| << | กันยายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||
พิมพ์หน้านี้
|
---------------@@@@@--------------- ก้าวย่างแต่ละก้าวของผมมันเหมือนกับการขับรถไปบนทางอันแสนไกล การได้ชื่นชมธรรมชาติสองข้างทางมีคุณค่าต่อจิตใจเป็นอย่างยิ่ง ผมจึงไม่ต้องสงกะสัยเลยว่าทำไมผมถึงได้พิสมัยการได้ออกเดินทางนัก เพียงแค่การได้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยมันก็สุขสุดยอดแล้วล่ะครับ (ยังไม่รวมที่หลับอยู่หลังพวงมาลัยนะครับ) จุดหมายปลายทางเป็นเพียงแค่เรื่องธรรมดาไปอย่างไม่น่าเชื่อ มันเป็นเพียงแค่การหยุดปฏิบัติภารกิจที่เราได้วางแผนไว้แล้ว และก็พักผ่อน ในขณะอยู่บนเส้นทางมันมีอะไรให้ได้คิดและเผชิญเรื่องเฉพาะหน้าอยู่เสมอ.. ดีร้ายคละเคล้ากันไป
ในบางครั้งผมแกล้งเดินเลยจุดหมายปลายทางไปก็มี เพื่อให้คงสภาพการเดินทางไว้ให้นานที่สุด การได้ค้นพบเส้นทางสายใหม่ที่ไม่เคยผ่านพบน่าตื่นเต้นเสมอ แต่ความเปลี่ยนแปลงของเส้นทางสายเก่าที่เคยผ่านบางทีก็สามารถทำให้ตื่นเต้นเร้าใจไม่แพ้กัน
กับการเดินทางในเมืองหลวง สำหรับผมใช่ว่าจะเป็นเรื่องน่าเบื่อจากปัญหาการจราจรเสียเลยทีเดียว แต่การที่เราได้นั่งมองถนนที่เต็มไปด้วยยวดยานพาหนะที่ส่งเสียงคำรามเมื่อก่อนมันเคยเป็นเรื่องที่ไม่น่าเจริญใจนัก แต่ตอนนี้ผมเริ่มพิสมัยมันจากการที่ได้รับน้ำใจจากเพื่อนร่วมทางของผม
"พี่ครับ.. ถ้าไฟเขียวรบกวนช่วยเคาะกระจกผมหน่อยนะ ผมไม่ไหวแล้ว" ผมเปิดกระจกรถบอกมอเตอร์ไซด์คันหนึ่งที่จอดอยู่ข้างๆ เพราะเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา กว่าผมจะเดินทางถึงบ้านก็ปาเข้าไปเกือบตีสาม แถมมีแอลกอฮอลล์อยู่ในเส้นเลือดแบบเกินพิกัด แล้วเช้าขึ้นมาก็ต้องแหกขี้ตาอาบน้ำแต่งตัวไปทำงานตั้งแต่ก่อนหกโมง น้ำใจของพี่มอเตอร์ไซด์ในวันนั้นผมยังไม่เคยลืมเลือน
"ขาดน้ำใช่มั้ยครับ.. เอาของผมไปเลย" ในวันนั้นหากผมไม่ได้น้ำหนึ่งแกลลอนที่เพื่อนร่วมทางของผมหยิบยื่นให้ ผมก็คงเสียเวลาไปพอสมควร เนื่องจากหม้อน้ำรถของผมรั่วจนควันโขมง น้ำหนึ่งแกลลอนในเช้าวันนั้นทำให้ผมสามารถนำรถไปถึงอู่ซ่อมได้พอดิบพอดี.. น้ำใจที่มาพร้อมกับน้ำหนึ่งแกลลอนมีค่ายิ่งนักในเวลานั้น
แล้วผมจะมัวนั่งหลับตาอยู่ทำไม ก้มหน้าก้มตาอยู่กับตัวเองทำไม บางทีการนั่งมองออกไปข้างนอกและสังเกตเพื่อนร่วมทางแต่ละคนแต่ละคันมันมีอะไรที่ทำให้เรามีความคิดออกมาอย่างพร่างพรู.. มองออกไปจากตัวเองสิ
ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเดิมเมื่อเหลียวมองรอบๆ ภายในรถของตัวเอง.. ลองเงยหน้าแล้วทักทายเพื่อนร่วมทางสักหน่อยสิ.. เฮ้เพื่อน.. จะไปไหนกัน
การเป็นคันที่หนึ่งของแยกน่าภาคภูมิใจเสมอ การมีโอกาสได้เห็นเพื่อนร่วมทางที่วิ่งผ่านไปผ่านมาเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นระคนเร้าใจมิใช่น้อย ได้เห็นเพื่อนบางคันแอบลักไก่ฝ่าไฟแดงได้อย่างน่ารักน่าเอ็นดู เหมือนเป็นรสชาดของชีวิตที่อยากจะทำสิ่งที่น่าตื่นเต้นดูบ้าง.. ชีวิตจะได้ไม่ราบเรียบจนเกินไป
แต่ถ้าหากว่าเราตามหลังเพื่อนร่วมทาง การนั่งบวกเลขทะเบียนรถในใจก็เป็นอะไรที่ประเทืองปัญญาได้เหมือนกัน เป็นการฝึกบวกเลขเร็วที่ได้ผลวิธีหนึ่ง หรือหากให้เหนือชั้นขึ้นไปหน่อย ก็นำทั้งการ ลบ คูณ และหาร ผสมผสานเข้าไป เผลอๆ ฝึกไปฝึกมาอาจจะได้เลขรหัสลับเด็ดๆ ที่แฝงมากับเลขทะเบียนรถเหล่านั้น ทำให้ผมคิดถึงเจ้าของรางวัลโนเบล ศ.จอห์น แนช (ที่เคยเป็นภาพยนต์เรื่อง A Beautiful Mind) ที่ตัวเลขวิ่งวนในสมองอย่างมีชีวิตชีวา.. แต่สำหรับเราๆ ขอแค่เลขเด็ดๆ สักตัวสองตัวก็คงพอ
ความสงสัยที่มีต่ออะไรสักอย่างภายใต้ผ้าคลุมกระบะท้ายคันนั้น มันชวนให้สงสัยเหมือนกันว่าทำไมต้องคลุมผ้าด้วย ไม่คลุมได้มั้ย? มันชวนให้คิดเสมอ คงเป็นสิ่งของมีค่ามีราคา.. สิ่งของมีค่าที่ต้องห่อหุ้มอย่างดี แล้วชีวิตของคนเราล่ะ มีอะไรเป็นสิ่งห่อหุ้มบ้างหนอ ภายนอกร่างกายมีเสื้อผ้าห่อหุ้มอยู่ ราคาของเสื้อผ้าเหล่านั้นถูกแพงไม่เท่ากัน หรือผู้สวมใส่มีค่ามีราคาไม่เท่ากัน.. แล้วสิ่งที่ห่อหุ้มจิตใจล่ะคืออะไรกัน
การที่รถจอดติดอยู่ใต้สะพานดีกว่าการติดอยู่กลางแดดเป็นไหนๆ ครับ หากแสงแดดที่เปรี้ยงลงมายังโลกมันทำให้หัวใจคนเราร้อนรุ่ม ใต้สะพานช่วยให้อารมณ์เย็นตามระดับของรังสีที่ลอดผ่านกระจกเข้ามาภายใน แต่ชวนให้ขนลุกได้เหมือนกันเมื่อนึกไปถึงการถล่มของสะพานใหญ่ในอภิมหาประเทศอย่างสหรัฐฯ แล้วเมืองเล็กๆ อย่างเราล่ะ จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้บ้างไหม สะพานในเมืองกรุงของเรามันมีน้อยเสียเมื่อไหร่ การสั่นไหวของสะพานเกิดขึ้นเสมอเมื่อรถติดบนสะพาน โดยเฉพาะสะพานแขวนแห่งแรก สะพานพระราม 9 แห่งนั้น ที่เป็นเส้นทางการเดินทางกลับใต้บ้านเรา มันขรุขระเหมือนถนนที่ใกล้พังเต็มที.. บรื๋อ..ไม่อยากคิดเลย
หากการเดินทางเลยเถิดไปจนถึงยามค่ำคืน ถือว่าเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าสุดๆ ครับ เพราะว่าเราได้ผ่านการเดินทางที่มีสองบรรยากาศในคราวเดียวกัน ทั้งกลางวันและกลางคืน การเดินทางอันยาวนานถือเป็นกำไรหรือขาดทุนกันแน่ ผมชักไม่แน่ใจ แต่หากสามารถทำให้เราได้รับความรู้ใหม่ๆ จากการเดินทางนั้น ก็น่าจะถือเป็นกำไรได้.. กำไรจากการเดินทางคือ เรื่องราวที่ได้รับรู้จากการเดินทาง
เมื่อความมืดเข้ามาเยือนเส้นทางของการเดินทาง ทำให้เรารู้ว่าเพื่อนร่วมทางตอนกลางวันและยามค่ำคืน มีปริมาณที่ต่างกัน เราอาจรู้สึกเหงาๆ กับความมืดที่เข้าเยือน แต่ก็ยังเพื่อนร่วมเหงาอยู่เสมอ ความร้อนรนจากแสงแดดเหมือนตอนกลางวันลดน้อยลง ผมมีโอกาสหรี่แอร์ลงบ้าง เหมือนจะเป็นการประหยัดพลังงาน แต่แท้ที่จริงร่างกายต่างหากที่ไม่สามารถยอมรับความหนาวเหน็บนั้นได้ พลังงานได้ถูกประหยัดไปอย่างแอบแฝง.. มองออกไปข้างนอกสิ เพื่อนร่วมทางยังอยู่เสมอ
ปลายของลูกศรไฟแดง มันชี้ตรงไปข้างหน้า และชี้ไปทางขวา ที่ให้เราตัดสินใจว่าจะไปตรงไปหรือจะไปขวา เป็นกติกาบนถนนที่มนุษย์ได้คิดค้นขึ้นมา มนุษย์นี่ช่างคิดเสียจริงๆ.. ทำไมต้องเป็นสีแดง สีเหลือง และสีเขียว ผมอยากรู้จักคนๆ แรกที่คิดจังเลย จะได้ถามถึงแนวความคิดของการนำทั้งสามสีดังกล่าวมาใช้.. เป็นสีอื่นได้มั้ย
ดวงไฟสีแดงคือการบอกให้รู้ว่า ยังไม่สามารถผ่านไปได้ แล้วการเดินทางแห่งชีวิตล่ะ อะไรคือดวงไฟดวงนั้นที่จะคอยเตือนว่า ชีวิตจงหยุดรออยู่ตรงนี้ก่อน.. และมันควรเป็นสีอะไร
การเดินทางในครั้งนี้มันช่างได้คิดอะไรได้หลายๆ อย่าง เหมือนกับการเดินทางทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา เรื่องราวจากสองข้างทาง ช่างมีคุณค่าเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลง.. หากเราเดินทาง
และหากดวงไฟสีเขียวคือการบอกให้รู้ว่า การเดินทางได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ทุกๆ วันแสงสีเขียวมันได้เกิดขึ้นเสมอจนอยากให้มันส่องอยู่ในใจตลอดเวลา และสิ่งที่ทำให้ความอบอุ่นเกิดขึ้นเสมอนั่นคือ ผมมีเพื่อนร่วมทางอยู่ในตลอดเส้นทาง.. ขอบคุณเพื่อนร่วมทางที่น่ารักของผม ขอขอบพระคุณ
|