| << | ตุลาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
1. วันสุดท้ายในเขตจังหวัดน่าน (เริ่มจากวันสุดท้าย) เสียงเพลงแสงจันทร์ของวงมาลีฮวนน่าจากเครื่องเสียงในรถเคล้าเสียงใบไม้ที่โดนสายลมพัดเข้าหาอย่างแผ่วเบา อีกทั้งเสียงสายน้ำในแก่งน้ำว้าเบื้องล่างที่ไม่ดังมากนัก ชวนให้บรรยากาศยามย่ำค่ำของพวกเราดูมีความหมายและผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการล่อง "แก่งน้ำว้า (อุทยานแห่งชาติแม่จริม)" ตลอดช่วงบ่ายที่ผ่านมา เมื่อกางเต้นท์ที่จะใช้เป็นที่หลับนอนยามค่ำคืนและจัดการกับมื้อค่ำเสร็จสรรพ พวกเราก็นั่งล้อมวงคุยกันข้างๆ รถเพื่อเป็นการย่อยอาหารไปในตัวและยังหัวค่ำเกินไปที่จะนอน โดยผมละเลียดจิบน้ำสีใสๆ ที่ขอซื้อจากเจ้าของแพยางที่พวกเราล่องแก่งกันเมื่อบ่าย แต่ไม่มีใครร่วมดื่มด่ำกับผมเลย ได้แต่ชิมกันคนละจิบเพื่อรู้รสชาติของน้ำสีใสนั้น "กินแล้วตื่นขึ้นมาสบายเลยพี่ รับรองไม่ปวดหัว" ผมจำได้ว่าคนที่นำมาให้บอกไว้อย่างนั้น และผมก็ยกแก้วขึ้นดมและจิบอีกครั้ง กลิ่นมันฉุนขึ้นจมูกดีจริงๆ "บางครั้งหัวใจละเหี่ย เหนื่อยท้อแท้นั่งเศร้าคนเดียว หนทางยาวไกล หนทางยาวไกล ก้าวไปคนเดียว............" เพลงแสงจันทร์จบลงไป เพลงหัวใจละเหี่ยก็ดังมาตามลำดับ มีเพื่อนตี๋กิมหยง ร้องคลอเบาๆ "พี่แป๊ะ.. จ๊อบขอเปลี่ยนเพลงได้มั้ยอ่ะ อยู่บนรถเราก็ฟังกันตลอดทางแล้วนะ ไม่มาลีฮวนน่าก็ต้องคาราบาว" จ๊อบ น้องคนหนึ่งที่ร่วมเดินทางไปด้วยบอกแกมขอร้องด้วยความเกรงใจ "เอาสิ.. เปลี่ยนสิ.. ตามสบาย" แต่ในใจก็นึกเสียดายเพลงที่เข้ากับบรรยากาศยามนี้ซะเหลือเกิน น้องจ๊อบลุกไปจัดการเปลี่ยนแผ่นเพลงที่เครื่องเสียงในรถ "สาด เนี่ย สาด เนี่ย เนี่ย ก็บอกแล้วว่าไม่ให้สาด เปียกหมดแล้วใช่มั้ย สาด.............." เสียงเพลงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิตดังขึ้น "เพลงอะไรของเอ็ง ทำไมมันถึงได้ใช้คำหยาบคายนักวะ.. สัตว์.. เควี่ย.. สัตว์เควี่ยเควี่ย..." ผมได้ยินอย่างนั้นจริงๆ "โห.. พี่แป๊ะเชยจัง เพลงเขาพูดถึงการสาดน้ำ ไม่ใช่สัตว์เควี่ยสัตว์เควี่ยเควี่ย" น้องจ๊อบอธิบายให้ผมกระจ่าง "อ้าวเร๊อะ.. ก็เพลงมันบอกว่าเควี่ยเควี่ยนี่ แล้วของใครวะ" ผมไม่เคยได้ยินจริงๆ "ก้านคอคลับพี่ รู้จักป่าว ก้านคอคลับอ่ะ" น้องจ๊อบตอบแล้วย้อนถามกลับ เสียงสายน้ำในแก่งน้ำว้ายามค่ำคืนยังคงแผ่วเบาเช่นเดิม แสงแห่งพระจันทร์ใกล้วันออกพรรษาไร้เมฆมาบัง ในขณะที่น้ำใสๆ ในขวดพร่องลงไปพอสมควร เสียงเพลงของก้านคอคลับของน้องจ๊อบของผมก็ดังไปเรื่อยๆ ผมนั่งคุยพลางฟังไปพลางมันทำให้รู้ว่า เออ.. เนื้อหาบางเพลงดูมันก็เข้าท่าเหมือนกัน ถึงแม้จังหวะจะเป็นแนวแร็บหรือฮิพพ็อพที่ผมไม่ค่อยถนัดนักจนขัดใจขาเพื่อชีวิตเช่นผมไปบ้างก็ตาม.. จนมาถึงเพลงที่ 12 ของแผ่น "ก็ฉันชอบเที่ยวมันผิดหรือไง ฉันรักในเสียงดนตรี เมื่อไรโดนจังหวะดีดี 1234 ก็ถึงทีเฮ.. เอ อิ เย อิ เย อิ เย้ เอ อิ เย อิ เย อิ เย เอ อิ เย อิ เย อิ เย้ เอ อิ เย อิ เย อิ เย............." เสียงนักร้องหญิงอันทรงพลังก็ดังขึ้น "เฮ้ย.. เพลงนี้ชื่อเพลงไรวะจ๊อบ" ผมชักสนใจ "ไม่รู้เหมือนกันพี่ แต่คนร้องน่ะชื่อส้ม.. สั้ม อมรา" จ๊อบอธิบาย "อืมม.. จังหวะนี้มันเร็กเก้ออกแนวสกาเลยนี่ เสียงน้องเค้ามีพลังดี ฟังดูเซ็กซี่ว่ะ ตัวจริงเป็นไงวะ" ผมพูดไปเรื่อยเปื่อยเหมือนคนรู้เรื่องดนตรี จนจบเพลง แต่กว่าจะจบเพลงผมยกแก้วขึ้นดื่มเสียหลายอึก และบอกให้น้องจ๊อบช่วยล็อกเพลงนี้ไว้เพลงเดียวเพราะผมอยากฟังเพลงนี้อีกหลายๆ รอบ คุยกันไปด้วยฟังเพลงกันไปด้วย รินน้ำใสๆ ลงแก้วเรื่อยๆ จนผมไม่แน่ใจว่ามันกี่โมงกี่ยามเพราะคนอื่นเขาแยกย้ายกันไปนอนจนหมดแล้ว ทิ้งให้ผมนั่งอยู่เพียงลำพัง แต่ที่แน่ๆ เสียงน้องส้มดังอยู่ในหูของผมตลอดเวลา ขนาดผมเดินไปเข้าห้องน้ำเสียงน้องส้มยังตามผมไปดังอยู่ที่ห้องน้ำด้วยเลย แต่เส้นทางระหว่างห้องน้ำกับรถมันช่างไกลเหลือเกิน ความทรงจำของผมเริ่มขาดๆ หายๆ ตื่นเช้าขึ้นมา ผมสงสัยว่าผมนอนอยู่ในรถได้ไง เสื้อผ้าถูกเปลี่ยนไปเป็นชุดใหม่ได้ไง ความทรงจำผมคงขาดหายไปจริงๆ แม้กระทั่งผมอาบน้ำหรือเปล่า ผมเปลี่ยนเสื้อผ้าเองหรือเปล่า ผมพยายามนั่งนึกแต่ก็นึกไม่ออก มีเพียงความทรงจำสุดท้าย (Last Remember) ที่ผมจำได้นั่นคือ น้องส้ม อมรา และ ขวดน้ำสีใส ขวดนั้นที่เหลือแต่เพียงขวดที่ว่างเปล่า ซึ่งผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมยัดเข้าไปได้ยังไงคนเดียวถึงได้หมดขวด
...................................................................................... 2. ไปถึงเมืองน่านในเช้าวันนั้น เมื่อไปถึงเมืองน่านสิ่งแรกที่เจ้ากล้องดิจิตอลของผมได้เริ่มทำงานคือ "วัดภูมินทร์" ที่มีชื่อแห่งเมืองน่าน เพื่อนๆ น้องๆ อีก 2-3 คนได้เดินชมและขึ้นไปนมัสการพระภายในอุโบสถ ส่วนผมเป็นโรคไม่ชอบวัด เลยเลียบๆ เคียงๆ อยู่ห่างๆ จึงไม่มีรูปมาให้ได้ชมมากนัก
...................................................................................... 3. ไปหาที่หลับนอนท่ามกลางธรรมชาติและความหนาวเหน็บ ช่วงบ่ายเดินทางสู่ "อุทยานแห่งชาติศรีน่าน" ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ผาชู้ ผาหัวสิงห์ และ ดอยเสมอดาว จึงลงความเห็นกันว่าน่าจะนอนกันที่ดอยเสมอดาวจะเป็นการดีที่สุด ค่ำคืนนั้นจึงได้สัมผัสลมหนาวที่พัดตลอดทั้งคืนครับ
...................................................................................... 4. "ปากนาย" รอยต่อระหว่างน่านและอุตรดิตถ์ ลงจากยอดดอยเสมอดาวมุ่งตรงสู่ "ปากนาย" ท้ายเขื่อนสิริกิตติ์รอยต่อระหว่างจังหวัดน่านและอุตรดิตถ์ อยู่ในเขตอำเภอนาหมื่น ที่ปากนายมีหมู่บ้านประมงริมเขื่อน และที่สำคัญที่นี่เป็นที่ที่มื้อเที่ยงอร่อยมากๆ โดยเฉพาะกับข้าวประเภทปลานานาชนิด แต่เสียดายไม่มีรูปกับข้าวมาให้ดู เนื่องจากกว่าจะคิดได้ กับข้าวก็ลงไปอยู่ในท้องหมดแล้ว จะสั่งใหม่มาเพื่อถ่ายรูปก็ใช่ที่
...................................................................................... 5. ดอยที่มีต้นชมพูภูคาแห่งเดียวในเมืองไทย.. ดอยภูคา หลังอาหารมื้อเที่ยงที่แสนอร่อย (ด้วยความหิว) ก็เคลื่อนตัวสู่ยอดดอยสูงสุดของจังหวัดน่าน นั่นคือ "อุทยานแห่งชาติดอยภูคา" ขึ้นไปถึงเห็นป้ายติดบอกไว้ว่า วันนี้อากาศต่ำสุด 14.3 องศาฯ อืมม.. ยังพอไหว ยังพอไหว
...................................................................................... 6. ล่องแก่งน้ำว้า แก่งที่กำลังจะหายไปในอนาคตอันใกล้ เช้าอีกวันก็เดินทางไปตามเส้นทางที่อยู่บนสันเขาเกือบตลอดเส้นทางสู่อำเภอแม่จริม และ "ล่องแก่งน้ำว้า (อุทยานแห่งชาติแม่จริม)" และขณะนี้กำลังจะมีการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำสายนี้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งคาดดว่ากิจกรรมการล่องแก่งของที่นี่จะหายไป (มีโอกาสจะนำภาพมาให้ชมกัน) และเป็นวันที่ความทรงจำสุดท้ายของผมเหลือเพียงน้องส้มและขวดน้ำสีใสขวดนั้นดังกล่าว
...................................................................................... 7. เสียงของเธอดังอยู่ในหูตลอดค่ำคืนสุดท้ายในน่าน และนี่คือ น้องส้ม อมรา คนนั้นที่ส่งเสียงกรอกหูผมท้างงงงงงงงงง คืน.. หุ หุ
หากชมรูปยังไม่สะใจกรุณาคลิกตรงนี้ครับผม..ขอบคุณครับ ขอขอบพระคุณอย่างสูง (ขออภัย เนื่องจากเพลง Play Girl ติดลิขสิทธิ์ จึงไม่สามารถรับฟังได้) |