค่ะ ...

ขอบคุณที่นำมาแบ่งปัน
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31