| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |
พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้ ตื่นเช้าเป็นพิเศษกว่าทุกๆ วัน จึงได้รู้ว่าดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นที่ฝั่งตะวันออก (ฮาๆๆ ) ผมเดินผ่านประตูห้องนอนออกไปเข้าห้องน้ำ จัดการกับกิจวัตรของตัวเองเสร็จแล้วจึงเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเช็คความเปลี่ยนแปลงของมัน มองออกไปบนถนน เจอกับความน่าแปลกใจ นี่มันวันอะไรกันนี่!! ทำไมมันถึงได้เงียบเชียบอย่างนี้ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เคยวิ่งไปวิ่งมาหายไปไหนกันหมด.. หรือผมจะเบลอ หรือว่าผมฝันไป หรือว่าผมตื่นเช้าเกินไป.. อืมม.. ยามเช้าที่เปล่าเปลี่ยว ท้องถนนที่ปราศจากผู้คน เอาล่ะสิ..ผมเป็นอะไรไปอีกแล้ว เห็นอะไรที่มันนิ่งเฉยแล้วรู้สึกปั่นป่วนขึ้นมาทันที.. หรือว่าตัวผมเองที่ช่วงนี้นิ่งเฉยมากเกินไป ตอนสายๆ หน่อยเริ่มมีผู้คนเพิ่มขึ้นบนถนนหนทาง เริ่มมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น เด็กๆ เริ่มออกมากระโดดโลดเต้น.. ผมชักอิจฉาเด็กๆ เหล่านั้นขึ้นมาทันที มันทำให้อยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง (ไม่ใช่กลับไปแค่สิบสี่นะ.. กลับไปมากกว่านั้น) เหมือนวัยเด็กของผมมันมีอะไรขาดหายไป.. อยากย้อนกลับไปค้นหา แต่นั่นแหละ เมื่อคิดไปว่าในยามที่ผมไม่มีภาระ ไม่มียาแก้ปวด และไม่เป็นประสาท ผมก็มักมีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ และมีความร่าเริงไม่แพ้เด็กๆ ได้เสมอ ถึงแม้จะมีเรื่องราวชานปวดหัวเข้ามาปะปนบ้าง แต่ก็พยายามไม่แสดงอาการประสาทออกบ่อยนัก หวันเย็น (เป็นคำภาษาใต้ ซึ่งแปลว่าตอนเย็น.. แล้วมันจะเขียนว่าตอนเย็นไปเลยไม่ได้รึไงฟะ?) ลมหนาวพัดมาเร็วแรงขึ้น เค้าว่ากันว่าปีนี้จะหนาวกว่าปีก่อนๆ และก็จะหนาวนานด้วย ขนาดในเมืองหลวงเมืองใหญ่แห่งนี้ยังหนาวขนาดนี้ แล้วทางยอดดอยคงไม่ต้องต้องพูดถึงกันเลย.. คงยะเยือก มีข่าวแม่คะนิ้งเข้ามาสนับสนุนความรู้สึกเพิ่มเติมจากการรายงานข่าวจากคุณวิศาล ดิลกวานิช ผู้ประกาศข่าวช่อง 3 สี
เมื่อคืนผมฝันไปว่า.. ผมติดเครื่องยนต์ ทิ้งประตูบ้านที่ล็อกกุญแจอย่างแน่นหนาไว้เบื้องหลัง เครื่องยนต์ทำหน้าที่ของมันห่างประตูบ้านออกไปเรื่อยๆ ไปตามถนนที่โรยด้วยกรวด ผ่านทุงหญ้า ผ่านดอกผักตบสีม่วงที่แย้มบานอยู่ท่ามกลางดงทึบของใบสีเขียวในบึงใหญ่ริมทาง จนข้ามผ่านทางรถไฟที่ทอดตัวตัดฝ่าทุ่งหญ้าไปลิบๆ.. ผมชอบทางรถไฟนะ ถึงมันจะขนานกันไปแต่มันก็อยู่เคียงข้างกัน.. ไม่รู้สิ.. ความคิดผมขัดแย้งเสมอเมื่อได้ยินใครสักคนพูดว่า "ชีวิตที่ไม่มีวันได้เจอกันเป็นเส้นขนานเหมือนทางรถไฟ" แต่ในความคิดของผม เมื่อเห็นทางรถไฟผมจะมีความรู้สึกอบอุ่น.. "อบอุ่นที่มันอยู่คู่กันเสมอ" (อาจแยกกันบ้างหากโดนระเบิดแถวๆ ชายแดนภาคใต้.. ฮาๆๆ) ลมหนาวยิ่งพัดโกรก.. หอบเอากลิ่นดินและกลิ่นหญ้าแห้งมาแตะจมูก ผมจอดเครื่องยนต์ริมทาง ก้าวลงไปแล้วทรุดนั่งลงกับไหล่ถนนริมบึงใหญ่ ฟังเสียงลม และเสียงกอหญ้า ที่เหมือนจะชวนกันวิ่งเล่น และร้องเพลงยามเย็น เหมือนมันจะบอกว่า.. ความมืดกำลังจะเข้ามาเยือนอีกครั้ง ผมสูดลมหายใจอย่างเต็มที่ หากสามารถสูดเข้าไปแล้วสต๊อกไว้ได้คงจะดีไม่น้อย เพราะเมื่อกลับเข้าเมืองผมจะได้นำมันออกมาใช้.. หันไปส่งยิ้มให้กับดวงตะวันที่กำลังชิงพลบ.. นกสีดำโบกปีกช้าๆ อำลาแผ่นฟ้ากลับสู่รวงรัง ม่านสลัวของย่ำค่ำก็ค่อยๆ คลี่ม่านสีเทาเข้าปกคลุม ผมขว้างก้อนหินลงใส่น้ำในบึง.. แล้วลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นที่ก้น อารมณ์ของผมสดใสขึ้น รู้สึกปลอดโปร่งและอิ่มเอม.. ผมหันไปหาดวงตะวันอีกครั้ง แต่ก็ผิดหวังเพราะมันได้ลับฟ้าไปแล้ว เห็นเพียงกิ่งไม้ทะมึนๆ แต่ไกลๆ ก่อนกระโดดขึ้นเครื่องยนต์ ผมเอ่ยคำอำลาทุ่งหญ้าเบาๆ ขอบคุณสายลมหนาว ขอบคุณฟ้ากว้างที่รอให้ผมมาเยือนเสมอและเมื่อไหร่ก็ได้ และขอบคุณถนนลูกรังสายนั้น.. ไม่อยากรบกวนธรรมชาติที่กำลังเข้าสู่นิทรารมณ์เลยจริงๆ และที่สำคัญ "ถนนไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น
"______" เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ "เก็บของเรียบร้อยยังวะ?" เสียงของเพื่อนรักดังผ่านรูเล็กๆ ออกมา "ยังเลย.. แต่ไม่มีไรมากหรอกแป๊ปบเดียวก็เสร็จ.. รอหน่อย" ผมตอบกลับไป "นอนเต็มที่ยังวะ.. กูขับผลัดแรกนะโว้ย ส่วนมึงหลังเที่ยงคืน..!!" เพื่อนรักมันย้ำกลับมาอย่างชัดเจน "เออน่า !!.. เดี๋ยวกูไปรับ" ผมบอกมันก่อนกดวางสาย เมื่อจัดแจงอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ผมก็กระโดดขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลับ แล้วขับออกไป.. ขับออกไปอีกครั้ง เพื่อพาตัวเองเข้าสู่ความหนาวเหน็บ เพราะผมเชื่ออยู่เสมอว่า "หากหนาวมาเยือน และผมจะทิ้งเอนทรี่นี้ไว้ ขอขอบพระคุณ |