• ฅนผ่านทาง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-02-18
  • จำนวนเรื่อง : 88
  • จำนวนผู้ชม : 41084
  • จำนวนผู้โหวต : 407
  • ส่ง msg :
<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



วันอังคาร ที่ 10 กรกฎาคม 2550
ทะเลน้อย - พื้นที่ชุ่มน้ำโลกแห่งแรกของไทย
Posted by ฅนผ่านทาง , ผู้อ่าน : 1345 , 03:06:25 น.   | หมวดหมู่ : บันทึกการเดินทาง  
พิมพ์หน้านี้


ทำไมถึงเรียกว่า ... ท ะ เ ล น้ อ ย

ทะเลน้อย (Thalenoi) ทะเลสาบน้ำจืดที่เป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบสงขลา มีพื้นที่ประมาณ 30 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในตำบลพนางตุงและตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มีคลองนางเรียมยาว 2 กิโลเมตรเชื่อมระหว่างทะเลน้อย กับทะเลสาบสงขลา ทางฝั่งตะวันตกเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของชุมชนทะเลน้อยประมาณ 2,000 ครัวเรือน ทางฝั่งตะวันออกฝั่งเหนือ ฝั่งใต้ เป็นป่าพรุและพงหญ้า มีความลึกเฉลี่ย 1.5 เมตร

          ทางฝั่งตะวันออก เหนือ ใต้ เป็นป่าดงดิบชื้นหรือป่าพรุ มีไม้หลายชนิด เช่น ไม้เสม็ดขาว จิก หว้า กระทุ่มหมู่ ทองหลาง ตีนเป็ด เตียว เนียน เมา เตยน้ำ ที่ใดมีไม้ขึ้นห่างๆ จะมีลาโพ หญ้าปล้อง กระจูดหนู ขึ้นแทนเต็มไปหมด จึงเป็นที่อาศัยของลิงแสม ลิงลม ชะมดน้ำ ชะมดเช็ด นาก เสือปลา นกนานาชนิด เมื่อประมาณ 50 ปี มาแล้ว มีช้างป่านับ 100 ตัว จระเข้ชุกชุมมาก ปัจจุบัน นี้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว

          ทะเลน้อยเป็นแหล่งชุมชนขนาดใหญ่ เป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดพัทลุง เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับประเทศ เป็นอุทยานนกน้ำที่มีนกหลายชนิด และมีนกจำนวนมากที่สุดของไทย ทะเลน้อยอยู่ห่างจากตัวเมือง 35 กิโลเมตร หนทางไปมาสะดวกสบาย มีรถประจำทางวิ่งรับผู้โดยสารตลอดวัน

          พื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพัทลุง จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสงขลา เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง อันมีคุณค่ายิ่งต่อระบบนิเวศ และการดำรงชีวิตของประชาชน รอบพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้ เป็นแหล่งความรู้ทางธรรมชาติวิทยา วัฒนธรรม และมีความสวยงามของทิวทัศน์ ในการพักผ่อนหย่อนใจ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางภาคใต้

          สภาพพื้นที่ของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยทั้งหมด 450 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยส่วนที่เป็นพื้นดินและพื้นน้ำ ส่วนพื้นดินมีเนื้อที่ 422 ตารางกิโลเมตร หรือ ร้อยละ 94 ของพื้นที่ทั้งหมด ลักษณภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบชายทะเลสาบ ประกอบด้วยนาข้าวและป่าหญ้า ป่าพรุและป่าเสม็ด เป็นแอ่งน้ำมีพืชปกคลุม และที่ราบเชิงเทือกเขาบรรทัด มีเนินเขาสูงราว 100 เมตร จากระดับน้ำทะเล ส่วนพื้นน้ำมีเนื้อที่ 28 ตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 6 ของพื้นที่ทั้งหมด คือ ตัวทะเลน้อยนั่นเอง มีความกว้างราว 5 กิโลเมตร และยาว 6 กิโลเมตร ความลึกโดยเฉลี่ยราว 1.5 เมตร ปกคลุมด้วยพืชน้ำต่างๆ เช่น บัว กระจูด หญ้าน้ำกก ปรือ และ กง กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณน้ำตื้นและค่อนข้างนิ่ง

          ในทะเลน้อยยังอุดมด้วยพืชน้ำ เช่น บัว ผักตบชวา จอกหูหนู สาหร่าย กุ้งและปลา เป็นอาหารของนกอย่างสมบูรณ์ จากสภาพพื้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณไม้น้ำ และสัตว์น้ำต่างๆ ทะเลน้อยจึงมีความเหมาะสมเป็นแหล่งอาศัยหากินทำรังและวางไข่ของนกนานาชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกน้ำ จากการสำรวจ พบนกราว 187 ชนิด แยกออกเป็นนกประจำถิ่นอาศัยอยู่ประจำตลอดปี และนกอพยพย้ายถิ่น โดยจะอพยพมาในช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนตุลาคม-มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่นกมีประชากรมากที่สุดถึงราว 43,000 ตัว ส่วนช่วงที่มีนกน้อยที่สุด อยู่ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน อันเป็นช่วงที่นกน้ำทำรัง

          ป่าไม้แหล่งที่อยู่ของนกถูกทำลายไปมาก ผู้คนจับนกกินเป็นอาหาร เกิดอาชีพเก็บไข่นกขาย ปล่อยฝูงควายเหยียบย่ำรังและไข่นกเสียหาย หากปล่อยไว้เช่นนี้นกจะสูญพันธุ์เหมือนกับช้างและจระเข้ ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว นายผ่อง เล่งอี้ อดีตอธิบดีกรมป่าไม้ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดการสัตว์ป่า เห็นความสำคัญของแหล่งนกน้ำทะเลน้อย จึงดำเนินการให้จัดตั้งเป็นอุทยานนกน้ำ เมื่อให้มีการสำรวจเห็นว่ามีความเหมาะสมจึงได้รับประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 พร้อมกับส่งเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติการรวมพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทั้งหมด 457 ตารางกิโลเมตร

นกต่างๆ ที่น่าสนใจในทะเลน้อย

วงศ์นกยาง (Heron) นกน้ำในวงศ์นี้มีลักษณะขายาว คอขาว กินปลาและสัตว์น้ำเล็กๆ มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ พบในทะเลน้อยราว 15 ชนิด เช่น นกยางไฟหัวดำ(Yellow Bittern) นกยางโทนใหญ่(Great Egret) นกกาบบัว (Painted Stork) นกกระสาแดง (Purple Heron) เป็นต้น โดยเฉพาะนกยางและนกกระสาแดง จะทำรัง และอาศัยอยู่ในทะเลน้อยตลอดทั้งปีเป็นจำนวนมาก

วงศ์นกเป็ดน้ำ (Duck and Geese) นกน้ำคล้ายเป็ดซึ่งมีปากแบน แต่มีขนาดเล็กกว่า สามารถว่ายน้ำและดำน้ำหาปลาได้ดี ส่วนใหญ่อยู่รวมกันเป็นฝูง อพยพมาในฤดูหนาว นกเป็ดน้ำที่พบในทะเลน้อย เช่น นกเป็ดแดง (Lesser Whistling-Duck) เป็ดคับแค (Cotton Pygmy-Goose) เป็ดลาย (Garganey) นอกจากนี้ยังมี นกเป็ดผี (Little Grebe) ซึ่งอยู่ในวงศ์ Grebes มีลักษณะคล้ายนกเป็ดน้ำ ต่างกันตรงปลายปากแหลม ว่ายน้ำและดำน้ำเก่งมาก

วงศ์นกอัญชัญ (Rails) นกน้ำวงศ์นี้จะมีขาและนิ้วยาว สามารถเดินหากินบนกอไม้น้ำได้เป็นอย่างดี นกวงศ์นี้พบได้ง่ายในบริเวณรอบๆ ที่ทำการเขตฯนั่นเอง ส่วนใหญ่เป็นนกประจำถิ่น เช่น นกอัญชัญคิ้วขาว (Whitebrowed
Crake) นกกวัก(White-Breasted Waterhen) นกอีลุ้ม(Waterhen) นกอีล้ำ(Common Moorhen)
นกคู๊ท (Coot)

วงศ์นกพริก (Jacana) นกน้ำวงศ์นี้มีนิ้วที่ยาวมาก สามารถเดินข้ามบนกอไม้น้ำได้ดี ลักษณะเด่นตัวผู้จะทำหน้าพี่ฟักไข่เลี้ยงลูก ตัวเมียจับคู่ครั้งละหลายตัว พบที่ทะเลน้อย 2 ชนิด คือ นกอีแจว (Pheasant-tailed Jacana) นกพริก (Bronzewinged Jacana)

วงศ์นกกาน้ำ (Cormorant) นกน้ำสีดำรูปร่างคล้ายกา นิ้วเท้ามีพังผืดดำน้ำเก่งมาก มีทั้ง กาน้ำเล็ก(Little-Cormorant) และ กาน้ำใหญ่ (Great Cormorant)

วงศ์นกตีนเทียน (Stilts) นกชายเลนชนิดนี้มีขายาวปากยาว มีสีเป็นขาวดำ ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเมืองไทยมีชนิดเดียว คือ นกตีนเทียน (Blackwinged Stilt) นอกจากนี้แล้วยังมีนกที่พบเสมอ เช่น เหยี่ยวแดง (Brahminy Kite) นกกระแตแต้แว๊ด (Redwattled -Lapwing) นกนางนวลแกรบเคราขาว (Wiskered Tern) นกกระเต็นน้อยธรรมดา (Common Kingfisher) นกนางแอ่นบ้าน (Barn Swallow) เป็นต้น

ท่องธรรมชาติทะเลน้อย

          นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาถึงทะเลน้อยจะมองเห็นตัวทะเลน้อยได้ส่วนหนึ่ง หลังจากเดินเข้าไปภายในเขตฯ แนะนำว่านักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาทะเลน้อยเป็นครั้งแรกควรจะเข้าไปหาข้อมูลของพื้นที่ใน ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่อยู่ริมตลิ่งใกล้ๆ กับประตูทางเข้าเขตฯ จากนั้นจึงเริ่มไปพักผ่อนที่ศาลาท่าเรือหรือลงเรือชมธรรมชาติ เส้นทางศึกษาธรรมชาติของทะเลน้อยแบ่งออกเป็นหลายจุด จากที่ทำการเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเที่ยวชมได้ดังนี้

1.สะพานไม้รอบที่ทำการอุทยานนกน้ำทะเลน้อย สิ่งที่น่าสนใจตามทางเดินเท้าในบริเวณที่ทำการฯ มีดังนี้ นกอีโก้ง นกพริก นกอีล้ำ นกยางควาย จอกหูหนู บัวสาย ปลากระดี่ ปลาช่อน สำหรับต้นกระจูดที่ใช้สำหรับทำหัตถกรรม ทางเขตฯ ได้นำมาปลูกแสดงไว้ใกล้ๆ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้ชมลักษณะดั้งเดิมของต้นกระจูด ก่อนนำไปผ่านขบวนการผลิต ขณะที่ท่านเดินผ่านไปตามเสาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสาไม้หรือเสาปูน ลองสังเกตดูว่าท่านเห็นวัตถุก้อนสีขาวหรือก้อนสีชมพูบ้างไหม ท่านทราบไหมว่ามันคืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร ระหว่างทางเดินท่านจะพบผักตบชวาที่ถูกกั้นอยู่ในกรอบและอาจพบนกอีโก้งหาอาหารกินอยู่ใกล้ๆ กอผักตบชวา เหล่านั้นคือ แหล่งสร้างรังวางไข่ของนกน้ำที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น คือ นกอีโก้ง และ นกพริก และยังเป็นที่หลบภัยของสัตว์น้ำอื่นๆ ด้วย

ศาลากลางน้ำ เป็นจูดที่น่าสนใจและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่นำอาหารกลางวันมารับประทาน ด้วยบรรยากาศที่แวดล้อมไปด้วยความชุ่มฉ่ำของสายลมเย็นท่ามกลางกลุ่มบัวสายและจอกหูหนู มีเสียงกบ เขียด ขับกล่อมพร้อมกับได้เห็นนกนานาพันธุ์ต่างสีต่างท่าทาง ต่างก็หากินอย่างอิสระ นับเป็นบรรยากาศที่หาได้ยากขึ้นๆ ทุกวัน หากท่านมีเวลามาก ขอแนะนำให้ท่านลงเรือไปชมความงามของทะเลน้อยในจุดอื่นๆ บ้าง

2.หมู่บ้านทะเลน้อย เดิมชาวบ้านมีอาชีพทำนาและทำประมงเป็นหลัก ปัจจุบันชาวบ้านส่วนหนึ่ง(อาจจะถึง 1 ใน 3) เดินทางออกไปหางานทำในต่างถิ่น ชาวบ้านที่เหลือก็ยังทำนา ทำประมง ทำหัตถกรรม (เสื่อกระจูด) ค้าขาย และรับจ้างทั่วไป แต่ที่น่าประทับใจก็คือท่านจะพบกับรอยยิ้มและอัธยาศัยไมตรีของชาวบ้านที่มีต่อนักนักท่องเที่ยวของฝากจากทะเลน้อย คงหนีไม่พ้นผลิตภัณฑ์จากต้นกระจูดที่เกิดจากฝีมือและความวิริยะอุตสาหะของแม่บ้านชาวทะเลน้อย ไม่ว่าจะเป็น เสื่อ หมวก แผ่นรองจาน แผ่นรองแก้ว กระเป๋า ฯลฯ และของฝากที่ขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งของทะเลน้อยก็คือปลาดุกร้าที่อร่อยแบบสุดจะบรรยาย ต้นตำรับของปลาดุกร้าของแท้ต้องที่ทะเลน้อยเท่านั้น

3.ดงนกนางนวล ในช่วงเดือนตุลาคม-เดือนเมษายน เมื่อเรือออกจากท่าได้ราว 150 เมตร ท่านจะพบฝูงนกนางนวลเกาะอยู่ตามหลักไม้ที่ปักไว้ตามทางเข้าออกของเรือ นกนางนวลที่พบบ่อยในทะเลน้อยมี 2 ชนิด คือนกนางนวลแกลบดำปีกขาว (Whitewinged Tern) และ นกนางนวลแกลบเคราขาว (Whiskered Tern) ท่านจะพบนกนางนวลแกลบเหล่านี้เกาะพักรวมกันตามไม้ที่ปักไว้ดังกล่าว นกทั้ง 2 ชนิดจะย้ายไปหาอาหารกินที่อื่นนอกช่วงเวลาที่กล่าวไว้ข้างต้น

4.ดงบัวสาย ผ่านจากนกนางนวลเรือจะพาท่านวนไปตามเข็มนาฬิกา จะผ่านไปในดงบัวสาย ดงบัวที่มีสีชมพูบ้านสะพรั่งในช่วงเวลา 8 โมงเช้า เมื่อแดดร้อนแรงขึ้น บัวสายจะเริ่มหุบ และจะบานเต็มที่อีกครั้งหนึ่งในวันรุ่งขึ้น บัวสายเป็นบัวพันธุ์พื้นเมืองที่แพร่กระจายทั่วไปในประเทศไทย ก้านใบสามารถนำมาประกอบอาหารได้ เช่น แกงส้ม ต้มกระทิ ผัดน้ำมัน หรือ ต้มจิ้มน้ำพริกได้ ในบริเวณดงบัวสายท่านอาจพบ นกยางกรอก นกอัญชันคิ้วขาว นกพริก หรือ นกอีแจว เดินหากินอยู่บนใบบัว ท่านสงสัยไหมว่าทำไมนกเหล่านั้นจึงเดินบนใบบัว หรือพืชน้ำ เช่น จอก แหนได้ ลองสังเกตดูความยาวของนิ้วเท้าของนกเหล่านั้นให้ดี

5.ดงนกเป็ดน้ำ นกเป็ดน้ำเป็นนกมีปีก มันบินได้และเคลื่อนย้ายที่อยู่เสมอ ส่วนมากจะพบได้ตามดงกระจูดหนูที่ไม่หนาแน่น ตามดงบัวสาย หรือ บัวหลวง นกเป็ดน้ำที่พบได้ตลอดปี คือ นกเป็ดแดง และ เป็ดคับแค (ยกเว้นเดือนสิงหาคม-ต้นเดือนตุลาคม จะเป็นช่วงที่นกเป็ดน้ำผลัดเปลี่ยนขนจะพบได้ยาก) ส่วนเป็ดลาย และเป็ดชนิดอื่นๆ จะเป็นเป็ดที่อพยพมาจากทางตอนเหนือของทวีปเอเชียพบได้เฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม-ต้นเดือนมีนาคม ส่วนมากเราจะเข้าใกล้ฝูงนกเป็ดน้ำได้ไม่มากนัก นกจะบินหนีขึ้นพร้อมๆกันครั้งละเป็นพันๆตัว พร้อมกับเสียงกระพือปีกพรึบพรับเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก ส่วนใหญ่คนขับเรือจะรู้ว่าจะพบนกเป็ดน้ำได้ที่ไหน

6.ดงกระจูดหนู เป็นพืชน้ำที่พบได้มาก มักขึ้นอยู่หนาแน่นเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เป็นที่หลบภัยของนกและสัตว์น้ำกระจูดหนูเป็นพืชที่มีลำต้นเปราะบาง ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นวัสดุในการทำเครื่องใช้ การจับต้นกระจูดหนู ควรระมัดระวัง ต้นเปราะและคมอาจบาดมือท่านได้ ต้นอ่อนของกระจูดหนูเป็นอาหารของนกอีโก้งและปลาบางชนิดที่ว่างๆในดงกระจูดหนูท่านอาจพบเป็ดคับแค หรือ สาหร่ายข้าวเหนียว พืชมีดอกไม่ใช่สาหร่ายแต่เราไปเรียกมันว่าสาหร่าย สาหร่ายข้าวเหนียวมีดอกเล็กๆสีเหลือง เป็นพืชพิเศษชนิดหนึ่งที่สามารถจับสัตว์น้ำขนาดเล็กกินเป็นอาหารได้ โดยใช้กระเปาะเล็กๆที่มีอยู่มากมายใต้น้ำเป็นกับดักจับ ลองหยุดเรือแล้วพิจารณาดูลักษณะของกระเปาะดังกล่าว

7.ศาลานางเรียม ตั้งอยู่ในบริเวณปากคลองนางเรียม เป็นศาลาที่ปลูกสร้างขึ้นกลางน้ำขนาดกลางรับน้ำหนักได้ราว 30 คน ศาลาน้ำเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมารับประทานอาหารกลางวัน ด้วยว่ามีบรรยากาศร่มรื่น ลมเย็นสบาย (ที่สำคัญมีห้องสุขาไว้บริการ) รอบๆบริเวณศาลามีพันธุ์ไม้ที่น่าสนใจหลายชนิด เช่น บัวหลวงที่อยู่ทางด้านทิศเหนือจะมีสีขาว ส่วนทางทิศใต้จะมีสีชมพู ทางทิศตะวันตกจะพบต้นเตยน้ำหลายต้นขึ้นรวมกลุ่มกันเป็นดงใหญ่ ในตอนใกล้ค่ำนกกระยางควายจะมาอาศัยนอนและถ่ายมูลทิ้งไว้เป็นหลักฐาน

8.คลองนางเรียม เป็นคลองดั้งเดิม 1 ใน 3 คลองสำคัญและเป็นคลองสุดท้ายที่ยังมีน้ำไหลสะดวกไม่ตื้นเขิน เช่น คลองดั้งเดิมอื่นๆ แต่เดิมทะเลน้อยเคยมีจระเข้อาศัยอยู่ค่อนข้างชุกชุม และคลองนางเรียมก็เป็นคลองที่มีจระเข้ชุกชุมเช่นกัน เป็นที่น่าสนใจว่าปัจจุบันจระเข้เหลือเป็นเพียงตำนานให้เล่าขานกับเท่านั้น คลองนางเรียม มีความยาวประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ ไหลไปออกทะเลสาบสงขลา ชาวบ้านใช้คลองนี้เป็นทางสัญจรระหว่างทะเลน้อยกับหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ริมทะเล สองฝั่งคลองนางเรียมยังมีพันธุ์ไม้หลายชนิดปรากฏให้เห็น เช่น ต้นลำพู ต้นกุ่มน้ำ จิกพรุ เสม็ดขาว บัวสาย บัวลินจง

9.แหลมดิน เมื่อจะพ้นคลองนางเรียมทางขวามือเป็นทุ่งโล่งมีหญ้าสั้นๆขึ้นเขียวขจี โดยเฉพาะในฤดูฝน ก่อนที่น้ำจะหลากท่วมราว 1-2 เดือน เมื่อพ้นคลองนางเรียมมาแล้วจะออกสู่ทะเลสาบ เราสามารถหาที่จอดเรือแล้วขึ้นฝั่งไปเดินบนดินได้ แหลมดินเป็นจุดดูนกน้ำและนกชายเลนได้เป็นอย่างดี มีนกเด่นๆ เช่น นกตีนเทียนนกช้อนหอยขาว นกหัวโตหลังจุดสีทอง และ นกแอ่นทุ่งใหญ่ เป็นต้น ถ้าโชคดีอาจได้พบนกกาบบัว หรือนกตะกรุม เดินหากินอยู่บ้างก็ได้

10.ดงบัวบา จากแหลมดินคนขับเรือจะนำท่านเข้าสู่คลองบ้านกลางและกลับเข้าสู่ตัวทะเลน้อยอีกครั้งหนึ่งถ้าท่านสังเกตสักนิด ขณะที่เรือแล่นผ่านดงกระจูดหนูหรือที่ว่างๆท่านอาจจะเห็นบัวชนิดหนึ่งที่มีดอกสีขาวเล็กๆ มีเกสรสีเหลือง นั่นแหละ บัวบา หรือ ชบาน้ำ บัวที่แปลกไปจากบัวชนิดอื่นที่ท่านเคยรู้จักมา ลองบอกให้คนขับเรือหยุดเรือ แล้วพิจารณาดูการเกิดดอก การแตกใบว่าแตกต่างจากบัวสายหรือบัวหลวงที่ท่านรู้จักมาก่อนหรือไม่

11.ผืนน้ำกว้าง หลังจากหาคำตอบจากบัวบาได้แล้วก็ถึงเวลาที่จะกลับที่ทำการฯ (ท่าเรือ) ทะเลน้อยช่วงนี้จะเป็นผืนน้ำกว้างและค่อนข้างลึก (1-2 เมตร) ไม่ค่อยมีพืชน้ำ ถ้าดูให้ดีจะเห็นเป็ดผีว่ายน้ำดำผุดดำว่ายหาอาหารกินอยู่ไม่ไกลนัก ตามหลักไม้ที่มีผู้ปักทิ้งไว้มักจะพบนกกาน้ำเล็ก (ตัวสีดำ) เกาะกางปีกผึ่งแดดหลังจากดำน้ำหาปลากินจนอิ่มแล้ว ถ้าท่านเหนื่อยแล้วก็ลองนั่งหลับตานึกดูซิว่าการนั่งเรือเที่ยวในครั้งนี้ ท่านได้ความรู้อะไรบ้าง หรือถ้าเหนื่อยนักก็นั่งหลับได้เลย หลับสักงีบเล็กๆแต่ระวังอย่าลืมตัวตกน้ำไปก็แล้วกัน

          นอกจากนี้ก็ยังมีการจัดเทศกาล "วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก และเทศกาล ล่องเรือ แลนก ทะเลน้อย" ซึ่งเป็นเทศกาลประจำปีและเป็นการสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยเริ่มจัดเทศกาลมาตั้งแต่ปี 2541 ซึ่งสอดรับกับปี Amazing Thailand ในช่วงระหว่าง วันที่ 2 กุมภาพันธ์ - 15 เมษายน ของทุกปี

---------------@---------------

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands)

          ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นลำดับที่ 110 ซึ่งพันธกรณีของอนุสัญญาฯ มีผลบังคับเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2541 โดยเสนอพื้นที่ชุ่มน้ำควนขี้เสียน เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar site) แห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นไปตามพันธกรณีของอนุสัญญา

พี้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands)  คือ    คำจำกัดความตามอนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ กล่าวว่า "พื้นที่ชุ่มน้ำ" หมายความถึง ที่ลุ่ม ที่ราบลุ่ม ที่ลุ่มชื้นแฉะ พรุ แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขังหรือท่วมอยู่ถาวรและชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม รวมไปถึง ที่ชายฝั่งทะเลและที่ในทะเล ในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดลงต่ำสุด มีความลึกขอระดับน้ำ ไม่เกิน 6 เมตร  พื้นที่ซึ่งมีลักษณะจัดได้ว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงรวมถึง ห้วย หนอง คลอง บึง บ่อ กระพัง (ตระพัง) บาราย แม่น้ำ ลำธาร แคว ละหาน ชานคลอง ฝั่งน้ำ สบธาร สระ ทะเลสาบ แอ่ง ลุ่ม กุด ทุ่ง กว๊าน มาบ บุ่ง ทาม พรุ สนุ่น แก่ง น้ำตก หาดหิน หาดกรวดหาดทราย หาดโคลน หาดเลน  ชายทะเล ชายฝั่งทะเล พืดหินปะการัง แหล่งหญ้าทะเล แหล่งสาหร่ายทะเล คุ้ง อ่าวดินดอนสามเหลี่ยม ช่องแคบ ชะวากทะเล ตะกาด หนองน้ำกร่อย ป่าพรุ ป่าเลน ป่าชายเลน ป่าโกงกาง ป่าจาก ป่าแสม รวมทั้งนาข้าว นากุ้ง นาเกลือ บ่อปลา อ่างเก็บน้ำ เป็นต้น

          โดยปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับการจำแนกรวมกับพื้นที่ที่ไม่ได้รับการจำแนกและคุ้มครองในรูปพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆ ที่รวมถึงป่าชายเลน ป่าพรุ ทะเล หนองและบึง ต่างๆ ฯลฯ คิดเป็นพื้นที่รวมทั้งสิ้น 15.7 ล้านไร่ หรือประมาณร้อยละ 5 ของพื้นที่ประเทศ จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า ปัญหาการคุกคามพื้นที่ชุ่มน้ำใน ประเทศไทยส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความเข้าใจและตระหนักถึงคุณค่าของพื้นที่ชุ่มน้ำโดยรวมประชาชนทั่วไป และองค์กรที่เกี่ยวข้องก็ยังขาดความเข้าใจต่อความสำคัญทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของพื้นที่ชุ่มน้ำ ทำให้มีการบุกรุกทำลายและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่หลากหลาย

ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับพื้นที่ชุ่มน้ำได้ที่ http://www.wetlands.org/Thailand/Thai/index.aspx

---------------@---------------

แรมซาร์ไซด์ 10 แห่ง ของประเทศไทย

          หลังจากเข้าร่วมเป็นภาคีของอนุสัญญาแรมซาร์ รัฐบาลไทยได้เสนอพื้นที่ชุ่มน้ำ 10 แห่งจากทะเบียนพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติของประเทศไทยเพื่อแต่งตั้งเป็นแรมซาร์ไซด์ โดยมีพื้นที่รวมทั้งหมด 3,680 ตารางกิโลเมตร

1.พรุควนขี้เสียน ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย ได้รับการแต่งตั้งเป็นพื้นที่แรมซาร์ไซด์เมื่อ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2541 ป่าพรุควนขี้เสียนเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อประชากรและชนิดพันธุ์นกอพยพ

2.เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง จังหวัดหนองคาย เป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและมีความสำคัญเนื่องจากเป็นแหล่งอาศัยของนกและปลา และเป็นแหล่งน้ำสำหรับชุมชน

3.ดอนหอยหลอด จ. สมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ราบในเขตน้ำขึ้นน้ำลงที่มีลักษณะกว้างใหญ่ เกิดจากการสะสมของตะกอนจากปากแม่น้ำ ดอนหอยหลอดเป็นพื้นที่แห่งเดียวของประเทศไทยที่เป็นแหล่งอาศัยของหอยหลอด ซึ่งมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ

4.ปากแม่น้ำกระบี่ จ. กระบี่ พื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบี่ตั้งอยู่ใกล้กับเทศบาลเมืองกระบี่ เป็นพื้นที่ที่ประกอบด้วยระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งหลากหลายชนิด ได้แก่ ป่าชายเลน หาดเลน หาดทราย ลำคลอง และแหล่งหญ้าทะเลบริเวณเกาะศรีบอยา

5.เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย จ. เชียงราย หนองบงคาย เป็นทะเลสาบขนาดเล็กที่เป็นแหล่งอาศัยที่สำคัญสำหรับนกอพยพในฤดูหนาว

6.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ (พรุโต๊ะแดง) จ. นราธิวาส เป็นป่าพรุสมบูรณ์ผืนใหญ่ผืนสุดท้ายของประเทศไทย

7.อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม-เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง-ปากแม่น้ำตรัง จ. ตรัง ประกอบด้วยระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำหลากหลายชนิดและเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและเป็นแหล่งอาศัยของนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ โดยเฉพาะพะยูน

8.อุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากน้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ จ.ระนอง คลอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลนดั้งเดิม พื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้เป็นแหล่งอาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และได้รับการแต่งตั้งเป็นพื้นสงวนชีวมณฑลแห่งที่ 4

9.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ประกอบด้วยเกาะ 42 เกาะ ในอ่าวไทย เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญสำหรับการทำประมง

10.อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา เป็นอ่าวที่ล้อมรอบด้วยพื้นที่ป่าชายเลนที่มีความอุดมสมบูรณ์

---------------@---------------

อ้างอิงและศึกษาข้อมูลเพิ่ม
http://www.lib.ru.ac.th/journal/feb/feb02-WetLand.html
http://www.wetlands.org/Thailand/Thai/index.aspx
http://www.dnp.go.th/tln/history.htm

ขอขอบคุณ
ข้อมูลภาพ :  Internet
เพลง : อดีตรักคลองนางเรียม
ศิลปิน : อภิชาติ ปิ่นทอง


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 51
เจเจค่ะ วันที่ : 13/05/2008 เวลา : 13.01 น.
http://www.oknation.net/blog/jj
ยังไม่ได้ฤกษ์อัพบล๊อกอ่ะค่ะ..... 


.
.
.

ความคิดเห็นที่ 50
น้ำมนต์ วันที่ : 24/09/2007 เวลา : 14.28 น.
http://www.oknation.net/blog/nummonorama

เป็นบล๊อคที่มีสาระดีมาก อย่าลืมเล่าเรื่องดี ๆ ให้ฟังบ่อย ๆ นะค่ะ ขอเป็นกำลังใจด้วยคนค่ะ ป.น้ำมนต์
ความคิดเห็นที่ 49
น้ำมนต์ วันที่ : 24/09/2007 เวลา : 14.23 น.
http://www.oknation.net/blog/nummonorama

เป็นกำลังด้วยคนนะค่ะ
ความคิดเห็นที่ 48
จันทร์วารี วันที่ : 15/07/2007 เวลา : 19.58 น.
http://www.oknation.net/blog/waranin
คือ..จันทร์วารี  : สวัสดี.. ม่านหมอกและหยาดน้ำค้าง/กลุ่มเขียนข้าว

อยากไปง่ะ
ความคิดเห็นที่ 47
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 12/07/2007 เวลา : 01.54 น.
http://www.oknation.net/blog/vihokpludtin
..ลานคำ..http://www.oknation.net/blog/songforlife...........ดอกไม้สีเลือด http://www.oknation.net/blog/bludflower

ความคิดเห็นที่ 5
ฅนผ่านทาง วันที่ : 12/07/2007 เวลา : 01.50 น.
http://www.oknation.net/blog/konphantang
เรื่องราวระหว่างทางของ ฅ น ผ่ า น ท า ง
ip : 124.120.1.166

เจ๊.. ส.คำตันนี่ ใช่พันโทพโยม หรือเปล่าครับ

ถูกต้อง พ่อนายก สุรยุทธ เอาไว้อาจจะหยุดเขียนเรื่อง เขต 8 แล้ว เดี๋ยวเขียนเรื่องลุงคำตันแทน วัตถุดิบ ที่ชาวบ้านเขาไม่รู้ เกี่ยวกับลุงคำตัน มีเพียบ

ความคิดเห็นที่ 46
virayuthniyomchat วันที่ : 12/07/2007 เวลา : 00.46 น.
http://www.oknation.net/blog/virayuth
virayuth

ฅนผ่านทาง
พื้นที่ชุ่มน้ำ ในเมืองไทยมีอีกหลายที่กำลังจะเตรียมขึ้นทะเบียนเป็นแรมซาร์ ตามอนุสัญญา

ทะเลสาปสงขลา เพื่อนๆเล่าให้ฟังว่าสวยมาก
ไม่ทราบว่าพอจะมีหนังสือเกี่ยวกับเทคนิคการถ่ายภาพนก หรือปล่าว แนะนำด้วยครับ

ลองไปเที่ยวน้ำสงคราม น้ำโขง บ้างนะครับที่
http://www.oknation.net/blog/virayuth
ความคิดเห็นที่ 45
รัฐศิริ วันที่ : 12/07/2007 เวลา : 00.12 น.
http://www.oknation.net/blog/rutdy

ใช้หูฟังได้หรือไม่
----------
อนุญาตให้ใช้หูฟังได้ครับผม
ความคิดเห็นที่ 44
coolwater วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 22.46 น.
http://www.oknation.net/blog/cool
enough  is  enough   ความเพียงพอคือความพอเพียง

แวะกลับมาโหวตให้ค่ะ +1 นะคะ
ความคิดเห็นที่ 43
YOKUJUNG วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 21.29 น.
http://www.oknation.net/blog/yokujung
 Follow your heart and your dreams will come true. 

+1 vote ให้เลยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 42
อธิฏฐาน วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 20.24 น.
http://www.oknation.net/blog/sandstone
เพราะคุณเป็นมากกว่าเพื่อน

เข้ามาดูนกอีกครั้งค่ะ
ความคิดเห็นที่ 41
มะอึก วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 20.14 น.
http://www.oknation.net/blog/panakom

แป๊ะ....เพลงหายหมดแล้ว....
น่ากลัวเวปอีจิก โดนจิกไปแล้ว
แป๊ะฟังได้ปะ?
ความคิดเห็นที่ 40
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 17.53 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ภาพ+ข้อมูล..อ่านแล้วอิ่มเลยครับ
หวังว่าจะคงอยู่ให้รุ่นลูกรุ่นหลานเห็นนะครับ
ความคิดเห็นที่ 39
บินหลาหาดใหญ่ วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 17.32 น.
http://www.oknation.net/blog/witphoto
Apichart Ammuay - Photographer Culture and Nature

พี่บ่าวยังไม่ไปทีทะเลน้อยแต่อยากไปอย่างแรงเพื่อนผมอยู่เมืองลุงหลายคนแถวนั่นแลควนหนุน...ตอนเรียนรามยกพลไปเที่ยวบ้านผมที่หาดใหญ่หรอยแรงครับสหายเมืองลุง
ความคิดเห็นที่ 38
coolwater วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 17.26 น.
http://www.oknation.net/blog/cool
enough  is  enough   ความเพียงพอคือความพอเพียง

ภาพสไลด์สวยมากค่ะ พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นต้นกำเนิดของระบบนิเวศวิทยา จึงที่จะควรอนุรักษ์ไว้ค่ะ ถ้าเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว คนไปเที่ยวไปแล้วจะไปทำลายธรรมชาติเกินไปหรือเปล่าคะ กลัวใจนักท่องเที่ยวค่ะ
ความคิดเห็นที่ 37
ใต้ร่มเย็น วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 16.47 น.
http://www.oknation.net/blog/wichit
มนุษย์โลกทุกคนมีสัญชาติเดียว คือ "สัญชาติโลก"...Albert Einstein (1879-1955)

...ผมยังไม่ถึงเลน้อยที..เคยแค่ ๆ หนหนึ่ง..แถวป่าหัวเขียว ไหรแถวฮั้นแหละ..

หายไปพักหนึ่งกับภารกิจพี่เหอ..ตอนนี้มาแล้วครับ..
ความคิดเห็นที่ 36
คนใกล้ฟ้า วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 15.49 น.
http://www.oknation.net/blog/konklaifa

ที่เชียงรายก็มีหนองบงคาย
ที่อำเภอเชียงแสนเป็น
พื้นที่ชุ่มน้ำด้วยค่ะ
มีนกเป็ดน้ำมาในฤดูหนาว
พอให้หายคิดถึง

แต่รู้ไหมว่า....
มีปลาชะโดตัวใหญ่มากกกกกก
และดุมากกกกกก
แล้วมันก็กัดขานกเป็ดน้ำ
โดยเฉพาะบางพื้นที่
ทำให้นกเป็ดน้ำกลัว

เห็นหรือยังว่า นอกจากมนุษย์ที่น่ากลัวแล้ว
ชะโดก็น่ากลัวด้วย
ความคิดเห็นที่ 35
แม่มดขาว วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 15.47 น.
http://www.oknation.net/blog/superme
<<<<<< เ ส ม อ ม า แ ล ะ ต ล อ ด ไ ป >>>>>>>

ตะเล....น้อย...
แม่มดขาวไม่เคยไปค่ะ..
แต่อยากไปมากๆๆ...



แม่มดขาว.........
ความคิดเห็นที่ 34
ชุติภัทร์ วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 09.27 น.
http://www.oknation.net/blog/way1
อย่าเพิ่งตัดสินฉัน จากสิ่งที่คุณอ่าน จนกว่าคุณจะได้รู้จักตัวจริงของฉัน

มันเป็นความกลัว...ของคนที่จมน้ำทุกครั้ง ที่ลงน้ำ...ตอนเด็ก ...
ตอนนี้เลยต้องให้ เจ้าสตางค์เรียนว่ายน้ำ...เพราะเค้าชอบน้ำ ชอบไปทะเล...
ไม่อยากให้เค้า กลัว ...เหมือนเราค่ะ
ความคิดเห็นที่ 33
มิตรภาพงดงามเสมอ วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 07.00 น.
http://www.oknation.net/blog/jenny

(: ... อรุณสวัสดิ์เช้าวันพุธค่ะ .... :)
ทำเอาเม้าท์ทำงานหนักเลยโพสนี้ แจ่มจริงๆค่ะ .... :)
ความคิดเห็นที่ 32
ปฐม วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 04.32 น.
http://www.oknation.net/blog/pathom
หยุด !!!  การเกลียดชังทุกอย่าง  หันมาเกลียดตัวเองแทน  ตึ่งโป๊ะ !!!

เคยไปทะเลน้อยหนึ่งครั้ง

บึงโขงหลงหนึ่งครั้ง

ตามความรู้สึก ผมรู้สึกว่า มนุษย์ รุกรานเขามากเกินไป

เรื่องนี้สหายทำได้ดีมากครับ สหาย ฉุย คนจ๊นจน

---------------------------------------------------------

จาก

สหายถม คนสัปด๊น สัปดน
ความคิดเห็นที่ 31
plamywe วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 03.29 น.
http://www.oknation.net/blog/plamywe


เคยได้ไปสัมผัสทะเลน้อย
แม้เพียง 1 ครั้ง
แต่ถือเป็นหนึ่งครั้งที่ประทับใจ
"คิดถึงพัทลุง"
ความคิดเห็นที่ 30
วิหคพลัดถิ่น วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 03.23 น.
http://www.oknation.net/blog/vihokpludtin
..ลานคำ..http://www.oknation.net/blog/songforlife...........ดอกไม้สีเลือด http://www.oknation.net/blog/bludflower

ความคิดเห็นที่ 9
ฅนผ่านทาง วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 03.12 น.
http://www.oknation.net/blog/konphantang
เรื่องราวระหว่างทางของ ฅ น ผ่ า น ท า ง
ip : 124.120.1.175

เข้ามาอ่านเรื่องราวจากราวป่าเหมือนเดิมถึงแม้ว่า...
---------------------------
อ่านในสิ่งที่ยังไม่เคยรู้ให้รู้..นี่คือสิ่งที่ฉันเป็น..
"ฆ่ามัน" สหายม้งตะโกนก้องด้วยอารมณ์แค้นทางชนชั้น...
*************

ถึงแม้ว่าอะไร บอกให้หมดหน่อยสิ
พี่ไม่ว่าอะไรนะถึงจะไม่อ่าน
หรือถึงจะไม่มีคนอ่าน
หรือถึงใครจะต่อต้านพี่

พี่ไม่แคร์...และพี่จะยังคงเดินเรื่องของพี่ต่อไป...
พี่ไม่โกรธใครหรอกนะ ไม่มีเวลาจะมานั่งคิดเรื่องไร้สาระ
แต่พี่ไม่ค่อยปลื้มที่จะพูดอะไร แล้วทิ้งเอาไว้เป็นจุดแบบนี้
ถ้าพี่สร้างปัญหาอะไรให้ พี่ก็พร้อมจะเคลียร์ทุกเมื่อ

พี่มาบอกแค่นี้แหละ และพี่จะไม่ใส่ใจ ตรงที่จุดไว้นั่นอีกต่อไป....ว่ามันจะเป็นคำพูดอะไร

ราตรีสวัสดิ์
ความคิดเห็นที่ 29
มะอึก วันที่ : 11/07/2007 เวลา : 01.59 น.
http://www.oknation.net/blog/panakom

คืนนี้เจอกันหล่าว....
เมื่อกลางวันไม่ได้ฟังเพลง มาฟังกลางดึก
ความคิดเห็นที่ 28
riverpoem วันที่ : 10/07/2007 เวลา : 20.57 น.
http://www.oknation.net/blog/riverpoem
 "คนเราน่าจะมีที่สักแห่งและงานสักอย่าง..ที่เรารักและมีความสุขกับมัน"

โห เจอคนจริงเข้าให้แล้ว
+1 ให้อีกคนค่ะ
เคยไปใต้ แค่ ทะเลตรัง เอง
อยากไปทะเลน้อย ทำยังไงดี
ความคิดเห็นที่ 27
nobody007 วันที่ : 10/07/2007 เวลา : 20.13 น.
http://www.oknation.net/blog/nobody007
The slower u go, the more u see the movement of life. ; ) :M.M. Prishvin. 


ความคิดเห็นที่ 8
ฅนผ่านทาง วันที่ : 08/07/2007 เวลา : 16.03 น.
http://www.oknation.net/blog/konphantang
เรื่องราวระหว่างทางของ ฅ น ผ่ า น ท า ง
ip : 124.121.246.218


จริงๆ คนเราน่าจะต้องเตรียมตัวตายในทุกๆ วัน
เพราะไม่มีใครกำหนดวันตายของตัวเองได้ ว่าเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันไหน สร้างการหลุดพ้นด้วยการ "ตายก่อนตาย" จะทำให้เข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น
-----------------------------------
--ครับ---
..ขอบคุณครับที่ไปทักทาย+ให้ข้อคิคดีดีครับผม
ความคิดเห็นที่ 26
เรือรบเมืองมั่น วันที่ : 10/07/2007 เวลา : 18.18 น.
http://www.oknation.net/blog/ruarob

เป็นบทความที่ดีมากครับ ขอโวทให้
ความคิดเห็นที่ 25
แม่สีไฟ