พิมพ์หน้านี้
|
48. ประสบการณ์ของไทยเรื่องการจัดการลุ่มน้ำ ในเวทีการประชุม Stakeholder Consultation Working with the MRC to plan for Sustainable Basin Development ที่โรงแรม Lao Plaza นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 12-13 มีนาคม 2551 พวกผมได้นำเอาประสบการณ์การบริหารจัดการลุ่มน้ำสาขานำร่องห้วยสามหมอไปนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ แล้วการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำแบบพหุภาคี คือให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) จากทุกภาคส่วน ประเทศไทยเราเดินหน้าไปไกลกว่าเพื่อนในบรรดาประเทศในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างทั้ง 4 คือเรา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา โดยเฉพาะลาวกับเวียดนามยังไม่เห็นมีบทบาทของภาคเอกชนในองค์กรลุ่มน้ำ ยังเป็นบทบาทของภาครัฐเป็นสำคัญ อาจจะเนื่องจากเขาเชื่อว่าอำนาจรัฐของเขาเป็นอำนาจรัฐของประชาชนแล้วก็เป็นได้ ส่วนกัมพูชาเริ่มเห็นการปรากฏตัวขององค์กรนอกภาครัฐ (NGOs) เข้ามามีบทบาทในการจัดการลุ่มน้ำบ้างแล้ว อย่างเช่นโครงการ Sala Phoum Project ซึ่งดำเนินงานโดย Culture and Environment Preservation Association (CEPA) เราถูกจับตามองในฐานะที่เป็น เสือปืนไว นำเอาหลักการที่เรียกว่าการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบผสมผสาน (Integrated Water Resources Management: IWRM ) มาประยุกต์ใช้ ดังปรากฏตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาจนถึงฉบับ พ.ศ.2550 ถึงกระนั้นเราก็ยังมีความรู้สึกว่า.. ยังไปไม่ถึงไหน! ผมเข้ามาแตะเรื่องการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำพร้อมๆ กับการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.2545 คือปีที่มีการจัดตั้งกรมทรัพยากรน้ำขึ้นในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นับจากปีนั้นมาจนถึงปีนี้ เป็นระยะเวลา 5-6 ปี นี่ถ้าเป็นการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษา อย่างน้อยอาจได้ปริญญาตรีด้านการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำไปแล้ว บทบาทของผมในองค์กรบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเป็นระบบลุ่มน้ำ คือเป็นอนุกรรมการลุ่มน้ำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2545 (ปัจจุบันคือแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2550) เป็นตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของจังหวัดในเวลานั้น และเป็นอนุกรรมการลุ่มน้ำที่ยึดมั่นในระบบบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำ ไม่ใช่ระบบตำบล อำเภอ จังหวัด เนื่องจากนั่นเป็นเขตการปกครองที่แบ่งตามอำเภอใจ ไม่ได้แบ่งตามเหตุผลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้บางลุ่มน้ำตั้งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวมากกว่า 1 จังหวัด มากกว่า 1 อำเภอ ตำบล ฯลฯ กล่าวโดยย่นย่อก็คือเขตการปกครองของไทยเราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นไปตามระบบภูมินิเวศวิทยา เป็นการแบ่งเขตเพื่อแก้ปัญหาการปกครองหัวเมืองในสมัย 100 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมากแล้ว เอาละ... สิ่งที่ผมอยากพูดวันนี้ไม่ใช่เรื่องนี้ เดี๋ยววันหน้าค่อยว่ากันใหม่! หากแต่เป็นเรื่องที่ Dr.Robert Mather จาก WWF, Living Mekong Initiative นำเสนอผลการศึกษาแนวโน้มเรื่องเกษตรกรรมในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ผมฟังแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขาที่เรามองข้ามกันมายาวนาน ในเมืองไทยเราเป็นกังวลกันแต่เรื่องเขื่อน เกรงว่าเขื่อนจะไปทำลายป่าต้นน้ำ แต่เราไม่มีใครพูดถึงเรื่องป่าต้นน้ำที่ถูกทำลายไปเพื่อขยายพื้นที่เกษตรกรรม ถึงแม้ว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (2550-2554) ได้ยอมรับแล้วว่า ผลการพัฒนาที่ผ่านมาประสบความล้มเหลวหลายประการ อาทิเช่น ขาดความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม สังคมมีความเสี่ยงสูง ภูมิคุ้มกันลดลง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีข้อจำกัดมากขึ้น และใช้ทุนที่มีอยู่ในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ เป็นต้น Dr.Robert Mather สรุปสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับผลิตผลการเกษตรและแนวโน้มที่จะขับเคลื่อนต่อไปในอนาคตว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตขนาดใหญ่ของน้ำตาลทราย ยางพารา และข้าว ส่วนใหญ่เป็นผลผลิตเพื่อการส่งออก ยกเว้นผลผลิตข้าวจำนวน 2 ใน 3 ของปริมาณผลผลิตทั้งหมด มีไว้เพื่อการบริโภคในท้องถิ่น ส่วนเวียดนาม ผลผลิตการเกษตรที่เป็นหลักคือข้าว ทั้งเพื่อบริโภคและการส่งออก สำหรับกัมพูชา ผลผลิตน้ำตาลทรายมีไว้เพียงเพื่อบริโภคในครัวเรือน เช่นเดียวกับผลผลิตข้าวก็มีเพียงเพื่อการยังชีพ ส่วนยางพาราเป็นพืชเกษตรตัวใหม่ที่กำลังมีอนาคต สำหรับลาว เริ่มมีอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายเกิดขึ้น แต่ยังมีขนาดเล็กอยู่ ยางพาราเป็นพืชเกษตรตัวใหม่ที่มีอนาคตเช่นกัน ส่วนผลผลิตข้าวส่วนใหญ่มีไว้เพื่อการยังชีพ เดี๋ยวเราจะตามไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย! เราได้ข่าวว่า บริเวณแม่น้ำโขงตอนบนที่ชาวจีนยูนนานเขาเรียกขานว่า Lancang Jiang นั้น มีการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำหลายเขื่อนแล้ว และมีศักยภาพพอที่จะสร้างได้อีกถึง 12 เขื่อน ถัดลงมา ลาวก็ลงมือแล้วหลายเขื่อนในแม่น้ำสาขาของแม่น้ำโขง และในกัมพูชาก็มีอย่างน้อย 3 โครงการที่กำลังเล็งแลอยู่ จึงมีคำถามเกิดขึ้นในเวทีการประชุม Stakeholder Consultation Working with the MRC to plan for Sustainable Basin Development ที่โรงแรม Lao Plaza นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ระหว่างวันที่ 12-13 มีนาคม 2551 ระหว่างการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ กับการรักษาสภาพภูมินิเวศวิทยาลุ่มน้ำ เราจะเลือกอะไร? หลายคนบอกว่าพลังงานก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการครองชีพยุคนี้ แต่การรักษาสภาพแวดล้อมธรรมชาติก็มีความจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน โดยเฉพาะในยุคที่ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไป และโลกกำลังร้อนขึ้น เมื่อน้ำแข็งที่บริเวณขั้วโลกละลายลงมา นักวิทยาศาสตร์บอกว่ากรุงเทพมหานครจะจมอยู่ใต้น้ำ แผ่นดินราบสูงนับแต่เทือกเขาใหญ่ ดงพญาเย็น เทือกเขาเพชรบูรณ์ ไปจนจรดเทือกเขาภูพาน ที่เคยมีความเป็นอยู่ร่มเย็นตามอัตภาพ นับแต่นี้จะรุ่มร้อนเป็นไฟ เนื่องจากต้องรองรับผู้อพยพหนีตายจากพื้นที่น้ำท่วม เรื่องราวเหล่านี้ผมได้ยินมามาหลายปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะรับรู้เมื่อได้ฟัง ดร.จิรพล สินธุนาวา สาธยายให้ฟังเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2551 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในโอกาสงานวันน้ำโลก ผมรับรู้มาเนิ่นนานแล้วว่าแผ่นดินที่ปลอดภัยที่สุดก็คือใต้ร่มโพธิ์ไทร ที่ซึ่งกระท่อมลายสือตั้งอยู่ในเวลานี้ ถึงแม้นว่าขั้วโลกเหนือและใต้ น้ำแข็งจะละลายลงสิ้น แผ่นดิน ซับแดง ของพวกผมจะยังปลอดภัย เพราะเราอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลางถึง 220 เมตร ตรงกันข้าม ปัญหาของพวกเราคือขาดน้ำซะมากกว่า! กลับมาเรื่องเขื่อนกับป่า เราจะเลือกอะไร? หลายคนบอกว่า Find the best from the both! ทำให้ผมนึกถึงรายงานของ Dr.Robert Mather เกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มเกษตรกรรมในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง รายงานของ Dr.Robert Mather เอ่ยถึงสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย (ในพื้นที่ย่อยที่ 5 ของ MRC คือพื้นที่ลุ่มน้ำซี มูล และโขงอีสาน) ว่าเป็นแหล่งผลิตขนาดใหญ่เพื่อการส่งออกของผลผลิตน้ำตาลทราย ยางพารา และข้าว (แต่ 2/3 ของผลผลิตข้าวมีไว้บริโภคในท้องถิ่น) ในเรื่องความเป็นไปได้ของการขยายตัวของยางพารา ข้าว และน้ำตาลทราย ในพื้นที่ดังกล่าว Dr.Robert Mather บอกว่ามีการขยายตัวที่สำคัญและมากที่สุดในยางพารา (ถึงแม้ว่าจะยังเป็นส่วนแบ่งขนาดเล็กของพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศ) ข้าวมีการขยายตัวที่จำกัด การขยายตัวของอ้อยน้ำตาลทราย ปัจจุบันมีปัญหาพื้นที่เพาะปลูก ความเป็นไปได้ของการขยายตัวของพืชชนิดอื่น มันสำปะหลังและต้นยูคาลิปตัสเป็นที่แพร่หลายไปแล้ว ส่วนสบู่ดำยังอยู่ในช่วงหาประสบการณ์ ด้านภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม Dr.Robert Mather บอกว่าการห้ามทำไม้มีมาตั้งแต่ พ.ศ.2532 (แต่การเสื่อมโทรมของสภาพป่าไม้ยังดำเนินต่อไป) พื้นที่ปลูกอ้อยส่วนใหญ่ (farm-land) ขยายไม่ได้อีกแล้ว จึงมีการเคลื่อนย้ายพื้นที่ของชาวไร่ที่ไม่มีที่ดินเป็นของตนเองบุกรุกคุกคามพื้นที่ป่าสงวน การสับเปลี่ยนสู่การทำไร่อ้อยทำให้มีการคุกคามทรัพยากรน้ำเพิ่มมากขึ้น การตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกยางพาราไม่น่าเกิดขึ้นหากไม่มีการกระตุ้นให้เข้าครอบครองพื้นที่หวงห้ามเพื่อความมั่นคงเพื่อการลงทุนระยะยาว ข้อจำกัดในการขยายพื้นที่ทำนาข้าวมีผลต่อการล่วงล้ำพื้นที่หวงห้ามของชาวนายากจน การหมุนเวียนปลูกข้าวคุณภาพดีหลากหลายชนิดสามารถลดแรงกดดันของการเปลี่ยนแปลง แต่ทำให้มีปัญหาเรื่องคุณภาพดินและน้ำมีมากขึ้น และมีแผนการผันน้ำขนาดใหญ่จากแม่น้ำโขงสู่ภาคอีสานของไทยเพื่อการชลประทาน เป็นต้น กล่าวโดยสรุปก็คือ ในท่ามกลางการขยายตัวของเกษตรกรรมไทย โดยเฉพาะสำหรับอ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง ยางพารา และแม้แต่ข้าว เราได้ทำลายสภาพแวดล้อมของป่าต้นน้ำลงไปเป็นอันมาก ทั้งๆ ที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ตักเตือนเอาไว้ แต่ไม่มีมาตรการที่จะกำราบปราบปราม ทำให้การคลี่คลายขยายตัวของเกษตรกรรมไทยดำเนินไปโดยเสรี และตามอำเภอใจ โดยมีเงื่อนไขด้านการตลาดเป็นแรงจูงใจสำคัญ คือทุกอย่างต้องเป็นไปตามความต้องการของนักวางแผนเศรษฐกิจ ซึ่งมีแต่พวกนายทุนทั้งนั้นที่มีบทบาทในเรื่องนี้ ผมและพวกที่ทำงานอยู่กับรากไม้ใบหญ้าไม่มีโอกาสดอกครับ! นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมไม่เห็นมีใครพูดถึงประเด็นเหล่านี้ให้ชัดเจน เว้นแต่ประเด็นเรื่องเขื่อน ทั้งๆ ที่เรื่องการขยายพื้นที่เกษตรกรรมแบบไม่บันยะบันยังเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งกว่าเขื่อนบางเขื่อนด้วยซ้ำไป ผมก็ไม่เข้าใจว่าเราตกหล่นประเด็นเหล่านี้ลงไปได้อย่างไร? หรือว่าเรามัวแต่ระแวดระวังด้านรัฐ แต่ลืมมองดูตัวเองว่าได้ทำความระยำตำบอนอะไรบ้าง? ผมไม่มีห่วงว่าจะต้องให้ใครชอบหรือไม่ชอบ เพราะผมไม่จำเป็นต้องเอาใจใครเพื่อผลการเลือกตั้งอีกแล้ว ดังนั้นต่อไปนี้ผมขอเป็นตัวของตัวเอง ขอมองทุกปมปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ท่านผู้ใดเห็นว่าสิ่งที่ผมพูดจาออกไปเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยเหตุผล ผมยินดีรับฟังครับ! |
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||