| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
พิมพ์หน้านี้
|
---------------@@@--------------- ความรู้สึกที่ 1 ผมกระโดดลงจากรถคันสูง เข้าบ้าน.. นอน.. นอน.. แล้วก็นอน "การเดินทางกับเส้นทางสายเดิมมันช่างทรมานจิตใจเป็นอย่างยิ่ง หากเราต้องการแสวงหาสิ่งใหม่" และครั้งนี้เป็นการเดินทางเพื่อส่งดวงวิญญาณคุณยายคนสุดท้ายแห่งรุ่น แต่ไม่มีความรู้สึกเศร้าเสียใจแต่อย่างใด เนื่องจากคุณยายจากไปตามวิถีแห่งธรรมชาติ.. ธรรมชาติที่ผมคิดเสมอว่า "ความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต" และชีวิตผมได้เฉียดไปเฉียดมาอยู่หลายครั้ง ไม่มีโอกาสเจอจริงๆ สักที.. ที่เขียนอย่างนี้ใช่ว่าผมถวิลหามันนะครับ เพียงแค่เขียนด้วยความปลง.. ปลงกับการมีอยู่และจากไปของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกนี้.. และไม่คาดหวังการกลับมาเกิดใหม่จากโลกที่แล้วด้วย ผมไม่เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม เพราะหากโลกที่แล้วผมเป็นใครผมคงจำได้ แต่นี่ผมเป็นผม เป็นคนที่ผ่านทางเดินมาเท่ากับที่ๆ ผมได้ไป.. คงไม่ต้องต่อด้วยเรื่องวิญญาณนะครับ หากวิญญาณมีจริงผมอยากเจอแม่เป็นที่สุด แต่.. ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ผมไม่เคยมีโอกาสนั้นเลย (เป็นความรู้สึกส่วนตัวหาใช่การลบหลู่ต่อความเชื่อของผู้ใดไม่)
---------------@@@--------------- ความรู้สึกที่ 2 ความเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปราศจากเหตุการณ์วุ่นวาย.. ผมพูดอย่างนี้ท่านคงนึกไม่ถึงว่า เรายังมีจังหวัดหนึ่งที่อยู่ติดชายแดนไทย-มาเลเซียที่ไม่มีเหตุการณ์ระเบิดรายวัน นั่นคือจังหวัดสตูล ทั้งๆ ที่สตูลมีประชากรที่หลากหลายเหมือนๆ กับอีก 4 จังหวัดที่มีเหตุการณ์.. จากการสอบถามญาติคนหนึ่งในจังหวัดสตูล (ไม่ยืนยันความถูกต้องของข้อมูลครับ) บอกว่า "ในสตูลหากมีความไม่ชอบมาพากล หรือมีบุคคลแปลกหน้าเข้ามาในพื้นที่ ชาวบ้านเขาจะรายงานให้ทางการทราบทันที" "มีความร่วมมือกันเป็นอย่างดีระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและชาวบ้าน" "แล้วจังหวัดที่มีปัญหาล่ะ.. มันเพราะอะไร หรือเป็นเพราะเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านเข้ากันไม่ได้ ?" ผมสงสัยอยู่ในใจแล้วยกแก้วน้ำสีชาขึ้นดื่มก่อนการสนทนาจะต่อด้วยการสอบถามสารทุกข์สุขดิบ ก็เลยนำภาพบรรยากาศที่ท่าเรือตำมะลังในจังหวัดสตูลมาให้ยลกัน ภาพอาจไม่ชัดมากเนื่องจากกดจากโทรศัพท์มือถือเล็กๆ แต่มันคืออารมณ์ ณ ตอนนั้นจริงๆ
---------------@@@--------------- ความรู้สึกที่ 3 ผมแอบขับรถออกจากงานศพคุณยาย ที่ อ.ละงู จ.สตูล มุ่งหน้าท่าเรือปากบารา ประตูสู่ "นรกตะรุเตา" ที่ผมใฝ่ฝันถึงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผมนั่งอยู่ที่ท่าเรืออยู่นานทีเดียว.. คิดไปถึงเมื่อ 8 ปีที่แล้วที่ผมเกือบเป็นผีเฝ้าท้องทะเลสตูล เมื่อเรือที่ผมโดยสารสู่ตะรุเตาออกจากท่าเรือปากบาราประมาณ 5 โมงเย็น ในขณะที่อยู่กลางท้องทะเลกว้างพลันท้องฟ้าก็มืด พร้อมกันนั้นลมและฝนก็กระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา.. แต่ชะตายังไม่ถึงฆาต เรือสามารถไปถึงเกาะตะรุเตาอย่างปลอดภัย แต่ก็ไปจอดหลบพายุที่อ่าวตะโละวาว หลังเกาะตะรุเตา.. และส่งผู้โดยสารขึ้นฝั่งที่นั่น ผู้โดยสารประมาณ 50 กว่าคนก็ เดิน.. เดิน.. และเดินตากฝน ฝ่าความมืดของค่ำคืนมหาโหดที่เพิ่งเริ่มต้น จากอ่าวตะโละวาวหลังเกาะ สู่อ่าวพันเตมะละกาหน้าเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา และที่สำคัญระยะทาง 12 กิโลเมตรกับสัมภาระที่เป็นภาระในยามนั้นยิ่งนัก
ผมนั่งนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 8 ปีที่แล้วอยูที่ท่าเรือนานทีเดียว.. ผมจะกลับไปตะรุเตาอีกครั้ง.. ผมจะไปนอนเล่นบนชายหาดที่เกาะอาดัง ผมจะไปวิ่งแก้ผ้าไล่จับกันเหมือนตอนเด็กๆ.. "ความตายและการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสมอ" ---------------@@@--------------- ของฝาก สุดท้ายผมก็แวะเข้าไปที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา ซึ่งอยู่ไม่ไกลกับท่าเรือปากบาราย้อนกลับมาทาง อ.ละงู และเก็บภาพบางมุมมาเป็นของฝาก แทนผลไม้ขึ้นชื่อคือ "ลองกองกิโลละ 5 บาท" (โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยทอด) ที่ทุกคนช่วยกันอุดหนุนกันอยู่แล้ว ภาพบางมุมในที่ทำการ
ขอขอบพระคุณ
ฟังเพลงที่เดิมครับ คลิกเลย |