| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |
พิมพ์หน้านี้
|
ผมนั่งมองออกนอกหน้าต่างในขณะที่รถไฟเข้าเทียบชานชลา พ่อค้าแม่ขายประมาณกว่าสิบคนก็กระจายแยกย้ายไปตามโบกี้ คงมีการนัดแนะกันก่อนล่วงหน้า แล้วก็เดินกันขวักไขว่สวนกันไปมา ปากก็ร้องป่าวบอกขายสินค้าที่ตัวเองขาย ฟังรู้เรื่องเรื่องบ้างไม่รู้เรื่องเรื่องบ้าง ผมเห็นพ่อค้าหนุ่มคนหนึ่งมัวแต่เดินแหงนหน้ามองขึ้นมาบนขบวนรถ ขาที่ก้าวเดินก็เลยโดนเจ้าหมาที่วิ่งหันซ้ายหันขวาตัวหนึ่ง แล้วเท้าของพ่อค้าหนุ่มก็เตะเข้าอีกทีหนึ่งเหมือนเป็นการทำโทษ "ไอ้เควี่ย .. ขวางอยู่ได้ กูจะขายของ" เจ้าหมาร้องเอ๋ง แล้ววิ่งหนีไปอีกทาง มันคงเป็นหมาประจำสถานีแห่งนี้เป็นแน่ เพราะสังเกตุแล้วไม่เห็นเพื่อนหมาตัวอื่นอีกในบริเวณที่สายตาผมจะกวาดถึง สถานีรถไฟเล็กๆ แห่งนี้ผู้คนไม่ค่อยพลุกพล่านเหมือนสถานีในตัวเมืองใหญ่ๆ ที่ผ่านมา การเคลื่อนไหวจากการมาถึงของขบวนรถเกิดขึ้นได้ไม่กี่นาทีก็กลับคืนสู่ความสงบดังเดิมเมื่อผู้โดยสารขึ้นและลงเรียบร้อยแล้ว ตามด้วยเสียงหวูดที่ดังขึ้นพร้อมๆ กับธงเขียวที่ถูกโบกสะบัดขึ้น-ลงจากเจ้าหน้าที่.. การเคลื่อนตัวเริ่มขึ้นอีกครั้ง
ผมโดยสารมากับรถไฟขบวนนี้อย่างเงียบเหงาจากกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 4 โมงเย็น ตอนนี้ใกล้ค่ำเต็มที กว่าจะถึงจุดหมายปลายทางตามตารางเวลาแล้วก็คงจะประมาณ 8 โมงเช้าของพรุ่งนี้ คงเหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมา ต้องนั่งฟังเสียงล้อบดกับรางไปอีกกว่า 13 ชั่วโมง เสียงของมันเหมือนเป็นเสียงกรีดร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดและไม่มีการหยุดจนกว่าจะถึงสถานีข้างหน้า หรือจนกว่าผมจะก้าวเท้าลงไปเมื่อถึงจุดหมายปลายทาง เหมือนชีวิตที่ต้องผ่านเรื่องราวร้อยแปด ทั้งดีทั้งร้าย จนกว่าชีวิตจะถึงจุดหมายของมัน รางรถไฟที่ถูกบดนานเข้าก็เกิดเงาประกายยามต้องแสงแดด ชีวิตที่ผ่านการใช้มาแล้วอย่างโชกโชนก็น่าจะมีประกาย.. ประกายแห่งประสบการณ์ ท้องฟ้าเริ่มแดงยามดวงตะวันใกล้ตกดิน นกกาบินกลับรวงรัง ภาพแบบนี้มันทำให้ผมเหงาเสมอ ไม่ว่าจะเดินทางคนเดียวหรือหลายคน ผมชอบนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟ มองออกไปจนภาพภายนอกนั้นกลายเป็นสีดำสนิท จึงจะหันกลับมาแล้วหลับตาเพื่อซึมซับภาพนั้นไว้ให้นานที่สุด นกกาบินกลับรวงรังแต่ชีวิตคนกำลังเดินทาง ดูเหมือนกำลังฝืนธรรมชาติ.. ในขณะที่วงจรแห่งชีวิตกำลังเข้าสู่ห้วงเวลาของการพักผ่อน จนบางทีรู้สึกสับสนในความรู้สึกของตัวเอง เพราะยังไม่สามารถค้นหาคำตอบได้ว่าวงจรที่ว่านั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นคนกำหนด เราจะสามารถกำหนดขึ้นใหม่ได้หรือไม่ แล้วจะผิดมากมั้ยถ้าจะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
รถไฟวิ่งไป จอดเมื่อเจอสถานีที่ต้องจอด ผู้คนโดนถ่ายเทและเพิ่มเติมอยู่ตลอดเส้นทาง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามามากหน้าหลายตา รอเพื่อขึ้น ขึ้นมาแล้วเพื่อลง วนเวียนไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนใหญ่แล้วจะแปลกหน้าแปลกตาไม่เคยเห็นกันมาก่อน จะมีบ้างที่ผมเจอเพื่อนร่วมทางหน้าเดิมซึ่งถือว่าบังเอิญเป็นอย่างยิ่ง มีอยู่คนหนึ่งที่เจอเกือบทุกๆ ครั้ง ชายร่างอ้วนเนื้อตัวมอมแมม ในมือถือขันพลาสติก เดินขากะเผลกอย่างเชื่องช้า ส่งเสียงที่ฟังดูแล้วคล้ายเสียงพูดติดอ่าง แต่ดังมาก "ขะขะขอตะตะตังค์หนะหน่อยค๊าบ.." "ผะผะผมทำงานมะมะดะด้ายค๊าบ..." สองประโยคหลักที่ผมได้ยินเสมอเมื่อเขาขึ้นมาบนขบวนรถ แต่การทำงานไม่ได้ของเขาผมรู้สึกขัดแย้ง เพราะสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ผมคิดว่านั่นแหละคืองานที่เขากำลังทำอยู่ ถ้าไม่ทำงานเขาคงไม่มีรายได้เข้ามาแน่นอน.. ทำงานตามศักยภาพของตัวเอง คำพูดของเขาเปรียบไปแล้วมันเหมือนกับคำโฆษณาสินค้า เขากำลังบอกเล่าถึงคุณสมบัติของสินค้าว่า สินค้าตัวนี้มีคุณสมบัติคือทำงานไม่ได้ แต่.. ได้เงิน เป็นหลักการตลาดขั้นสูงทีเดียว แถมเป็นสินค้าตัวเดียวในตลาด ไม่ต้องใช้สินค้าประกอบ และไม่มีสินค้าทดแทนอีกต่างหาก
"ที่นี่สถานีรถไฟ... ท่านที่จะเดินทางไป.. กรุณาตรวจดูสิ่งของสัมภาระของท่านให้เรียบร้อย การรถไฟแห่งประเทศไทยขอขอบคุณทุกท่านที่ใช้บริการ สวัสดีค่ะ" คำคุ้นเคยที่ได้ยินทุกครั้งเมื่อรถจอดเทียบชานชลา และเป็นประโยคเดียวกันเกือบทุกสถานี กลายเป็นสัญลักษณ์ที่เมื่อได้ยินเสียงแบบนี้เมื่อไหร่ บรรยากาศเรื่องราวต่างๆ แห่งรถไฟก็จะถูกรื้อขึ้นมาจากความทรงจำได้เสมอ ความคุ้นเคยในชีวิตประจำวันคนเราก็เช่นเดียวกัน อะไรที่เจออยู่ทุกวันย่อมรู้สึกผูกพันกับสิ่งนั้น จะด้วยความเต็มใจหรือไม่ก็ตาม และหากวันใดวันหนึ่งมันได้หายไปจากชีวิต อาการโหยหา ห่วงใย ใจหาย ย่อมเกิดขึ้นภายในจิตใจอย่างแน่นอน.. ผมเชื่อเช่นนั้น การไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ของรถไฟจนกลายเป็นคำเปรียบเปรยรวมๆ ถึงลักษณะความแปรปรวนที่ว่า "รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ" แต่มันกลับทำให้ผมคิดว่าการเดินทางของมันคือการได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ อีกมากมายที่เรายังไม่รู้ ได้เจอเรื่องราวแปลกๆ บนเส้นทางที่ได้เดินผ่านไป และเชื่อว่าเรื่องราวเหล่าได้ถูกเปลี่ยนแปลงในทุกๆ วัน.. ซึ่งในโลกแห่งการเรียนรู้ก็ควรเป็นเช่นนั้น รถไฟทำให้ผมคิดถึงใครคนหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อนเราพบและจากกันที่สถานีรถไฟบ่อยๆ เสน่ห์ของการเดินทางไปเพื่อพบ ผมว่ามันก็คือการจากนั่นแหละ มันสามารถทำให้คนเรารู้ซึ้งถึงความผูกพัน รู้จักความคิดถึง เมื่อหันหลังเพื่อก้าวขึ้นสู่ขบวนรถ ถึงสถานีจุดหมายปลายทางของผมแล้ว อืมม.. เช้าแล้ว ผมเอื้อมหยิบกระเป๋าสัมภาระเพื่อตรวจดูตามคำประกาศที่ได้ยินมาแว่วๆ แล้วก้าวลงจากขบวนรถ เพื่อเดินทางต่อ แม้จะถึงสถานีปลายทาง ด้วยมิตรภาพ ----------------------------------------------------------------------------------- ขอขอบคุณ
|