| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
พิมพ์หน้านี้
|
สำหรับคนที่ได้เดินออกจากบ้านมาอย่างยาวนานอย่างผม ถึงแม้ว่าจะได้ย้อนกลับไปบ้างตามฤดูกาลของเวลา แต่ในความรู้สึกนั้นคิดว่า ยิ่งนานวันความงดงามแห่งบ้านเกิดเมืองนอนยิ่งดูงดงามขึ้นทุกวัน ไม่รู้ว่าความคิดเหล่านี้เป็นความเปลี่ยนแปลงไปตามวัยหรือเปล่า และมักเป็นสัจจธรรมว่า เราจะเห็นความสวยงามของหลายสิ่งหลายอย่างจากระยะไกลเสมอๆ การนั่งคำนึงถึงเรื่องราวเก่าๆ อาจทำให้ได้รู้สึกว่าตัวเองได้ล่วงเลยวันเวลามาพอสมควร (ความหมายคือแก่นั่นแหละ.. เขียนอ้อมไปมาอยู่ได้
ผมเดินทางย้อนกลับไปตามเส้นทางที่ได้เดินจากมาหลายครั้งพบว่า มีความตื่นเต้นเกิดขึ้นเสมอ แม้ว่าจะเป็นเส้นทางสายเก่า สองข้างทางเคยผ่านมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทุกครั้งไป ขึ้นอยู่กับว่าเราจะสังเกตุมันอย่างละเอียดเพียงใด.. การ "หลบเล" ในครั้งนี้ก็คงเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าบรรยากาศเดิมๆ จะมีเข้ามาแต่ใช่ว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเอาเสียเลย.. หากเราได้เข้าไปใกล้ชิดมันเพิ่มขึ้นอีกนิด
" ห ล บ เ ล " คำพูดสั้นๆ ตามสำเนียงพื้นบ้าน หลบ หมายถึง การกลับไป
ผมเคยได้นำมาเสนออยู่ครั้งหนึ่งตอนเริ่มเข้ามาที่นี่ใหม่ๆ ในเรื่อง "ทะเลน้อย - พื้นที่ชุ่มน้ำโลกแห่งแรกของไทย" (คลิก ที่นี่ เพื่อดูรายละเอียด) ลองคลิกเข้าไปอ่านไปชมกันดูนะครับ เผื่อบางทีการเดินทางในครั้งต่อไปของท่านจุดหมายปลายทางอาจอยู่ที่นั่นก็ได้ ครั้งนี้ถือเป็นเพียงส่วนเสริมส่วนหนึ่งจากตอนนั้นก็แล้วกันครับ
ทะเลน้อย เป็นทะเลสาบน้ำจืด ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของควนพนางตุง มีพื้นที่ประมาณ 30 ตารางกิโลเมตร ใน 2 ตำบล คือตำบลพนางตุง และตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มีคลองนางเรียมยาว 2 กิโลเมตรเชื่อมระหว่างทะเลน้อยกับทะเลสาบสงขลา ทางฝั่งตะวันตกเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของชุมชนทะเลน้อย ทางฝั่งตะวันออก ฝั่งเหนือ ฝั่งใต้ เป็นป่าพรุและพงหญ้า
ผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆ เวลาจะเดินทางจากทะเลน้อยไปอ.ระโนด ในระยะทางประมาณ 30 ก.ม. ต้องอาศัยเรือยนต์จากท่าเรือทะเลน้อยซึ่งมีอยู่เพียงลำเดียว และเพียงไปกลับครั้งเดียวในหนึ่งวัน ลัดเลาะจากทะเลน้อยเข้าสู่คลองนางเรียมที่เป็นทางออกไปสู่ทะเลสาปสงขลาจนถึง อ.ระโนด จ.สงขลา หรือหากต้องใช้รถยนต์ก็ต้องวิ่งอ้อม ไม่ทางด้านบนหรือก็ต้องเป็นด้านล่างของทะเลสาป แต่ในวันนี้มีเส้นทางรถยนต์ที่ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง แถมย่นระยะทางได้กว่า 100 ก.ม.
เมื่อมีการประกาศให้ทะเลน้อยเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 และจัดตั้งเป็นอุทยานนกน้ำทะเลน้อยขึ้น ทำให้ทะเลน้อยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้ มีผู้คนต่างจังหวัด และชาวต่างประเทศมาเยือนมิได้ขาด มีสิ่งก่อสร้างมีเพิ่มขึ้น มีศาลาพัก เรือนรับรอง พระตำหนัก อาคารที่ทำการของเจ้าหน้าที่ตั้งเรียงรายอยู่ในน้ำห่างฝั่งออกไปทางตะวันออกมีชื่อเรียกอย่างไพเราะ เช่น ศาลาบัวหลวง ศาลาบัวแดง เรือนกาบบัว เรือนนางนวล เรือนอัญชั่น เป็นต้น อาคารทุกหลังมีสะพานถาวรเชื่อมถึงกันโดยตลอด
เดิมชาวทะเลน้อยทำการประมงเป็นอาชีพหลัก ขายปลาสด ปลาเค็ม ทำรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ดี เมื่อมีผู้คนมากขึ้น จำนวนกุ้งปลาลดน้อยลง ชาวทะเลน้อยต้องเบนไปทำอาชีพอื่นแทน เช่น ค้าขาย ขับรถโดยสารประจำทางมีรถยนต์วิ่งรับผู้โดยสารประจำวัน ระหว่างตัวเมืองพัทลุงกับทะเลน้อย ขับรถจักรยานยนต์วิ่งรับส่งทั่วไป อาชีพหลักของชาวทะเลน้อยในปัจจุบัน คือ ประดิษฐ์ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากกระจูด มีสื่อ หมวก พัด กระเป๋า รองเท้า แฟ้มเอกสาร เป็นต้น จำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นตามกระแสการท่องเที่ยว
จากสภาพพื้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณไม้น้ำ และสัตว์น้ำต่างๆ ทะเลน้อยจึงมีความเหมาะสมเป็นแหล่งอาศัยหากินทำรังและวางไข่ของนกนานาชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนกน้ำ จากการสำรวจพบนกราว 187 ชนิด แยกออกเป็นนกประจำถิ่นอาศัยอยู่ประจำตลอดปี และนกอพยพย้ายถิ่น โดยจะอพยพมาในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนตุลาคม-มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่นกมีประชากรมากที่สุดถึงราว 43,000 ตัว ส่วนช่วงที่มีนกน้อยที่สุดอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน อันเป็นช่วงที่นกน้ำทำรัง โดยสามารถใช้บริการเรือเช่าเพื่อชมบรรยากาศและศึกษาธรรมชาติได้โดยรอบของทะเลน้อย โดยเฉพาะเส้นทางศึกษาธรรมชาติควนขี้เสียนซึ่งเป็นเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญเลยทีเดียว
สำหรับความเป็นมาของทะเลน้อยนั้น เล่ากันว่าสมัยหนึ่งเมื่อประมาณกว่า 700 ปีมาแล้ว พระเจ้ากรุงสุโขทัยแผ่อำนาจลงมาทางปักษ์ใต้ ได้เกณฑ์ให้เจ้าเมืองเกณฑ์ราษฎรตัดฟันต้นไม้มาต่อเรือรบเพื่อลำเลียงพลไปตีหัวเมืองมลายูทางใต้ การตัดไม้มาต่อเรือในครั้งนั้นได้ตัดไม้ตะเคียนในป่าที่เป็นทะเลน้อยเดี๋ยวนี้ ส่วนเจ้าเมืองที่เกณฑ์ราษฎรมานั้นจะเป็นเจ้าเมืองพัทลุง หรือเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชไม่ปรากฏชัดเจน ครั้นต่อมา 1-2 ปีหลังจากทางการได้เกณฑ์ให้ราษฎรตัดไม้ตะเคียนต่อเรือในครั้งนั้นเองฝนเกิดแล้งเป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน เมื่อถึงฤดูฝน ฝนก็ตกน้อย แต่เมื่อพ้นฤดูฝนแล้วก็จะแล้งเป็นอย่างมาก และเป็นเวลาหลายเดือน เป็นอยู่อย่างนี้ 3 ปีติดต่อกันจึงเกิดไฟไหม้ป่าขึ้น เฉพาะป่าที่เป็นทะเลน้อยนี้ไฟไหม้แรงมาก เพราะปลายไม้ตะเคียนที่ตัดทิ้งที่ตัดทิ้งเอาไว้เป็นเชื้อไฟอย่างดี ว่ากันว่าไฟได้ไหม้ลึกลงสู่พื้นดินบางแห่งตั้งเมตรครึ่งก็มี เป็นเนื้อที่หลายพันไร่ พอฝนตกน้ำขังในที่แห่งนี้ก็กลายเป็นบึงกว้างใหญ่ต่อมาในบึงก็เป็นที่อยู่อาศัยของฝูงจระเข้ ช้างป่า ควายป่า และเหยียบย่ำนานวันเข้าที่แห่งนี้จึงค่อยๆ ลึกลงไปและกว้างออกไปทุกที เมื่อมีคลื่น คลื่นก็เซาะตลิ่งออกไปบ้าง จนเป็นอย่างในวันนี้ ซึ่งทำให้พบเห็นตอไม้ตะเคียนและขอนไม้อื่นๆ ในทะเลน้อย เช่น ของไม้ตำเสา มีอยู่เกือบทั่วไปทั้งในและริมทะเลน้อย แสดงให้เห็นว่าเคยเป็นป่าดงไม้ตะเคียนและไม้อื่นมาก่อน
ถึงแม้ว่าเรื่องในวันนี้ที่ได้นำมาเสนออาจจะดูเป็นความสวยงามแห่งธรรมชาติ การเพิ่มพื้นที่ของคนย่อมลดพื้นที่ของธรรมชาติลงเสมอ ด้วยมิตรภาพเหมือนเดิมครับ ---------------------------------------------------------------------------- ติดต่อสอบถามข้อมูลการท่องเที่ยว / ที่พัก ชมภาพของทริปนี้เพิ่มเติม ขอขอบคุณ
|