• สมคิด_สิงสง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : saifontongnoi@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-05-20
  • จำนวนเรื่อง : 52
  • จำนวนผู้ชม : 8115
  • จำนวนผู้โหวต : 16
  • ส่ง msg :
โขงสองฝั่ง
วันเสาร์ ที่ 19 กรกฎาคม 2551
ประสบการณ์ของไทยเรื่องการจัดการลุ่มน้ำ
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 95 , 09:09:59 น.  
พิมพ์หน้านี้


48. ประสบการณ์ของไทยเรื่องการจัดการลุ่มน้ำ

ในเวทีการประชุม Stakeholder Consultation Working with the MRC to plan for Sustainable Basin Development ที่โรงแรม Lao Plaza นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 12-13 มีนาคม 2551 พวกผมได้นำเอาประสบการณ์การบริหารจัดการลุ่มน้ำสาขานำร่องห้วยสามหมอไปนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน

ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำแบบพหุภาคี คือให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) จากทุกภาคส่วน ประเทศไทยเราเดินหน้าไปไกลกว่าเพื่อนในบรรดาประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างทั้ง 4 คือเรา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา

โดยเฉพาะลาวกับเวียดนามยังไม่เห็นมีบทบาทของภาคเอกชนในองค์กรลุ่มน้ำ ยังเป็นบทบาทของภาครัฐเป็นสำคัญ อาจจะเนื่องจากเขาเชื่อว่าอำนาจรัฐของเขาเป็นอำนาจรัฐของประชาชนแล้วก็เป็นได้ ส่วนกัมพูชาเริ่มเห็นการปรากฏตัวขององค์กรนอกภาครัฐ (NGO’s) เข้ามามีบทบาทในการจัดการลุ่มน้ำบ้างแล้ว อย่างเช่นโครงการ Sala Phoum Project ซึ่งดำเนินงานโดย Culture and Environment Preservation Association (CEPA)

เราถูกจับตามองในฐานะที่เป็น “เสือปืนไว” นำเอาหลักการที่เรียกว่าการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสาน (Integrated Water Resources Management: IWRM ) มาประยุกต์ใช้ ดังปรากฏตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาจนถึงฉบับ พ.ศ.2550

ถึงกระนั้นเราก็ยังมีความรู้สึกว่า.. ยังไปไม่ถึงไหน!

         ผมเข้ามาแตะเรื่องการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำพร้อมๆ กับการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.2545 คือปีที่มีการจัดตั้งกรมทรัพยากรน้ำขึ้นในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นับจากปีนั้นมาจนถึงปีนี้ เป็นระยะเวลา 5-6 ปี นี่ถ้าเป็นการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา อย่างน้อยอาจได้ปริญญาตรีด้านการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำไปแล้ว

บทบาทของผมในองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นระบบลุ่มน้ำ คือเป็นอนุกรรมการลุ่มน้ำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2545 (ปัจจุบันคือแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550) เป็นตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของจังหวัดในเวลานั้น และเป็นอนุกรรมการลุ่มน้ำที่ยึดมั่นในระบบบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำ ไม่ใช่ระบบตำบล อำเภอ จังหวัด เนื่องจากนั่นเป็นเขตการปกครองที่แบ่งตามอำเภอใจ ไม่ได้แบ่งตามเหตุผลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้บางลุ่มน้ำตั้งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวมากกว่า 1 จังหวัด มากกว่า 1 อำเภอ ตำบล ฯลฯ

กล่าวโดยย่นย่อก็คือเขตการปกครองของไทยเราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นไปตามระบบภูมินิเวศวิทยา เป็นการแบ่งเขตเพื่อแก้ปัญหาการปกครองหัวเมืองในสมัย 100 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากแล้ว

เอาละ... สิ่งที่ผมอยากพูดวันนี้ไม่ใช่เรื่องนี้ เดี๋ยววันหน้าค่อยว่ากันใหม่!

         หากแต่เป็นเรื่องที่ Dr.Robert Mather จาก WWF, Living Mekong Initiative นำเสนอผลการศึกษาแนวโน้มเรื่องเกษตรกรรมในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ผมฟังแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขาที่เรามองข้ามกันมายาวนาน

ในเมืองไทยเราเป็นกังวลกันแต่เรื่องเขื่อน เกรงว่าเขื่อนจะไปทำลายป่าต้นน้ำ แต่เราไม่มีใครพูดถึงเรื่องป่าต้นน้ำที่ถูกทำลายไปเพื่อขยายพื้นที่เกษตรกรรม ถึงแม้ว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (2550-2554) ได้ยอมรับแล้วว่า ผลการพัฒนาที่ผ่านมาประสบความล้มเหลวหลายประการ

อาทิเช่น ขาดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สังคมมีความเสี่ยงสูง ภูมิคุ้มกันลดลง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีข้อจำกัดมากขึ้น และใช้ทุนที่มีอยู่ในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ เป็นต้น

Dr.Robert Mather สรุปสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับผลิตผลการเกษตรและแนวโน้มที่จะขับเคลื่อนต่อไปในอนาคตว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตขนาดใหญ่ของน้ำตาลทราย ยางพารา และข้าว ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตเพื่อการส่งออก ยกเว้นผลผลิตข้าวจำนวน 2 ใน 3 ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด มีไว้เพื่อการบริโภคในท้องถิ่น

ส่วนเวียดนาม ผลผลิตการเกษตรที่เป็นหลักคือข้าว ทั้งเพื่อบริโภคและการส่งออก สำหรับกัมพูชา ผลผลิตน้ำตาลทรายมีไว้เพียงเพื่อบริโภคในครัวเรือน เช่นเดียวกับผลผลิตข้าวก็มีเพียงเพื่อการยังชีพ ส่วนยางพาราเป็นพืชเกษตรตัวใหม่ที่กำลังมีอนาคต

สำหรับลาว เริ่มมีอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายเกิดขึ้น แต่ยังมีขนาดเล็กอยู่ ยางพาราเป็นพืชเกษตรตัวใหม่ที่มีอนาคตเช่นกัน ส่วนผลผลิตข้าวส่วนใหญ่มีไว้เพื่อการยังชีพ

เดี๋ยวเราจะตามไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย!

เราได้ข่าวว่า บริเวณแม่น้ำโขงตอนบนที่ชาวจีนยูนนานเขาเรียกขานว่า Lancang Jiang นั้น มีการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำหลายเขื่อนแล้ว และมีศักยภาพพอที่จะสร้างได้อีกถึง 12 เขื่อน ถัดลงมา ลาวก็ลงมือแล้วหลายเขื่อนในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง และในกัมพูชาก็มีอย่างน้อย 3 โครงการที่กำลังเล็งแลอยู่

จึงมีคำถามเกิดขึ้นในเวทีการประชุม Stakeholder Consultation Working with the MRC to plan for Sustainable Basin Development ที่โรงแรม Lao Plaza นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 12-13 มีนาคม 2551

ระหว่างการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ กับการรักษาสภาพภูมินิเวศวิทยาลุ่มน้ำ เราจะเลือกอะไร?

หลายคนบอกว่าพลังงานก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการครองชีพยุคนี้ แต่การรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติก็มีความจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โดยเฉพาะในยุคที่ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไป และโลกกำลังร้อนขึ้น เมื่อน้ำแข็งที่บริเวณขั้วโลกละลายลงมา นักวิทยาศาสตร์บอกว่ากรุงเทพมหานครจะจมอยู่ใต้น้ำ แผ่นดินราบสูงนับแต่เทือกเขาใหญ่ ดงพญาเย็น เทือกเขาเพชรบูรณ์ ไปจนจรดเทือกเขาภูพาน ที่เคยมีความเป็นอยู่ร่มเย็นตามอัตภาพ นับแต่นี้จะรุ่มร้อนเป็นไฟ เนื่องจากต้องรองรับผู้อพยพหนีตายจากพื้นที่น้ำท่วม

เรื่องราวเหล่านี้ผมได้ยินมามาหลายปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะรับรู้เมื่อได้ฟัง ดร.จิรพล สินธุนาวา สาธยายให้ฟังเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2551 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในโอกาสงานวันน้ำโลก ผมรับรู้มาเนิ่นนานแล้วว่าแผ่นดินที่ปลอดภัยที่สุดก็คือใต้ร่มโพธิ์ไทร ที่ซึ่งกระท่อมลายสือตั้งอยู่ในเวลานี้ ถึงแม้นว่าขั้วโลกเหนือและใต้ น้ำแข็งจะละลายลงสิ้น แผ่นดิน “ซับแดง” ของพวกผมจะยังปลอดภัย เพราะเราอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 220 เมตร

ตรงกันข้าม ปัญหาของพวกเราคือขาดน้ำซะมากกว่า!

กลับมาเรื่องเขื่อนกับป่า เราจะเลือกอะไร?

หลายคนบอกว่า Find the best from the both!

ทำให้ผมนึกถึงรายงานของ Dr.Robert Mather เกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มเกษตรกรรมในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง

รายงานของ Dr.Robert Mather เอ่ยถึงสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย (ในพื้นที่ย่อยที่ 5 ของ MRC คือพื้นที่ลุ่มน้ำซี มูล และโขงอีสาน) ว่าเป็นแหล่งผลิตขนาดใหญ่เพื่อการส่งออกของผลผลิตน้ำตาลทราย ยางพารา และข้าว (แต่ 2/3 ของผลผลิตข้าวมีไว้บริโภคในท้องถิ่น)

ในเรื่องความเป็นไปได้ของการขยายตัวของยางพารา ข้าว และน้ำตาลทราย ในพื้นที่ดังกล่าว Dr.Robert Mather บอกว่ามีการขยายตัวที่สำคัญและมากที่สุดในยางพารา (ถึงแม้ว่าจะยังเป็นส่วนแบ่งขนาดเล็กของพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศ) ข้าวมีการขยายตัวที่จำกัด การขยายตัวของอ้อยน้ำตาลทราย ปัจจุบันมีปัญหาพื้นที่เพาะปลูก

ความเป็นไปได้ของการขยายตัวของพืชชนิดอื่น มันสำปะหลังและต้นยูคาลิปตัสเป็นที่แพร่หลายไปแล้ว ส่วนสบู่ดำยังอยู่ในช่วงหาประสบการณ์

ด้านภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม Dr.Robert Mather บอกว่าการห้ามทำไม้มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2532 (แต่การเสื่อมโทรมของสภาพป่าไม้ยังดำเนินต่อไป) พื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่ (farm-land) ขยายไม่ได้อีกแล้ว จึงมีการเคลื่อนย้ายพื้นที่ของชาวไร่ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองบุกรุกคุกคามพื้นที่ป่าสงวน

การสับเปลี่ยนสู่การทำไร่อ้อยทำให้มีการคุกคามทรัพยากรน้ำเพิ่มมากขึ้น การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกยางพาราไม่น่าเกิดขึ้นหากไม่มีการกระตุ้นให้เข้าครอบครองพื้นที่หวงห้ามเพื่อความมั่นคงเพื่อการลงทุนระยะยาว

ข้อจำกัดในการขยายพื้นที่ทำนาข้าวมีผลต่อการล่วงล้ำพื้นที่หวงห้ามของชาวนายากจน การหมุนเวียนปลูกข้าวคุณภาพดีหลากหลายชนิดสามารถลดแรงกดดันของการเปลี่ยนแปลง แต่ทำให้มีปัญหาเรื่องคุณภาพดินและน้ำมีมากขึ้น และมีแผนการผันน้ำขนาดใหญ่จากแม่น้ำโขงสู่ภาคอีสานของไทยเพื่อการชลประทาน เป็นต้น

กล่าวโดยสรุปก็คือ ในท่ามกลางการขยายตัวของเกษตรกรรมไทย โดยเฉพาะสำหรับอ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ยางพารา และแม้แต่ข้าว เราได้ทำลายสภาพแวดล้อมของป่าต้นน้ำลงไปเป็นอันมาก ทั้งๆ ที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ตักเตือนเอาไว้ แต่ไม่มีมาตรการที่จะกำราบปราบปราม ทำให้การคลี่คลายขยายตัวของเกษตรกรรมไทยดำเนินไปโดยเสรี และตามอำเภอใจ โดยมีเงื่อนไขด้านการตลาดเป็นแรงจูงใจสำคัญ

คือทุกอย่างต้องเป็นไปตามความต้องการของนักวางแผนเศรษฐกิจ ซึ่งมีแต่พวกนายทุนทั้งนั้นที่มีบทบาทในเรื่องนี้ ผมและพวกที่ทำงานอยู่กับรากไม้ใบหญ้าไม่มีโอกาสดอกครับ!

นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมไม่เห็นมีใครพูดถึงประเด็นเหล่านี้ให้ชัดเจน เว้นแต่ประเด็นเรื่องเขื่อน ทั้งๆ ที่เรื่องการขยายพื้นที่เกษตรกรรมแบบไม่บันยะบันยังเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งกว่าเขื่อนบางเขื่อนด้วยซ้ำไป ผมก็ไม่เข้าใจว่าเราตกหล่นประเด็นเหล่านี้ลงไปได้อย่างไร?

หรือว่าเรามัวแต่ระแวดระวังด้านรัฐ แต่ลืมมองดูตัวเองว่าได้ทำความระยำตำบอนอะไรบ้าง?

ผมไม่มีห่วงว่าจะต้องให้ใครชอบหรือไม่ชอบ เพราะผมไม่จำเป็นต้องเอาใจใครเพื่อผลการเลือกตั้งอีกแล้ว ดังนั้นต่อไปนี้ผมขอเป็นตัวของตัวเอง ขอมองทุกปมปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ท่านผู้ใดเห็นว่าสิ่งที่ผมพูดจาออกไปเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยเหตุผล ผมยินดีรับฟังครับ!


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 21/07/2008 เวลา : 05.53 น.
http://www.oknation.net/blog/yiumthongnoy

น้ำเจาขึ้นหลายแล้ว หลังบ้านจึงแดงข้นด้วยสายน้ำแดงข้น อีกวันก็ลดลง ผมถือโอกาสจับเบ็ดซิ้นไปนั่งฟังปลาคุยกัน ปลาหลาด ปลาขี้เหี่ย ต้มลาบแล้วแซ่บหลายอ้ายเอย.
ความคิดเห็นที่ 1
หาดใหญ่2521 วันที่ : 19/07/2008 เวลา : 10.02 น.
http://www.oknation.net/blog/wanderer

ระบอบการปกครองแบบปัจจุบันทำให้ยากที่จะสร้างระบบการจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรมจริงๆได้

ปัญหาที่ดิน ป่า น้ำ พลังงานเป็นปัญหาทั้งเชิงโครงสร้างและปัญหาท้องถิ่น

เราเคยอ่านหนังสือของอ.เจิมศักดิ์ เรื่องการบุกเบิกที่ทำกินในเขตป่า แต่รู้สึกว่าอคติบางอย่างจากรัฐ ทำให้ผลการศีกษาเรื่องนี้ ไม่ค่อยมีใครนำไปใช้ประโยชน์เท่าที่ควร

เรื่องพลังงาน อย่างไรเสียเราไม่เห็นด้วยที่จะสร้างเขื่อน ไม่ใช่เพราะเรื่องการสูญเสียพื้นที่ป่า แต่การสร้างเขื่อนทำลายชีวิตของแม่น้ำไปมากกว่า

เราควรจัดสรรพื้นที่ เพื่ออนุรักษ์ พืชอาหาร ข้าวผัก ผลไม้พืชอุตสาหกรรมเช่น ยาง และต้องเพิ่มพืชพลังงาน ปาล์ม มันสำปะหลัง
ถ้าเราจัดระบบเหล่านี้ลงตัว สังคมน่าจะมีเสถียรภาพมากกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อไทย เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คือ แนวโน้มประชากรเริ่มคงที่และลดลง หากรัฐมีการจัดการที่เปิดกว้าง ปัญหาเหล่านี้คงแก้ไขได้ดีกว่านี้อีกมาก และคงไม่ต้องข้ามไปวุ่นวายกับสายน้ำนานาชาติ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31