| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||
พิมพ์หน้านี้
|
******************** ผมถูกน้อง "จันทร์วารี" ขอให้เขียน Tag Mom ต่อจากเธอ Refer link http://www.oknation.net/blog/waranin/2007/07/20/entry-1 ******************** ......ก็เลยจัดให้ ถึงแม้ว่ามันจะทำให้ความทรงจำอันเลวร้ายที่ผ่านมาหวนกลับสู่ห้วงของความคิดจนอาจทำให้ชีวิตเกิดความนิ่งเงียบอีกครั้งก็ตาม ไม่เป็นไร..ถือเสียว่าเป็นการนั่งทบทวนเรื่องราว และบอกเล่าเหตุการณ์ ความรู้สึกในตอนนั้นให้คนอื่นได้รู้เสียบ้าง เพราะมันติดตาติดใจของผมมาเป็นเวลา 9 ปีกว่าแล้ว และคงไม่สามารถลบภาพนั้นออกจากตาและใจของผมได้..จนตาย ผมเดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอนตั้งแต่อายุ 15 ปี จากบ้าน.. จากพ่อและแม่ เพื่อการศึกษาหาความรู้ ความหวังของพ่อและแม่ที่ต้องการเห็นอนาคตอันสดใสของลูก ไม่อยากให้ลูกต้องมำงานหนักเหมือนที่พ่อแม่เป็นอยู่ ในที่สุดผมก็เรียนจบและได้ทำงานในหน่วยงานที่คาดหวัง นำความภาคภูมิใจกลับไปให้กับพ่อแม่ได้สำเร็จ สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นชนวนของของเหตุการณ์นั่นคือ "ชีวิตผมตกหล่นอยู่ในเมืองหลวง" ถึงแม้จะพอมีเวลากลับบ้านไปเยียนกันบ้างตามโอกาสของเทศกาลวันหยุดต่างๆ แต่ความเป็นบ้านมันดูจะไม่คุ้นเคยเหมือนเดิม การกลับบ้านแต่ละครั้งผมเหมือนเป็นคนแปลกหน้าต่อสภาพแวดล้อมแถวนั้น ตั้งแต่ บ้าน พ่อแม่ ญาติๆ รวมไปถึงอาณาบริเวณ และบรรยากาศของหมู่บ้าน ผมทำงานอยู่กับองค์กรที่น่าภาคภูมิใจอยู่ประมาณ 6 ปี ก็ตัดสินใจสลัดความเป็นคนเมืองหลวงออกจากชีวิต ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ทิ้งแม้กระทั่งความรักจากใครบางคน "เพื่อกลับไปอยู่กับแม่" และได้แต่หวังว่ารักนั้นคงจะได้โบยบินไปในทุกที่ที่ผมไป 26 พฤษภาคม 2541 ผมเดินทางกลับบ้าน เพื่อกลับไปอยู่กับแม่ 20 มิถุนายน 2541 แม่ผมตาย แม่กับผมเดินทางกลับมายังเมืองหลวงอีกครั้งเพื่อทำธุระ ประมาณบ่ายสองโมงครึ่ง รถวิ่งเข้าสู่ถนนเส้นบายพาส ปราณบุรี-ชะอำ เกิดฝนตกกระหน่ำ รถเสียหลักลื่นไถล แล้วพลิกคว่ำลงไปอยู่ในท้องร่องตรงกลางของถนนขาขึ้นและขาล่อง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว กระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง เมื่อรถนิ่งสนิทและทุกอย่างหยุดการเคลื่อนไหว ความรู้สึกของผมคืนกลับมา สิ่งแรกที่คิดได้คือ "แม่" เมื่อคิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรและสามารถลุกขึ้นได้ จึงพาร่างกายที่เปียกปอนตะเกียกตะกายหาแม่ทันที ร่างของแม่นอนนิ่งอยู่นอกรถ ซึ่งผมไม่รู้ว่าแม่กระเด็นออกมาได้อย่างไร.. แต่สิ่งที่ทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาคือแม่ยังมีความรู้สึก ยังลืมตามองผม ยังพยายามจะพูดกับผม บาดแผลใดๆ ก็ไม่มี ถึงแม้ว่าเสียงของแม่จะไม่ออกมาจากปากก็ตาม และผมก็ได้เห็นน้ำใจของผู้ใช้รถใช้ถนนที่ชะลอรถเพื่อดู ทั้งๆ ที่ผมยกมือไหว้เพื่อให้ช่วยนำแม่ส่งโรงพยาบาล มันเหมือนเป็นเวลาที่เนิ่นนานมากๆ คันแล้วคันเล่าชะลอแล้วก็ผ่านไป..จนมีกระบะคันหนึ่งจอดรับเราไป ผมนั่งประคองแม่ไว้ในอ้อมกอด ชวนแม่คุย ถามแม่ว่าเจ็บตรงไหน แม่เอามือจับที่อก ปากของแม่เหมือนอยากจะพูดบอกอะไรสักอย่างกับผมแต่ไม่มีเสียงออกมา จนตาของแม่ปิดลง ผมก็เลิกคุยเพื่อปล่อยให้แม่ได้หลับ แต่หารู้ไม่ว่าแม่ได้จากผมไปแล้วในตอนนั้น จนรถไปถึงโรงพยาบาลชะอำหมอบอกผมว่าแม่เสียก่อนจะมาถึงโรงพยาบาล สาเหตุการตายคือซี่โครงหักทิ่มปอด "แม่ตายในอ้อมกอดของผม" หลังจากนั้นผมก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย เวลาไม่ถึง 1 เดือนที่ผมกลับไปอยู่กับแม่มันช่างเป็นเวลาที่สั้นเหลือเกิน.. ยังไม่หายดีใจที่ได้กลับบ้าน ยังไม่ได้คุยกับแม่อย่างหนำใจเลย.. ยังไม่ทำอะไรให้แม่รู้ว่าเลยว่า "ผมรักแม่" หลังจากนั้นผมเหมือนคนสติแตก หลุดโลก เคยแม้กระทั่งคิดฆ่าตัวตายด้วยการขับรถให้แหกโค้งบ้าง เมื่อคิดว่าทำไมตัวเองไม่เป็นอะไรเลยแม้เพียงความเจ็บปวด แขนขาต้นคอไม่มีเคล็ดขัดยอก ไม่มีเลยที่จะถ่ายเทความเจ็บปวดจากแม่มาสู่ผม.. ไม่มีเลยแม้เพียงนิดเดียว ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าแม่อยากจะพูดอะไรกับผมบนรถกระบะคันนั้น ผมกลับมาคิดถึงปากของแม่.. ปากแม่ที่พูดออกมาโดยไม่มีเสียง.. แม่บอกว่า "อยู่ดีๆ นะลูก" คำพูดของแม่ที่ผมคิดที่ผมเห็น มันทำให้ผมเลิกทำอะไรบ้าๆ และกลับมาเป็นผมคนเดิม เป็นคนเดิมที่เดินทางอย่างระมัดระวังขึ้น ถึงแม้ว่าเส้นกราฟชีวิตมันจะขึ้นๆ ลงๆ แต่มันก็เป็นไปด้วยความตั้งใจตามความคิดที่ว่า "ผมไม่อยากเป็นเส้นตรง" ขอให้ทุกท่านอย่ารอเวลาเลย อย่าผลัดวันประกันพรุ่งในการที่จะทำสิ่งดีๆ เพื่อพ่อแม่ หรือแม้กระทั่งคนที่เรารัก เพื่อนฝูง เพราะเหตุการณ์บางอย่างมันรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และเวลาที่ผ่านมาเหล่านั้นจะไม่มีวันย้อนกลับมาเพื่อให้เราได้ทบทวนและแก้ไขได้อีกเลย "แม่ครับ ผมคิดถึงแม่ครับ"
ขอขอบคุณ
|