|
เวียงเก่า.... เดือนพฤษภาคม ........................................................................ 
.................. เสียงของหลวงพ่อวัดพระธาตุจอมกิตติดังก้องสะท้อนศาลา ในวันศีลแรกของเดือนพฤษภาคมพุทธศักราช 2551 ฝนยังคงตกหนัก ต่อเนื่อง เชื่องช้า...เนิ่นนาน ........ความเจริญเป็นที่ปรารถนาของทุกคน ดังคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในมงคลที่ 16 ประพฤติธรรม เป็นกงล้อแห่งความเจริญ การแสวงหาความเจริญรุ่งเรืองให้กับชีวิต ต้องอาศัยหลักธรรม 4 ประการได้แก่ การอยู่ในถิ่นที่เหมาะสม การรู้จักคบหานักปราชญ์บัณฑิตเป็นกัลยาณมิตร การรู้จักตั้งตนไว้ชอบ คือดำรงตนอยู่ในศีลธรรม ความเป็นผู้มีบุญในปางก่อน .........
......................  ......................................................... เชียงแสน...หรือที่หลายคนในท้องถิ่นเรียกว่า เวียงเก่า เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ แหล่งอารยธรรมโบราณ ตามบันทึกที่มีสมัยพุทธกาล เมื่อพุทธศักราช 430 สิงหนวัติกุมาร ออกเดินทางจากแม่น้ำคงคาผ่านแม่น้ำ สาละวิน มาถึงเขตแม่น้ำขรนที หรือแม่น้ำโขง ผืนแผ่นดินที่อยู่ห่างจากริมน้ำโขงประมาณห้าพันวา เป็นอาณาบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ และเคยเป็นแคว้นสุวรรณโคมคำมาก่อน ตำนานสิงหนวัติได้กล่าวไว้ว่าเมืองนี้มีพญานาคดูแลอยู่ ชื่อพันธุนาคราช นาคได้แปลงกายเป็นพราหมณ์ เพื่อสื่อสารและสรรเสริญสิงหนวัติกุมารในการสร้างเมืองที่นี่ เมื่อถึงเวลากลางคืนนาคพราหมณ์ได้กลับคืนสู่ร่างของพญานาคราชพร้อมทั้งยกตัวแทรกลงดิน เพื่อยกขึ้นเป็นคูเมือง เปลี่ยนชื่อเป็น นาคพันธุสิงหนวัตินคร มีความเจริญรุ่งเรืองและ ขยายอาณาเขตปราบล้านนาได้ ในยุคต่อมามีกลุ่มชาวยวน หรือโยน อาศัยอยู่ด้วย ชื่อเรียกขานเมือง ได้กลายเป็น โยนกนาคพันธุ์
................ จวบจนกระทั่งถึงพุทธศักราช 1003 ยุคพระเจ้ามหาไชยชนะ เกิดเหตุการณ์ในเมือง ชาวเมืองจับปลาไหลเผือกยักษ์ได้นำมาแบ่งกันกิน เกิดเหตุเมืองถล่ม ชาวเมืองเสียชีวิตหมด คนเรียกพื้นที่นี้ในชื่อใหม่ว่า เวียงหนองหล่ม ชาวบ้านนอกเวียงเก่าที่ไม่ถูกเภทภัยเมืองถล่มได้พากันคัดเลือก หรือเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ ได้เลือกขุนรำเป็นผู้นำ และตั้งชื่อเมืองว่า เวียงปรึกษา อาจถือได้ว่าเป็น สังคมประชาธิปไตยแห่งแรกของประเทศ ...........
........ ภายหลังจากนั้นมีมหาบุรุษเกิดขึ้น คือ พระยาลวจกราช ตั้งอาณาจักรหิรัญนครเงินยาง ซึ่งมาจากความเป็นมาของพระยาลวจกราชที่ลงมาสู่เมืองจากบันไดเงิน และมีกษัตริย์ปกครองอาณาจักรหิรัญนครเงินยางมาร่วม 26 พระองค์ และองค์สุดท้ายชื่อพญามังราย ย้ายไปสร้างเมืองเชียงราย เชียงใหม่และรวบรวมล้านนาประเทศเข้าด้วยกัน เป็นการเริ่มต้นราชวงศ์มังรายนับแต่นั้นมา .......... 
.......... ต่อมาเมื่อพุทธศักราช 1871 พญาแสนภู พระนัดดาของพญามังราย ได้กลับมาบูรณะเมืองเชียงแสนตรงซากเวียงเก่า ให้รุ่งเรืองขึ้นอีกครั้ง เราคงพบเห็นซากปรักหักพังในเขตเวียงเก่ามากมาย และพบเห็นวัดโบราณหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นวัดเจดีย์หลวง วัดพระเจ้าล้านทอง วัดพระธาตุจอมกิตติ วัดป่าสัก เป็นต้น มีการสำรวจไว้ว่าในเขตเวียงเก่าเนื้อที่ 2.2 ตารางกิโลเมตร มีวัดโบราณ และโบราณสถานตั้งอยู่ถึง 76 กว่าวัด นอกเขตเมืองเก่ามีวัดจำนวน 41 แห่ง พระพุทธรูปสมัยเชียงแสนที่มีความงดงาม อ่อนช้อย อุดมสมบูรณ์ บ่งบอกถึงความเจริญทางจิตใจ ความศรัทธาในพุทธศาสนา และความรุ่งเรืองของเมืองนี้ตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ............ 
........... ในยุคต่อมา ...บริเวณที่ราบริมฝั่งน้ำโขง ซึ่งชาวบ้านโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่สามารถปลูกผักได้เริ่มหายไป ที่ต้องเน้นว่าเป็นคนเฒ่าคนแก่ก็เพราะว่า ที่ดินริมน้ำโขงเกิดจากดินตะกอนถูกน้ำพัดพามาทับถมกัน มีลักษณะนุ่ม และมีธาตุอาหารที่สมบูรณ์ ทำให้คนเฒ่าคนแก่ไม่ต้องออกแรงขุดดินมาก ก็สามารถทำงานทางการเกษตรได้ เป็นประโยชน์ต่อลูกหลานและครอบครัว สอดคล้องกับวิถีชีวิตริมฝั่งน้ำ คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง มีความผูกพันกับแม่น้ำ สายน้ำ เมื่อเป็นเด็กไปตักน้ำในแม่น้ำโขงมาอาบ ใช้ประโยชน์ในบ้านเรือน พอโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น ผู้ชายก็ไปหาปลา ผู้หญิงซักผ้า ในแม่น้ำ เด็ก ๆ ก็วิ่งเล่นอยู่ริมน้ำอย่างสร้างสรรค์ ก่อเจดีย์ทราย เขียนรูปวาดรูปสร้างงานศิลปะบนพื้นทราย ริมน้ำนั่นเอง ............ 
.......... ปัจจุบัน... ภาพที่เห็นมีความแตกต่างจากภาพในจินตนาการ ริมฝั่งน้ำโขงตลิ่งถูกน้ำพัดพา กัดเซาะ จนพังลึกเข้าไปใต้กำแพงคอนกรีตที่สร้างขึ้นเพื่อกันตลิ่งพังทลาย สิ่งที่เห็นคือผิวพื้นคอนกรีตด้านบนยังคงอยู่ แต่ดินที่อยู่ใต้คอนกรีตนั้นเริ่มหายไปทุกวัน ท่าเรือขนาดใหญ่ที่กำลังก่อสร้างอยู่ริมฝั่งน้ำโขง บริเวณทางใต้ของเวียงเก่า และอาคารโกดังเก็บสินค้าที่บดบังแม่น้ำโขง แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการขยายเมือง และเห็นความสำคัญของการค้าเสรีมากกว่าการรักษาอารยธรรมที่มีคุณค่า .............. 
............. เรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ที่ล่องลงมาจากประเทศจีน ภายหลังจากการเปิดเขตการค้าเสรี นำสินค้าจากประเทศจีนตอนใต้มาขายในเมืองไทยโดยคิดภาษี 0% ในขณะที่พ่อค้าชาวไทยนำสินค้าไปขาย ต้องจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้กับด่านนอกกฎหมาย ผู้ควบคุมการค้าในแม่น้ำโขง คิดเป็น 13 % พ่อค้าชาวไทยไม่สามารถต่อสู้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ในที่สุดเรือขนส่งสินค้าของไทยก็หายไปจากแม่น้ำสายนี้ ............ 
............ การค้าขายสินค้าระหว่างไทยจีน อยู่บนความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน และไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไรจะมีความเท่าเทียมกัน สินค้าทางการเกษตร ผักสด ผลไม้ เช่น คะน้า บล็อกโคลี่ แอปเปิ้ล ฯลฯ มากับเงื่อนไขการซื้อขายสินค้า หากไทยอยากจะซื้อสินค้าบางชนิด ต้องซื้อผลผลิตทางการเกษตรของจีนด้วย นอกจากนี้ การทำธุรกรรมทางการเงินไม่สามารถกระทำผ่านธนาคาร เนื่องจากพ่อค้าชาวจีนมักจะให้เงินสดจำนวนหนึ่ง พร้อมกับสินค้าคุณภาพต่ำ ราคาถูกมาอีกจำนวนหนึ่ง และพ่อค้าชาวไทยต้องยอมจำนนกับสภาพที่เกิดขึ้น เนื่องจากสินค้าของไทยถึงมือจีนแล้ว ............ ............ เมื่อสำรวจตามห้างสรรพสินค้า และตามตลาดสดในเมืองเชียงราย จะพบว่าผักหลายชนิด มาจากประเทศจีน โดยเฉพาะในห้างสรรพสินค้าของจังหวัดเชียงราย ผักสดเหล่านี้มีสารเคมีตกค้างในปริมาณที่สูงกว่าผักที่ปลูกในบ้านเรา และเมื่อมีการตรวจพบ ทางการไทยที่เคร่งครัดมักกักไว้ที่ด่านกักสินค้าชายแดน พ่อค้าชาวจีนจะยื่นเงื่อนไขทันทีในการไม่ซื้อสินค้าของไทย เช่น ยางพารา ทำให้ไทยไม่สามารถควบคุมมาตรฐานพืชผักผลไม้ในเชียงรายได้ แอปเปิ้ลจากประเทศจีนที่หลั่งไหลมา เป็นแอปเปิ้ลเกรดที่เกษตรกรจีนใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะม้า เกษตรกรจะกลบแอปเปิ้ลไว้ในหิมะ เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ในฤดูหนาว และส่งมาขายคนไทย .............. 
............... สิ่งที่มาพร้อมกับการเปิดเขตการค้าเสรีอีกประการที่สำคัญ คือ กรรมการและพ่อค้าชาวจีนที่มาพร้อมกับเรือขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ทำงานหนัก แบกขนของหนักขึ้นลงจากเรือ มาอาศัยอยู่เป็นกลุ่ม ๆ ริมฝั่งน้ำโขง แม้ว่าจะมาอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทยซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็ตาม ชาวจีนกลุ่มนี้ก็ยังคงไว้ซึ่งวิถีชีวิตการประพฤติปฏิบัติของตนเองอย่างเหนียวแน่น อาทิเช่น การถุยน้ำลายในที่สาธารณะ หรือที่เรียกกันว่า ขากถุย อย่างไม่เกรงกลัวสายตาของใคร การพูดคุยกันด้วยเสียงอันดัง ตะโกนพูดคุยกัน การทะเลาะเบาะแว้งยกพวกตีกันเอง พร้อมทั้งบอกว่าคนจีนมีเงินจะทำอย่างไร จะทำอะไรก็ได้ อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่น่าที่จะเกิดขึ้นคือพ่อค้าชาวไทยบางคน หรือคนไทยที่เกี่ยวข้องบางคน ก็ไม่ช่วยกันให้ความรู้ให้ความเข้าใจ ช่วยกันแก้ไขในสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับสภาพบ้านเมืองเรา กลับยอมง่าย ๆ กับความไม่เหมาะไม่ควร .................... 
.................... ธรรมชาติพื้นฐานของคนไทยในเวียงเก่า คือการเป็นเกษตรกรในสังคมพุทธเกษตร บ้านเมืองเรามีความสงบ มีความร่มเย็น เป็นระเบียบเรียบร้อยมาอย่างยาวนาน ด้วยความศรัทธาในศาสนา ความเจริญอย่างสูงในจิตใจ ไม่มีการต่อสู้ขัดแย้งอย่างรุนแรงทางความคิด ไม่มีการใช้กำลังอาวุธเข้าประหัตประหารกัน ดังนั้นในการทำธุรกิจการค้าขนาดใหญ่ หรือการเผชิญหน้ากับความแตกต่างทางวัฒนธรรม จึงเป็นสิ่งที่คนไทยไม่สามารถจัดการได้โดยง่าย มักปล่อยให้กาลเวลาแก้ไขสถานการณ์ไปเรื่อย ๆ ตามมีตามเกิด ดังสายน้ำโขงที่รินไหลในฤดูแล้ง ....................... เนื่องจากสภาวะจิตใจพื้นฐานที่ดีงามอ่อนน้อมถ่อมตน ประณีต และประนีประนอมของชาวเวียงเก่า รวมทั้งของคนไทยทั้งปวง เราจึงมีความเชื่อที่เป็นตำนานเล่าสืบต่อกันมาให้แลดูน่าสพรึงกลัว เป็นเกราะป้องกันอันตรายที่จะมีมาถึงเมือง ถึงตัวเรา เราเล่าขานถึงพญานาคราชผู้ดูแลเมือง ซึ่งในทางหลักจิตวิทยานั้นหมายถึงผู้ดูแลรักษาแม่น้ำโขง รักษาเมือง หากใครผู้ใดคิดจะทำอะไรก็ตามที่จะเป็นการทำลายแม่น้ำโขง ทำลายอารยธรรมโบราณ ต้องเกิดความเกรงกลัว และในทางหลักมานุษยวิทยาสังคมวิทยานั้นพญานาคราชก็คือคนในเขตลุ่มน้ำโขงที่มีความหลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายความเชื่อ หลากหลายลัทธิศาสนา เข้มแข็ง อดทน และสามัคคี ที่อยู่ร่วมกัน สร้างเมืองร่วมกัน ในบริบทของความพอดี ทางนิเวศน์วิทยา สังคม หรือที่เรียกในศาสนาพุทธว่า สันโดษ ....................................... แต่วันนี้ด้วยความโลภในจิตใจของผู้คนที่ไม่มีสิ้นสุด เรากำลังทำลายแหล่งอารยธรรมโบราณ แหล่งอาหารของผู้คนและสรรพสัตว์ พญานาคราชผู้เฝ้าเมืองที่เข้มแข็ง....ไปอยู่เสียแห่งไหน .............................. เชียงแสนพรุ่งนี้....จะเป็นอย่างไร
ขอขอบคุณ อาจารย์มิติ ยาประสิทธิ์ และคณะ กลุ่มรักษ์เชียงแสน กลุ่มรุ้งอ้วน ครูนิวัติ ร้อยแก้ว คุณปิยวรรณ แก้วศรี ..................
|