วันศุกร์ ที่ 28 ธันวาคม 2550
เรื่องเล่าของมารูโกะจัง (ตอนที่3)
Posted by
konohamaru
,
ผู้อ่าน : 159
, 15:22:46 น.
พิมพ์หน้านี้
|
เข้าๆ ออกๆ แหล่งข้อมูลอยู่บ่อยครั้ง ในที่สุด ตอนที่ 3 ก็ออกมาแล้ว ตอนนี้ อาจจะติดเรท นิดหน่อยแต่ก็เป็นไปตามความแก่นของวัย บางท่านอ่านบทนี้แล้วอาจจะแอบอมยิ้มนึกถึงตัวเองตอนวัยรุ่นก็ได้ 
โรงเรียนหญิงล้วน ชีวิตในโรงเรียนหญิงล้วนของฉันได้เริ่มต้นขึ้นตามที่หวังไว้ ทันทีที่เริ่มเรียน นักเรียนส่วนใหญ่ต่างถอนหายใจและบ่นว่า เฮ้อ ถ้ามีนักเรียนชายด้วยก็จะดีน้า.... ฉันก็เป็นอีกคนที่คิดเช่นนั้น... บ่นไปตอนนี้ก็ไม่มีทางมีเด็กนักเรียนชายมาแน่นอน และทั้งที่เตรียมใจตั้งแต่ตอนสมัครเรียน แต่พอต้องมาพบความจริงก็ทำเอาหงอยไปเลยเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม การไม่มีผู้ชายนี่ล่ะ ก็ทำให้เรื่องที่พวกเราพูดกัน มีแต่เรื่องผู้ชาย หลังจากเปิดเทอมวันแรกไม่ทันครบอาทิตย์ดี ฉันก็เริ่มสนิทสนมกับเพื่อนใหม่ ขณะที่ครูประจำชั้นเป็นผู้ชายที่ขึ้นชื่อว่าดุและเฮี้ยบที่สุดในโรงเรียน แต่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจเรื่องนี้สักเท่าไร ระหว่างเวลาเรียน พวกเรามักคุยเล่นกัน ไม่ก็แลกยืมนิยายรัก ๆ ใคร่ ๆ กัน พอช่วงพักน้อยก็จับกลุ่มคุยเรื่องลามก พอพักกลางวันกินอาหารโรงเรียน อันได้แก่ราเมนเอย อุด้งเอย หรือข้าวหน้าหมูทอด ซึ่งพวกเรากินไปก็คุยเรื่องลามกไป พอตอนกลับบ้านถ้าเผอิญเดินสวนกับเด็กนักเรียนชายโรงเรียนอื่น หัวใจฉันก็จะเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ บางครั้งอาจแวะกินไอศกรีมหรือน้ำแข็งใสบ้าง โดยจะเลือกร้านที่ให้เยอะและถูก และแน่นอนว่าระหว่างกินข้าว พวกเราก็ต้องคุยเรื่องสัปดี้สัปดนกันอีก พอฉันรู้ว่าเรื่องอย่างว่ามันสนุกสนานปานนี้ ก็พาลนึกเสียดายเวลาตอนม.ต้นที่เอาแต่ปิดหูปิดตาขึ้นมาจับใจ แต่ว่าไปการไม่มีเด็กผู้ชายอยู่ใกล้ ๆ ก็ดีไปอย่าง เพราะเราไม่ต้องอายที่จะคุยเรื่องทำนองนี้ และพอไม่อาย การคุยก็ยิ่งออกรส ซึ่งเจ้ารสพวกนี้ พอยิ่งจัดมากขึ้น ก็ยิ่งสนุก มันส์ ขำกลิ้งเลย เวลาผ่านไปไม่นาน ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดออกมาว่า เกิด ผู้มีประสบการณ์จริง ขึ้นมาเรียบร้อย พอฉันได้ยินข่าวนี้ก็ถึงกับอึ้ง... ก็การที่ใกล้ตัวเรามีคนทำเรื่องแบบเดียวกับเรื่องลามกที่ชอบคุยกัน จะไม่ให้อึ้งได้ยังไง ในเมื่อฉันเคยนึกว่าเรื่องทำนองนี้ คงจะเกิดแต่กับเด็กใจแตกในโตเกียวหรือไม่ก็พวกแก๊งอันธพาลเท่านั้น ทั้งที่ยังอึ้ง ๆ ฉันก็อยากถลันเข้าไปถามรายละเอียดกับผู้มีประสบการณ์คนนั้นทันทีว่า เธอ...เจ็บมากใช่ไหม ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้มีประสบการณ์คนใดก็คงตอบประมาณว่า อือ เจ็บมาก ๆ เลยครั้งแรก แล้วถ้าถามต่อไปว่า ไอ้ว่าเจ็บเนี่ย เจ็บขนาดไหนเหรอ ก็คงตอบว่า ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยเจ็บอะไรขนาดนั้นเลย หรือไม่ก็ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี หรือ เจ็บจนนึกว่าจะตายได้เลย .... คำตอบแบบนี้ ไม่ช่วยให้ฉันเข้าใจสักเท่าไหร่ ก็เลยลองเปลี่ยนมาถามในเชิงเปรียบเทียบบ้าง เพื่อจะได้เห็นภาพชัด ๆ ว่า เจ็บกว่าตอนท้องเสียหรือเปล่า คนละอย่างแล้ว!!! ทุกคนหันมาตอบฉันเป็นเสียงเดียว นอกจากถามเรื่องความเจ็บแล้ว ฉันยังถามว่า ตอนที่ทำ...ไม่อายเลยเหรอ ... ก็ฉัน แค่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเพื่อนผู้หญิงกันเองยังอายเลย หรือสมัยม.ต้นถูกเด็กผู้ชายมองตอนใส่ชุดว่ายน้ำในชั่วโมงพละก็แทบทนไม่ไหว แล้วไอ้ที่ว่าเนี่ย มันยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ แค่คิด ฉันก็อายม้วนแล้ว รับรองว่าฉันทำแบบนั้นไม่ได้แน่นอน แต่เชื่อไหม คนอื่นๆ กลับบอกว่า นี่ ไม่ใช่กรณีที่ต้องอายย่ะ ซึ่งฉันก็ไม่เข้าใจอยู่ดี แล้วพวกนั้นเสริมอีกว่า มันไม่ใช่การอาบน้ำรวมสักหน่อย ไม่เห็นต้องอาย แต่ฉันว่าถ้าไม่เหมือนกัน แล้วมันเป็นอย่างไรกันล่ะ งงจริง ๆ ระหว่างที่กำลังงง ฉันก็พลันคิดขึ้นมาว่า อ้าว เธอพวกนี้ก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์แล้วซิ... ซึ่งทำเอาฉันรู้สึกโหวง ๆ ขึ้นมาเลย ตอนนี้ฉันยังอยากเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่ ก็ฉันยังรู้สึกว่าตัวเองยังเด็กอยู่เลย แล้วการเป็นเด็กก็ดีกว่าเป็นสาวบริสุทธิ์ด้วยซ้ำ อีกอย่างการทำเรื่องแบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสักหน่อย แค่คิดเตรียมใจยังยากเลย อย่างไรก็ตามสำหรับการเม้าเรื่องใต้สะดือถือเป็นคนละประเด็น ฉันยังเห็นว่าควรทำต่อไป ช่วงพักพวกเรามักกินขนมไปคุยเรื่องลามกไป หรือไม่ก็อ่านนิตยสารต่าง ๆ พอตอนทำเวรก็เอาแต่เล่น สภาพห้องเรียนของเราจึงเละขึ้นทุกวัน แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไม่มีใครสนใจ แม้แต่การซ้อมร้องเพลงประสานเสียงสำหรับงานประกวดกับการซ้อมวิ่งผลัดของโรงเรียน พวกเราก็โดดหมด จนกระทั่งวันหนึ่ง ครูประจำชั้นสุดเฮี้ยบก็ทิ้งระเบิดใส่พวกเราจนได้ พวกเธอเนี่ย ไม่ได้เรื่องจริง ๆ เมื่อไรถึงจะทำตัวดี ๆ ได้นะ ฉันไม่เคยเจอห้องเรียนที่ใช้ไม่ได้อย่างนี้เลยนะ ทั้งประกวดร้องเพลงประสานเสียง ทั้งแข่งวิ่งผลัด คว้าที่โหล่มาหมดแบบนี้ ถ้าพวกเธอไม่มีใจเรียนกันแล้ว ก็ลาออกกันไปให้หมด ฉันก็จะเลิกสนใจพวกเธอ จากนี้ไปชั่วโมงโฮมรูม ฉัยจะไม่เข้ามาให้เห็นหน้าอีกแล้ว พอทิ้งระเบิดเสร็จ แกก็ออกจากห้องไปเลย หลังจากนั้น ทั้งห้องก็ไม่ได้สนเลยสักนิด ต่างยังคุยเล่นบ้าบอกันต่อไป แม้ฉันจะไม่ได้สำนึกตามที่ครูพูดได้หมด แต่ที่เข้าใจอยู่อย่างก็คือว่า ห้องของฉันคงเป็นห้องที่ไม่ใส่ใจกับทุกเรื่องจริง ๆ ซึ่งฉันก็ดีใจที่ได้อยู่ห้องแบบนี้ นับแต่นั้นมาครูก็ทำตามที่พูดคือ ไม่มาเข้าชั่วโมงโฮมรูมจริง ๆ และแน่นอน ไม่มีใครสนใจอยู่ดี แถมยังพูดกันด้วยซ้ำว่า ครูไม่มานี่ก็ดีเนอะ ต่างคนก็คุยเล่นกัน บ้างก็กินขนม ในบรรยากาศแสนสบายแบบนี้ ทุกคนแค่สงสัยว่า ทำไมครูต้องโมโหขนาดนั้น ครูประจำชั้นของเราสอนวิชาพละศึกษา พวกเราจึงได้เจอหน้าครูเฉพาะชั่วโมงนี้เท่านั้น แน่นอน พวกเราที่เพิ่งโดนด่าย่อมรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่ฉันคิดว่าอีกฝ่ายก็คงรู้สึกเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม คงต้องปล่อยวางเรื่องนี้ไปก่อน และพยายามทำหน้าที่ของตนต่อไป ถ้าเป็นวิชาภาคปฏิบัติที่เป็นการออกกำลังก็ยังโอเคล่ะ แต่ปัญหาคือชั่วโมงทฤษฎีสุขศึกษานี่สิ หัวข้อที่เรียนก็เป็นเรื่องเพศศึกษา ซึ่งพออธิบายถึรายละเอียด จู่ ๆ ทุกคนก็หยุดคุยหยุดเล่นทันที ทั้งห้องงี้ เงียบกริบอย่างกับป่าช้า ครูประจำชั้นก็มีท่าทีอึดอัดไม่น้อยกับคว่ามเปลี่ยนแปลงแบบฉุกละหุกของพวกเรา แต่ก็พยายามปั้นหน้าขรึมแล้วพูดว่า เรื่องพวกนี้ถึงฉันจะสอนไป พวกเธอก็คงรู้กันดีอยู่แล้วนี่ ไม่เห็นต้องตีหน้าซื่อแบบนี้ก็ได้ มันน่าตลกนะ ฉันคาดว่าแกคงถอดใจพูด แต่ไม่ยักมีใครตลกกับแกด้วยสักคน บรรยากาศยิ่งอึดอัดกว่าเดิม ถึงจะบอกว่าน่าตลก แต่ทุกคงคิดในใจว่า ขำไม่ออกหรอก ฉันว่านี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ห้องเงียบขนาดนี้ และจู่ ๆ ฉันดันคิดในใจว่า สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ เล่นเอาทั้งห้องซีดกันอย่างนี้เลยเหรอ... พอคิดไป ฉันก็เกิดบ้าอะไรไม่รู้ขึ้นมา หลุดหัวเราะก๊ากออกมาคนเดียว ไม่มีใครหัวเราะตามสักคน จึงมีแต่ฉันที่ตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้า คายไม่ออกแบบยกกำลังสอง ต้องรีบก้มหน้างุด แต่ทันใดครูก็พูดขึ้นมาว่า มีแต่ซากุระที่ตรงไปตรงมา หลังจากนั้นครูก็เริ่มสอนต่อแบบเป็นทางการมาก ๆ คือสั่งให้พวกเราอ่านออกเสียงโดยไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม จนหัวข้อเพศศึกษาจบลงแบบนั้น ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ครูประจำชั้นก็ไม่เข้าชั่วโมงโฮมรูมอีกเลย จนเทอมแรกใกล้สิ้นสุด ก่อนปิดเทอมภาคฤดูร้อน ในห้องก็มีการสัมภาษณ์รายตัวกับครูประจำชั้น ทุกคนถูกเรียกไปพบทีละคน ในที่สุดก็ถึงคิวฉัน พอเข้าไปในห้อง ครูก็ถามว่า ตอนนี้ซากุระไม่มีปัญหาอะไรพิเศษนะ ว่าแต่เรื่องเรียนต่อคิดไว้หรือยัง ว่าจะเอายังไง หนูอยากได้การรับรองจากโรงเรียน แล้วสมัครเรียนต่อวิทยาลัยค่ะ พอตอบไปแบบนี้ ครูก็ถามกลับมาว่า ไม่คิดจะลองเอ็นท์ดูหน่อยเหรอ ฉันตอบกลับไปว่า หนูไม่ค่อยอยากเตรียมตัวมากขนาดนั้นค่ะ ความจริงฉันอยากบอกว่า ฉันฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูน ดังนั้นไม่ต้องเข้าเรียนวิทยาลัยก็ยังได้ และว่าไปฉันคิดถึงขึ้นว่าแม้แต่ม.ปลายก็ไม่ต้องเรียนก็ยังได้ด้วยซ้ำ แต่ที่ยังมาก็เพราะมาแล้วสนุกดี เลยมาเรียนไปงั้น... ฉันคงบอกแบบนี้ไม่ได้หรอก แต่ฉันก็รู้ว่า อนาคตอาจไม่ได้เป็นนักวาดการ์ตูน ก็เลยคิดเผื่อว่าอย่างน้อยเข้าเรียนวิทยาลัยกันเหนียวไว้หน่อย เป็นแผนการชีวิตง่าย ๆ ที่ทำให้ตัดสินใจเลือกเรียนวิทยาลัย... เรื่องนี้ก็บอกไม่ได้เหมือนกัน คุณครูพูดขึ้นมาว่า อืม เกรดเฉลี่ยตอนนี้ ขอการรับรองจากโรงเรียน ก็คงไม่มีปัญหาหรอก แต่เธอต้องพยายามรักษามาตรฐานนี้ต่อไปนะ ค่ะ พอฉันตอบ แล้วทำท่าจะลุกขึ้น ครูก็พูดกับฉันเบา ๆ ด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ว่า การเป็นนักวาดการ์ตูน ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ตอนนั้นฉันรู้สึกเหมือนเลือดในกายไหลย้อนกลับ แต่ก็ยังพยายามตอบกลับไปว่า ใช่ค่ะ คงไม่ง่าย..... แล้วรีบออกจากห้องไปทันที ทำไมคุณครูถึงรู้ว่าฉันอยากเป็นนักวาดการ์ตูนได้ เท่าที่จำได้ ฉันไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร แม้แต่พ่อแม่หรือเพื่อนๆ ... ก็เรื่องนี้เนี่ย มันอารมณ์เดียวกับเด็กประถมบอกว่าอยากเป็นนักร้องไอด้อลเลยน่ะสิ ก็แม้แต่ตัวฉันเองยังรู้ว่า มันเหมือนนิยายเพ้อฝัน แล้วจะไปกล้าเล่าให้ใครฟังได้อย่างไร ปิดเทอมหน้าร้อนมาถึง ตลอดวันหยุดเหล่านั้นฉันก็แค่นั่ง ๆ นอน ๆ อย่างเดียว แล้วขณะที่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่นั้น โรงเรียนก็เปิดเทอมแบบชนิดไม่ทันตั้งตัว จนกระทั่งเทอมสองครูประจำชั้นก็ยังไม่ยอมมาเข้าชั่วโมงโฮมรูม และเทอมนี้ฉันดันได้เป็นกรรมการห้อง ก็เลยเริ่มรู้สึกนิด ๆ เกี่ยวกับการที่ครูประจำชั้นไม่ยอมเข้าชั่วโมงโฮมรูม แต่ก็เพราะเพื่อนคนอื่นไม่สนใจเรื่องนี้เลย ทำให้ผ่านไปสักพักฉันก็เลิกเอามาคิดไปด้วย พอฉันลองคิดว่าในเมื่อครูคงเป็นคนแบบนี้ ก็คงไม่มาชั่วโมงโฮมรูมแล้ว ฉันก็พลันรู้สึกดีขึ้น ก็ลองแกเป็นอย่างนั้น ไม่มาก็ไม่แปลกหรอก และการที่ครูไม่มา ทุกคนก็สนุกสนานกันอีนดี ฉันจะไปสนทำไมล่ะ ย่างเข้าเดือนธันวาคม ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยในฐานะกรรมการห้อง และขณะที่กำลังคิดว่า อีกไม่นานก็จะปิดเทอมภาคฤดูหนาวแล้ว... กรรมการห้องอีกสองคนก็เข้ามาบอกว่า คิด ๆ แล้วนะ ฉันว่าพวกเราไปขอโทษครูดีกว่า หา!! ฉันตกใจมากทีเดียว จึงรีบบอกว่า ไม่ต้องขอโทษก็ได้มั้ง การที่ครูไม่เข้าโฮมรูม ทุกคนก็สุขสบาย รวมถึงตัวฉันด้วย และว่าไปครูเองก็น่าจะสบายเหมือนกัน แล้วจะไปทำลายบรรยากาศดี ๆ ที่ใคร ๆ ก็ชอบทำไม ที่สำคัญทำไมฉันต้องเป็นคนทำด้วยล่ะ ไม่เอาอ่ะ ฉันพยายามยืนยันว่าความคิดนี้ แต่ก็ไม่สามารถทัดทานความเห็นของสองคนนั้นได้ ในที่สุดจึงต้องไปขอโทษครูด้วยกัน ทำไมฉันต้องไปขอโทษด้วย คิดดูสิ เรื่องอะไรที่เราทำผิดจนต้องไปขอโทษ ฉันยังจำแทบไม่ได้เลย แล้วทำไมต้องไปขอโทษ ยิ่งเรื่องนี้ผ่านมานานกว่าครึ่งปี ไม่มีใครจำกันแล้ว อย่างไรก็ตาม ฉันก็ไปถึงห้องพักครูอย่างไม่เต็มใจ เมื่อไปถึงสองคนนั้นก็ขอโทษกับครูว่า พวกหนูผิดไปแล้วค่ะ ขอโทษนะคะ จากนี้ไปครูช่วยกรุณากลับมาเข้าชั่วโมงโฮมรูมด้วยนะคะ สองคนนั้นพูดไปก้มหัวไป ฉันจึงต้องก้มตามบ้าง แต่ครูกลับพูดแค่ มาให้เร็วกว่านี้ไม่ได้รึไง พวกฉันจึงขอโทษอีกครั้งว่า พวกหนูขอโทษจริง ๆ ค่ะ จากนั้นจึงโผเผออกมาจากห้องพักครู จริงด้วย ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ทำอะไร คงไม่ดีแน่ นี่ดีนะ ที่สองคนนั้นสำนึกได้ก่อน ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ รับรองครูไม่ยกโทษให้แหง แล้วทำไมนะ จนถึงเมื่อกี้ฉันจึงคิดว่าไม่ขอโทษดีกว่า เพราะพวกเราก็ทั้งเละเทะและไม่รับผิดชอบ เอาแต่คุยกันแต่เรื่องอย่างว่ากับกินขนมในห้อง สมควรจะขอโทษครูเขาแล้วล่ะ ก่อนปิดเทอมภาคฤดูหนาวเล็กน้อย ครูก็กลับมาเข้าชั่วโมงโฮมรูม ทุกคนในห้องขอโทษครู สภาพในห้องถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นบ้าง แต่กระนั้นเรื่องลามกและการกินขนม รวมถึงการแลกยืมนิยายรัก ๆ ใคร่ ๆ ยังคงดำเนินกันต่อไป ฉันคิดในใจว่า ถ้าเข้าเทอมที่สามแล้ว ครูเกิดโมโหขึ้นมาอีก และตอนนั้นฉันคงไม่ใช่กรรมการห้องแล้ว ฉันก็คงปล่อยวางแล้วล่ะ อย่างไรก็ตามในตอนนี้และจนกว่าจะหมดปี ฉันจะพยายามไม่ทำให้ครูโกรธอีกแล้ว นับจากนี้ฉันก็ได้แต่เฝ้ารอปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง
โปรดติดตามตอนต่อไป
|