| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |
พิมพ์หน้านี้
|
- 1 - จนวันหนึ่ง ฉันได้เจอเธออีกครั้ง --------------- ผมนั่งอ่านข้อความนี้จากสมุดบันทึกเก่าๆ ที่เคยบันทึกไว้นานมาแล้ว หลังจากที่ได้รับ tag รักครั้งแรกจาก "พี่ธมลวรรณ " พี่สาวที่น่ารักอีกคนหนึ่งของผม เพราะหลังจากที่คุณพี่ได้แจ้งให้ทราบว่าจะส่ง tag ต่อให้ผม ผมรับปากไปโดยยังไม่รู้เลยว่าจะเริ่มอย่างไรดี จึงได้บอกพี่ธมลวรรณไปว่า รักครั้งแรกของผมมันอยู่ลึกมาก จำเป็นต้องใช้เวลาในการขุดขึ้นนานพอสมควร (ฟังคูเหมือนการขุดศพขึ้นมาเพื่อลนคางเพื่อเอาน้ำมันพรายยังไงยังงั้นเลย) นั่นเป็นเพียงข้ออ้างเจือมุขขำๆ แต่ในความเป็นจริงในช่วงหลายวันที่ผ่านมาผมมีภาระอย่างอื่นที่ต้องจัดการ.. และเมื่อผมกลับเข้ามาอีกครั้งจึงพบว่า ได้มีคนส่ง tag รักครั้งแรกมาให้ผมอีกหนึ่งคน และคนที่ส่งมาให้คือเพื่อนรักอีกคนของผมนั่นเอง มันคือ "เดอะแจ๊ค สเปโต" ก็เลยต้องกลับมาคิดใหม่ว่า โดนสอง tag ต้องเขียนรักครั้งแรกสองครั้งหรือเปล่าเนี่ย อืมม.. แต่ถ้าเขียนสองครั้งมันจะเป็นรักครั้งแรกได้ไงฟะ ความคิดนั้นก็เป็นอันล้มเลิกไปในที่สุด.. รู้สึกว่าจะเกริ่นยาวไปหน่อย.. ขอเชิญทัศนาเลยดีกว่า
- 2 - ใครจะคิดบ้างว่าความสัมพันธ์ของเด็กน้อยหญิง-ชาย คู่หนึ่งที่เข้าโรงเรียนพร้อมกันจะกินเวลาอันยาวนานไม่ต่ำกว่า 15 ปี ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันหนึ่งที่ต้องมีอันต้องแยกทางกันไปตามเส้นทางของแต่ละคน คงไม่ต้องกล่าวไปถึงวันที่เราทั้งสองเป็นเด็กหญิงเด็กชายเข้าไปเรียนในโรงเรียนเดียวกันและห้องเดียวกัน ความเขินอายจากการหยอกล้อของเพื่อนฝูงมีเหมือน tag ของเพื่อนๆ คนอื่นที่เคยเข้าไปอ่านเจอ ไม่ต่างกันเลย วัยเด็กกับความไร้เดียงสาเกินกว่าจะคิดว่าความรักครั้งแรกมันคืออะไร ตอนนั้นมันคงนึกไม่ออกหรอกครับ หากความสัมพันธ์มันไม่กินเวลายาวนานจนกลายเป็นความผูกพันและเป็นความทรงจำที่ฝังอยู่ในใจตลอดมา เราสองคนเหมือนเป็นคู่แข่งที่หวังจะเอาชนะกันด้วยคำว่า "ได้ที่ 1" ของห้องทุกเทอมการศึกษา ผลัดกันชื่นชมความภูมิใจแบบเด็กๆ แล้วก็วิ่งเล่นกันตามประสา จนเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนระดับไปเป็นชั้นมัธยม ไม่น่าเชื่อว่าเราจะได้อยู่ห้องเดียวกันอีก ความสัมพันธ์ก็ดำเนินเคียงคู่กับไปกับวันเวลาที่เปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น จนวันที่เราต้องจากกันเป็นครั้งแรก (จบม.3) เธอก้าวสู่รั้วของสถาบันเทคโนโลยีแห่งหนึ่งริมทะเลสงขลา ส่วนตัวผมเดินทางไปแสวงหาความรู้ยังต่างถิ่น แต่ไม่เคยลืมบรรยากาศของการบอกลา ณ ริมหาดสมิหลาสงขลาแห่งนั้นแม้นิดเดียว สะพานเปรม (สะพานติณสูลานนท์) ข้ามฟากจากสงขลาไปยังเกาะยอ และจากเกาะยอข้ามไปยังฝั่ง อ.สิงหนคร แล้ววนกลับสู่เมืองสงขลาด้วยแพขนานยนต์ตรงหัวเขาแดง เส้นทางที่ดูเหมือนเป็นวงกลมเป็นเส้นทางงมอเตอร์ไซด์ของเราสองคนในวันหนึ่งที่ผมกลับไปหาเธออีกครั้ง มันคล้ายๆ เรื่องราวของเราทั้งสองที่วนเวียนไปมาไม่ผิดเพี้ยน.. พร้อมๆ กับที่ความเปลี่ยนแปลงของเราทั้งสองคนก็กำลังก้าวเข้ามาด้วยเช่นกัน จากวัยเด็กสู่วัยรุ่นและเข้าสู่วัยแสวงหาความรู้ และเติบโตสู่ความเป็นหนุ่มสาว ความสันพันธ์ภายในใจก็เริ่มเปลี่ยนไป.. เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ
- 3 - ผมได้มีโอกาสไปเดินเตร็ดเตร่ยามค่ำคืนบนฟุตบาทหน้ามหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม การก้าวเข้ามาเป็นลูกพ่อขุนฯ เป็นอีกสิ่งหนึ่งในชีวิตที่ผมภาคภูมิใจไม่มีวันลืม ส่วนเธอยังคงอยู่ที่สถาบันการศึกษาเดิมในระดับที่สูงขึ้นเช่นกัน.. ข่าวคราวของเธอก็เริ่มเงียบหายลงไปทุกขณะ การหายไปของข่าวคราวอาจมีผลมาจากภาระหน้าที่ในการศึกษาของผมและเธอ มันเหมือนเป็นกำแพงขวางกั้น ให้ความห่างเหินเข้ามาแทนที่.. ห่างกันไปเรื่อยๆ คงเหลือแต่การคำนึงถึงในบางช่วงบางตอน.. และเกือบสนิทเหมือนแสงริบหรี่ที่ค่อยๆ หายไปของดวงดาวบนท้องฟ้า หลายสิ่งหลายอย่างผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้าสู่ชีวิตหลายรูปแบบ ชีวิตในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย บางทีผมก็จมปลักอยู่กับหนังสือกองโต บางครั้งก็นั่งรถเมล์วนกรุงเทพฯ และก็หลายครั้งที่เช่นกันที่ผมพาชีวิตก้าวเข้าสู่อบายมุขนานารูปแบบ.. มันเป็นเหมือนความตั้งใจนะครับ อยากลองไปทุกอย่าง ผมได้อะไรจากสิ่งเหล่านั้นมาก็เยอะ.. ทั้งดีและเลว การรักษาชีวิตให้รอดมาจนถึงทุกวันนี้ก็ถือเป็นความภูมิที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตแล้วล่ะครับ.. หากเรารู้จักอยู่กับมัน - 4 - อีกไม่นานต่อมาผมจบการศึกษาและเข้าสู่วัยแห่งการทำงาน แล้วจู่ๆ วันหนึ่งผมกับเธอก็มาเจอกันอีกครั้ง เราเจอกันกลางเมืองหลวง กลางความสับสนวุ่นวาย เธอบอกว่าเธอทำงานเป็นพนักงานของบริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ซึ่งต้องเดินทางอยู่บ่อยๆ ความรู้สึกถึงการการได้พบอะไรสักอย่างที่หายไปนานๆ มันช่างเป็นความตื้นตันที่ยากที่จะทำให้จิตใจและอารมณ์มันนิ่งได้.. และความถี่ของการเจอะเจอกันก็มากขึ้นเรื่อยๆ เวลาที่เราได้เจอกันมันช่างหวานหอมเสียจริงๆ จนเกิดเป็นความคาดหวังบางสิ่งบางอย่างของผมขึ้น ความฝันของการใช้ชีวิตคู่ ความฝันของอะไรหลายๆ อย่างมันพร่างพรูออกมาจากความคิดอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยของผม ความคิดขึ้นมันช่างสวยหรูอะไรขนาดนั้น (ผมคงคิดไปเอง) และวันหนึ่งเธอก็ต้องเดินทางไปประจำการที่จังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งแถบฝั่งอันดามัน ซึ่งทำให้ผมเป็นกังวลกับจากไปอีกครั้งของเธอเป็นอย่างยิ่ง การจากกันอีกครั้งนั้นมันดูนานแสนนานในความรู้สึกเลยทีเดียว แต่การติดต่อผ่านช่องทางการสื่อสารก็มีเสมอ แต่ยิ่งนานวันเข้าความเหินห่างก็ยิ่งเดินเข้ามาหาเช่นเดียวกัน.. มันนานเกินไปครับ นานเกินไปที่ผมหวังจะได้รับคำตอบจากเธอ แล้ววันหนึ่งก็เธอกลับมา แต่สิ่งที่เธอได้แสดงให้ผมไดัประจักษ์ถึงความสัมพันธ์ของเราทั้งสองนั่นคือการที่เธอได้แนะนำให้ผมได้รู้จักกับคนรักของเธอ และมากไปกว่านั้นคือคนรักของเธอก็คือเพื่อนร่วมชั้นเรียนของเราในสมัยเด็กๆ นั่นเอง.. "โอ.. เป็นไปได้ไงกันนี่" ผมรำพึงอยู่ในใจ
- 5 - จากความหวานบังเกิดเป็นความขมขื่นในจิตใจ มันถูกพัฒนาเป็นความโกรธเข้ามาแทนที่ "ตกลงเธอเลือกเค้าใช่มั้ย" ผมยิงคำถามบาดใจตัวเองแม้จะรู้คำตอบที่จะได้รับอยู่แล้ว "____" เธอไม่พูด ได้แต่พยักหน้า "ถ้าเรามีน้องสาว.. เราจะยกให้เธอแทนเรา" คำพูดที่เหมือนจะทดแทนคำตอบแรก ทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอกว่าเธอเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของครอบครัว แล้วเธอจะพูดออกมาให้ช้ำหนักกว่านี้ทำไม.. ไม่เข้าใจ.. แล้วผมก็เดินจากมาสูโลกแห่งความเป็นจริงของผม และอันตรธานตัวเองไปจากชีวิตเธอ จู่ๆ เย็นวันหนึ่งผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเธอ "สบายดีมั้ย" เสียงจากปลายสาย "สบายดี.. แต่ก็งั้นๆ แหละ" ผมตอบกลับไป "ถ้าเราจะเจอกันอีก จะสะดวกมั้ย ตอนนี้เราย้ายกลับมากรุงเทพฯ แล้วนะ" เสียงอ่อนๆ ที่ทำให้ผมต้องอ่อนใจ แล้วเราก็เจอกันอีกจนได้ แต่ใครจะรู้บ้างว่าจิตใจของผมมันสับสนแค่ไหน รักก็ยังรักนะครับ แต่ความโกรธก็ยังไม่หายไปจากใจเช่นกัน ความคิดมันสับสนเสียจนผมแทบบ้า เป็นอย่างนั้นอยู่นานทีเดียว เท่าๆ กับวันเวลาที่เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ความคิดบ้าๆ มันก็เข้ามาอยู่ในหัวสมองของผม เวลาผ่านไป.. นานจนกระทั่งผมไม่แน่ใจตัวเองว่าผมจำทำร้ายเธอได้ลงคอหรือไม่ แต่มันทำให้ผมได้รู้ถึงบางสิ่งบางอย่างในตัวเธอ รู้ถึงความอ่อนหวานเหมือนที่ริมทะเลสงขลาตอนนั้น ถึงแม้ว่าผมจะได้รับความเจ็บปวดจากเธอมากมายเพียงใดก็ตาม กับความคิดบ้าๆ ของผม ผมสงสารเธออย่างจับใจ มันคงโหดร้ายไปสำหรับเธอและความทรงจำดีๆ ระหว่างเธอและผม และผมคงไม่มีความสุขตลอดไปหากความคิดบ้าๆ ของผมมันเป็นผลขึ้นมา แต่ผมยังทำใจกับความเจ็บปวดในครั้งนั้นที่เคยได้รับจากเธอไม่ได้.. หากต่อไปผมยังเป็นอย่างนี้แล้วชีวิตมันจะมีความสุขได้อย่างไร ผมตัดสินใจอย่างเจ็บปวดเพื่อบอกความจริงกับเธอในเช้าวันฟ้าครึ้มวันหนึ่ง ก่อนที่ผมจะเดินจากมา.. เป็นการเดินออกจากทั้งความสุขและความทุกข์ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน ผมมีความสุขมากกับการล้างความคิดบ้าๆ ชั่วๆ ออกจากหัวสมองของตัวเองด้วยตัวเอง.. จนกระทั่งวันนี้จะไม่มีเธออยู่เคียงข้างแล้วก็ตาม เค้าว่ากันว่าหลังจากที่ร่ายเรื่องของตัวเองให้คนอื่นอ่านแล้วก็ต้อง tag ต่อให้เพื่อนฝูงอีก 5 คน และต่อไปนี้คือรายชื่อผู้โชคร้าย 5 คนดังกล่าว.. เหอ เหอ
ขอบขอพระคุณ ภาพประกอบเรื่อง : ของใครก็ไม่รู้ในเน็ต
|